นมัสการท่านธรรมหรรษา ครับ

ขอบพระคุณสำหรับพรที่มอบให้สถานเอกอัครราชทูตไทยครับ ท่านเอกอัครราชทูตกฤต ไกรจิตติท่านเป้นคนที่มุ่งมั่นในการทำงานมาก เท่าที่ได้ยินมาเมื่อครั้งพะราชรัตนรังษี รองหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดียได้กล่าวว่าเอกอัครราชทูตนั้น ตามปรกติจะมี กิจต้องทำ 4 กิจคือ

ราชกิจในฐานะตัวแทนองค์ประมุขของประเทศ

รัฐกิจ คือการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย

ธุรกิจ คือการส่งเสรมิและสนับสนุนเอกชนไทยและอินเดียให้ทำธุรกิจกันเพื่อประโชยน์ร่วมกัน

และสุดท้ายที่สำคัญคือ ศาสนกิจ เพื่อเชื่อมและประสานให้ทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันส่งเสริมศาสนาระหว่างกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตไทยในอินดียก้คงจะพยายามทำกิจทั้ง 4 ตามแนวทางนี้ภายใต้การนำของเอกอัครราชทูตให้ดีที่สุดครับ

พุทธศาสนาในอินเดียยังไม่สูยหายไปไหนครับ รอเวลา...คือรอเวลาที่จะมีคนเข้ามาช่วยฟื้นฟูครับ

ผู้เผยแพร่ศาสนาจึงมีบทบาทสำคัญที่สุดในงานนี้

สิงหนึ่งที่ผมคิดก็คือควรจะทำการสอนนักเผยแพร่ธรรมะควบคู่ไปกับการฟื้นฟูพุทธศาสนาในวงกว้างเช่นที่มีการจัดพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่สำคัญ

หากจัดแต่งานฟื้นฟูก็จะลืมง่าย พอผ่านงานนั้นไป ก็ไม่มีการปฏิบัติต่อ เพราะไม่รูจะปฏิบัติอย่างไร

หากได้จัดอบรมวิทยากรหรือนักปฏิบัติธรรมเพื่อการเผยแพร่ เช่นสอนวิปัสสนาเข้มข้นเพื่อที่จะสร้างคน เพื่อที่คนเหล่านี้จะได้ออกไปเป็นผู้เผยแพร่ต่อไป น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดครับ

หาก มจร.สนใจ อาจจะไปเปิดโรงเรียนสอนธรรมะสาขาที่เดลีก็น่าจะดีนะครับโดยอาจจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของอินเดียก็ได้ เปิดหลักสูตรพุทธศาสนาให้คนอินเดียได้เรียนกันบ้าง จะดีไหมครับ

ฝากไว้นะครับ

นมัสการครับ