เงินตราอาณาจักรล้านนา

 

         นับตั้งแต่พ่อขุนเม็งรายสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีแห่งล้านนาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙  อาณาจักรแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ  จนมีอำนาจมั่นคงสูงสุดในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช

         ระหว่างที่ยุคสมัยของอาณาจักรล้านนามีการพัฒนาและเจริญเติบโตขึ้นนั้น  เป็นยุคร่วมสมัยกับอาณาจักรล้านช้างและอาณาจักรสุโขทัย  ดังนั้น  เพื่อความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง  และเป็นการคานอำนาจระหว่างพม่า  สุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา  จึงมีการผูกสัมพันธ์ทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจกับอาณาจักรล้านช้างและสุโขทัย  ส่งผลให้มีการถ่ายทอด  ผสมผสานวัฒนธรรมความเป็นอยู่  รวมทั้งการติดต่อค้าขาย

         ลักษณะการค้าของอาณาจักรล้านนาเป็นการค้าทางบกมีกองคาราวานจากยูนนานของประเทศจีนและจากรัฐฉานของประเทศพม่าเดินทางเข้ามาค้าขายยังดินแดนแถบนี้  โดยเฉพาะกับกลุ่มชนทางภาคเหนือของไทยมานานแล้วอย่างน้อย ๕๐๐ ปี  ก่อนการสถาปนานครเชียงใหม่  โดยนำโลหะทองคำหรือเงินที่ผลิตเป็นเงินก้อน  มีขนาดและน้ำหนักแน่นอน  เรียกว่า  “เงินไซซี”  ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าราคาสูง  เงินไซซีมีชื่อเรียกตามรูปร่างต่างๆ กัน  เช่น  อานม้า  ขนมครก  เรือสำเภา  ฯลฯ  บางก้อนมีตราประทับหรืออักษรจีนบอกข้อความต่างๆ  เช่น  ชื่อเมือง  น้ำหนักและความบริสุทธิ์  ฯลฯ  น้ำหนักของเนื้อเงินชนิดนี้คำนวณโดยใช้มาตรฐานตำลึงจีน  ( ๒.๕๐ บาทหรือสิบสลึงเท่ากับหนึ่งตำลึงจีน )

         ส่วนเงินตราที่ทำขึ้นใช้ในท้องถิ่นมีรูปลักษณะแตกต่างกัน  เรียกชื่อตามรูปร่างของเงิน  เช่น  เงินเจียงหรือเงินขาคีม  เงินใบไม้  เงินดอกไม้  เงินท้อกหรือเงินหอยโข่งและเงินปากหมู

         เงินเจียง  ทำด้วยโลหะเงิน  ดัดแปลงมาจากเงินกำไลมือ  ซึ่งเป็นเงินโบราณของคนไทยภาคเหนือ  มีลักษณะคล้ายเกือกม้าสองอันต่อกัน  ส่วนที่ต่อบากลึกเพื่อให้สามารถหักออกได้สำหรับใช้เป็นเงินปลีก  และเพื่อดูความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน  เงินเจียงมีเครื่องหมายสำคัญ ๓ เครื่องหมาย  คือ  ชื่อเมืองที่ผลิต  ตราของพ่อค้าผู้ทำเงินหรือตราของเจ้าเมือง  และค่าน้ำหนักสำหรับชนิดราคาของเงินเจียงเท่าที่พบทั่วไป  มีชนิดราคาสี่บาทหรือหนึ่งตำลึง  สิบสลึง ( หนึ่งตำลึงจีน )  กึ่งตำลึง  หนึ่งบาท  กึ่งบาท  และเฟื้อง  นอกจากนี้ยังพบเงินเจียงที่ทำด้วยสังกะสี  สันนิษฐานว่าเพื่อใช้ในพิธีกรรม

         เงินท้อก  สันนิษฐานว่าเริ่มมีใช้ในรัชสมัยพ่อขุนเม็งราย  และเนื่องจากมีรูปลักษณะที่แตกต่างกันออกไปหลายแบบตามสถานที่ผลิตและยุคสมัย  จึงมีชื่อเรียกต่างๆ กัน  ได้แก่

         ๑. เงินท้อกเชียงใหม่  ทำด้วยเงินผสมตะกั่วดำ  หนักประมาณห้าบาท  สิบสลึง  หกสลึง  หนึ่งสลึง  ฯลฯ  ชาวพื้นเมืองเรียกว่า  เงินหอย  เพราะด้านหน้าโป่งนูนขึ้นเล็กน้อยคล้ายหอย  ด้านในเป็นโพรง  ที่พบรูปลักษณะอื่นก็มี  เช่น  คล้ายปากหมู  หรือ  คล้ายวงตีนม้าหรือเกือกม้า  และบางอันมีตราประทับคล้ายตัวอักษร “ ล”  ตรงริมขอบเงิน 

         ๒. เงินท้อกน่าน  ทำด้วยทองเหลืองผสมตะกั่วดำและมีเงินผสมเล็กน้อย  รูปร่างกลมตัน  ไม่เป็นโพรง  ด้านหนึ่งนูนขึ้นคล้ายเงินท้อกเชียงใหม่  แต่พื้นเรียบ  ไม่มีรอยย่น  อีกด้านหนึ่งมีรอยเว้าคล้ายนิ้วมือกด

         เงินดอกไม้ หรือ เงินผักชี  ทำด้วยโลหะเงิน  มีส่วนผสมของโลหะอื่นเพียงเล็กน้อย  รูปร่างกลมแบน  มีขนาดต่างๆ กัน  ด้านหนึ่งมีลวดลายเป็นรูปก้นหอยหรือผักชี  คล้ายดอกไม้  อีกด้านหนึ่งขรุขระเป็นรูทั่วไปและมีรอยเว้าเข้าไปคล้ายรอยนิ้วมือกด

         เงินใบไม้ หรือ เงินเส้น  ทำด้วยทองแดงผสมทองเหลือง  มีรูปลักษณะค่อนข้างกลม  ด้านหน้านูนขึ้นเป็นรูปใบไม้หรือลายเส้น  จึงเรียกว่าเงินใบไม้หรือเงินเส้น

         เงินที่ใช้ในอาณาจักรล้านนา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินท้อก  มีการใช้ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยล้านนาตอนต้นจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

ข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย จากเพื่อนนักศึกษา