การถ่ายภาพแบบสื่อความหมายจากใจไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องมองด้วยตาอย่างพินิจก่อน เห็นสื่อความหมายในสิ่งที่จะถ่ายภาพแล้วก็ลงมือถ่ายภาพให้ได้ทันกับสิ่งที่เห็นด้วย เพราะส่วนใหญ่ สิ่งที่เห็นจะเกิดเพียงไม่กี่วินาที เรียกว่าผ่านวินาทีนั้นไปแล้ว ก็เป็นอีกสื่อความหมายหนึ่งหรือก็ไม่มีความหมายเลย ดังนั้นตาต้องดี มือต้องไว ใจต้องเปิดกว้าง มอง 360 องศา เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่เห็นหรือสังเกตุ และไม่สนใจในสิ่งที่คนทั่วไปเห็น
ภาพชุดที่สองนี้ ถ่ายที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายคือสถานที่ปรินิพพานขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นจุดจาริกธรรมแห่งสุดท้ายของนักแสวงบุญชาวไทยทั้งหลาย
การถ่ายภาพในอินเดีย จะเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่ถูกถ่ายเป็นอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนต่างชาติ หรือก็คนอินเดียไม่มีใครถ่ายภาพผู้คนเท่าใดนัก พอเห็นเรายกกล้องถ่ายภาพ ก็จะถูกมองเป็นจุดสนใจ ดังนั้น พอเรากดชัตเตอร์แล้ว หากได้ส่งรอยยิ้มแทนคำขอบคุณ ก็มักจะได้รับยิ้มตอบเสมอไป
ภาพที่ดีมักสื่อถึงเรื่องราวที่ไม่สิ้นสุด ผสมกับจินตนาการของผู้ดู ทำให้ผมมักจะมีความสุขกับการถ่ายภาพในอินเดียมากพอกับการวาดภาพสีน้ำมัน
ลองชมกันครับ
พิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุในวันที่ 28 กพ.53 วันมาฆะบูชาพอดี

ทุ่งดอกมัสตาด สีเหลืองอร่ามดูน่าทานเหลือเกิน

หญิงชาวฮินดูมาพร้อมกับลูกชายยิ้มอย่างอารมณ์ดี ร่วมงาน
เทกระจาดที่วัดไทยกุสินารา

อีกคู่หนึ่งมาพร้อมลูกน้อย

อีกมุมหนึ่งของพระเจดีย์มหาธาตุยามเย็นก่อนตะวันตกดิน

รูปปั้นพระโมคคัลลานะ อัครสาวกของพระพุทธเจ้า
ที่วัดนำมาให้ชาวพุทธได้ปิดทอง งดงามเหลือเกินครับ
สังเกตุจากภาพ อากาศเย็น มีหมอกลงยามเช้า
อากาศเย็นจะมีระหว่างเดือนตุลาคมถึงมีนาคมของปี
อีกไม่นาน อากาศที่รัฐพิหารก็จะร้อนถึงร้อนมากโดยเฉพาะเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม
เมื่อปีที่แล้วร้อนถึง 48 องศา
ขอบคุณที่รับชมภาพนะครับ
ท่านทูต
นมัสการท่านธรรมหรรษา ครับ
ขอบพระคุณสำหรับพรที่มอบให้สถานเอกอัครราชทูตไทยครับ ท่านเอกอัครราชทูตกฤต ไกรจิตติท่านเป้นคนที่มุ่งมั่นในการทำงานมาก เท่าที่ได้ยินมาเมื่อครั้งพะราชรัตนรังษี รองหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดียได้กล่าวว่าเอกอัครราชทูตนั้น ตามปรกติจะมี กิจต้องทำ 4 กิจคือ
ราชกิจในฐานะตัวแทนองค์ประมุขของประเทศ
รัฐกิจ คือการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย
ธุรกิจ คือการส่งเสรมิและสนับสนุนเอกชนไทยและอินเดียให้ทำธุรกิจกันเพื่อประโชยน์ร่วมกัน
และสุดท้ายที่สำคัญคือ ศาสนกิจ เพื่อเชื่อมและประสานให้ทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันส่งเสริมศาสนาระหว่างกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
สถานเอกอัครราชทูตไทยในอินดียก้คงจะพยายามทำกิจทั้ง 4 ตามแนวทางนี้ภายใต้การนำของเอกอัครราชทูตให้ดีที่สุดครับ
พุทธศาสนาในอินเดียยังไม่สูยหายไปไหนครับ รอเวลา...คือรอเวลาที่จะมีคนเข้ามาช่วยฟื้นฟูครับ
ผู้เผยแพร่ศาสนาจึงมีบทบาทสำคัญที่สุดในงานนี้
สิงหนึ่งที่ผมคิดก็คือควรจะทำการสอนนักเผยแพร่ธรรมะควบคู่ไปกับการฟื้นฟูพุทธศาสนาในวงกว้างเช่นที่มีการจัดพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญ
หากจัดแต่งานฟื้นฟูก็จะลืมง่าย พอผ่านงานนั้นไป ก็ไม่มีการปฏิบัติต่อ เพราะไม่รูจะปฏิบัติอย่างไร
หากได้จัดอบรมวิทยากรหรือนักปฏิบัติธรรมเพื่อการเผยแพร่ เช่นสอนวิปัสสนาเข้มข้นเพื่อที่จะสร้างคน เพื่อที่คนเหล่านี้จะได้ออกไปเป็นผู้เผยแพร่ต่อไป น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดครับ
หาก มจร.สนใจ อาจจะไปเปิดโรงเรียนสอนธรรมะสาขาที่เดลีก็น่าจะดีนะครับโดยอาจจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของอินเดียก็ได้ เปิดหลักสูตรพุทธศาสนาให้คนอินเดียได้เรียนกันบ้าง จะดีไหมครับ
ฝากไว้นะครับ
นมัสการครับ
ยินดีกับกิจกรรมทางศาสนา
คุณเบดูอิน
อนุโมทนาและขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ