เช้าวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

กลับถึงบ้าน เหตุจากการที่ออกมาจากหมอชิตล่าช้า ทำให้ถึงหน้าบ้านเกือบ ๆ เจ็ดโมงกว่า ๆ เพราะหนูตั้งใจแล้วว่าจะไปวัดพอถึงตลาดเข้าไปไหว้พ่อและแม่ จึงหิ้วกับข้าวเดินไปที่รถ ขณะที่น้องตั้มเตรียมตัวรอไปวัดด้วย แต่เพราะรู้สึกหิวจึงซื้อผัดกะเพรามา แล้วหิ้วมาวัดด้วย พอไปถึงวัดทันยกสำรับพอดี หนูรู้สึกปีติมากเลยค่ะครู ในความเมตตาของหลวงปู่ หลังจากลงไปทานข้าวเสร็จ ขึ้นมากราบหลวงพี่ที่ศาลากับน้องตั้ม นำของที่เตรียมไว้ถวายท่าน แล้วท่านจึงชวนไปร่วมพิธีลงอุโบสถที่วัดที่สกลนคร ในวันมาฆบูชา พระทั้งวัดจะไปที่นั่นและครูบาอาจารย์จากวัดอื่น ๆ ด้วย

ขากลับแม่โทรตามบอกว่าจะกลับหรือยัง แม่รอไปงานแต่งเพื่อนติ๋วอยู่ หนูจึงเรียนท่านว่ากำลังขับรถกลับ แล้วก็ระลึกถึงคำครูว่า “อย่าปล่อยให้ผู้ใหญ่รอ” แต่ก่อนหน้านี่เคยสัญญากับน้องตั้มไว้ว่าจะไปแวะซื้อของ เราจึงไม่เอ้อระเหย พอมาถึงบ้าน เห็นลูกค้าซื้อของกองโตและหลายเจ้า รู้สึกประหลาดใจว่าวันนี้ขายของดีจัง คงเป็นอานิสงฆ์การทำทานแน่ ๆ เลย วิ่งไปที่บ้าน แม่แนะให้หนูเปลี่ยนชุด หนูใส่เสื้อยืดสีขาวแขนยาวอยู่แล้ว เลยยืมกระโปรงพี่สาว แม่และเพื่อน ๆ เตรียมพร้อม เราเดินไปที่รถด้วยกัน น้าสังเกตเห็นชายกระโปรงหนูมีรอยขาด หนูบอกไม่เป็นไร ไม่น่าเกลียด แต่แม่ท่านเป็นห่วงจึงซื้อให้ใหม่หนึ่งตัว ตอนแรกหนูก็บ่นว่าไม่น่าสิ้นเปลือง มาหยุดคิดถึงคำที่ครูเตือนว่า “คนที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่สำคัญที่สุด” หนูถามตนเองว่า เพียงเท่านี้ใส่กระโปรงที่แม่ซื้อให้ ทำได้ไหม นี่คือ ความน่ารัก ความห่วงใยของแม่เลยนะ หนูจึงหยิบกระโปรงสีขาวที่มีลายดอกไม้เล็ก ๆ ริมชายกระโปรงย้วย ซึ่งก็เป็นแนวเดียวกับตัวที่ใส่มา พอใส่ทับเข้าไปก็ดูเข้ากัน แม่ยิ้มอย่างพอใจ และชมว่าเออใส่แบบนี้ก็เข้ากันดี

ครูค่ะหากเป็นเมื่อก่อนแม้หนูจะชอบกระโปรงที่แม่ซื้อขนาดไหน แต่ความดื้อดึงอยากเอาชนะของหนูคงไม่มีทางเปิดถุงหรือหยิบมาใส่แน่ ๆ แต่พอหนูหยุดพิจารณาว่า ทำดีที่สุดรึยัง ให้ความสำคัญกับคนตรงหน้ารึยัง แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าคือ พระอรหันต์เลยนะ เท่านั้นแหละค่ะครูใจหนูอ่อนลง แล้วก็หยิบกระโปรงมาพิจารณาแล้วใส่เดินเข้างาน

พอเดินเข้าไปบ้านที่เป็นงานแต่ง เป็นงานแต่งงานที่เรียบง่ายมีเพียงพิธีผูกแขน เจออาจารย์ที่สอนตอนมัธยมเข้าไปกราบทักทายและขอบพระคุณท่าน พอเดินเข้าบ้านเจ้าสาวเจอเพื่อนเก่านั่งรายล้อมอยู่หน้าบ้าน เพื่อนดูประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงพยายามสอบถามเป็นการใหญ่ หนูยิ้มตอบสั้น ๆ แล้วขอตัวมาผูกแขนบ่าวสาวก่อน  เจ้าสาว (เพื่อนหนู) และสามี มานั่งคู่กันให้ป้า ๆ น้า ๆ แม่และหนูได้ผูกแขน หนูเปิดกระเป๋าย่ามสีน้ำตาลที่ครูเมตตามอบให้หยิบเอาพระหลวงปู่ทวดพร้อมบทสวด พระที่หมอชิตมอบให้หนูเมื่อคืน มอบให้เพื่อนเป็นของขวัญแต่งงานกับเงินอีกเล็กน้อย เสร็จแล้ว ผู้ใหญ่ท่านก็แยกไปทานอาหาร ส่วนหนูก็แวะมานั่งพูดคุยกับเพื่อน ๆ คุยกันสนุกสนานออกรสออกชาด เกือบ ๆ ชั่วโมงป้าเดินมาชวนกลับ จึงขอตัว แต่แม่ดูจะคุยกับเมียนายกเทศมนตรีติดพัน หนูจึงถอยรถมารอท่าน

เป็นการรอด้วยใจที่เบาสบายค่ะครู ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูคงทำกิริยากระฟัดกระเฟียด หน้าหงิกหน้างอ ไม่ก็บีบแตร แต่ครานี่รอเฉย ๆ จนท่านเสร็จธุระแล้วเดินมา แล้วก็แวะรับคนอื่น ๆ ที่หน้าบ้านอีกหลังหนึ่ง

กลับมาที่บ้านช่วยพี่สาวส่งของกับน้องตั้ม ก็หลายที่เหมือนกันและได้เก็บตังค์มาด้วย รู้สึกประทับใจที่ได้มีโอกาสผ่อนแรงพี่สาวได้บ้างค่ะ เที่ยง ๆ พี่สาวหาอะไรทาน ไม่นานเพื่อน ๆ มาแวะซื้อส้มตำและของกินต่าง ๆ พี่สาวเห็นหนูคุยติดพันกับเพื่อนและที่บ้านก็ว่าง ๆ อยู่ จึงให้ไปกับเพื่อนได้ หนูสังเกตใจตนเองอยากไปไหม ก็มีทั้งอยากไปและไม่อยากไป ถ้าโดยปกติอยากอยู่คนเดียวมากกว่า หนูจึงตกลงกับตัวเองว่า ลองดู ลองดูซิว่าอยู่กับคนอื่นจะเป็นยังไงจะอึดอัดไหม จึงเลือกขับรถตามไปซึ่งมีเพื่อนนั่งไปด้วยอีกคน

พอเดินเข้างานเจอเจ้าบ่าวอีกรอบ เขาเข้ามาพูดคุยและสอบถาม เพราะว่าจำได้ว่าเคยเจอเมื่อปีที่แล้ว พอได้ข้อมูลมากขึ้นจึงชวนหนูไปทำงานที่ประเทศแคนนาดา ตอนแรก ๆ ก็คุยสบาย ๆ สนุก ๆ แต่พอนาน ๆไป ใจหนูรู้สึกเหมือนโดนบีบคั้น พอเจ้าสาวเดินมาหนูจึงได้โอกาสเลี่ยง แล้วก็มานั่งคุยกับเพื่อน ๆ ได้ทานกล้วยที่มีเม็ดข้างใน บ้านหนูเรียก “กล้วยนวล” ค่ะครูทานแล้วแว๊บนึกถึงคุยยายตอนวัยเด็กท่านเคยเอามาให้ทานเพราะเราปลูกไว้ข้างบ้าน พอเริ่มเย็นใจหนูก็รู้สึกดิ้นรนอยากจะกลับ เพราะใจอยากไปวัด หนูมองเพื่อน มองใจตนเอง มันอยากจะไปให้ได้ จนรู้สึกเหมือนเป็นความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น และไม่อยากอยู่กับความวุ่นวาย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ อะอยู่ ก็อยู่ แต่ก็อยู่โต๊ะเดิมที่หน้าบ้าน ไม่ได้แยกไปนั่งรวมกับคนอื่น ๆ ที่เวทีหน้าบ้าน

ช่วงเย็น ๆ มีคนมาเก็บซุ้มดอกไม้ เอามาลอยที่สระเล็ก ๆ หน้าบ้านข้างบริเวณที่หนูนั่ง แล้วก็มีเด็ก ๆ ทั้งหญิงชายเกือบ ๆ สิบคน ตอนแรก ๆ ก็ค่อย ๆ ดึงดอกกุหลาบออกจากโอเอซิสที่จัดไว้  แต่พอนาน ๆ ไป เริ่มมีการแย่งชิง อวดกันว่าใครได้มากกว่า บางคน ก็ไม่ได้อยากได้ แต่เห็นเพื่อนได้แล้วก็จะเอาบ้าง ทำให้หนูนึกย้อนเข้ามาในตนเอง หนูเองก็ไม่ได้ต่างจากเด็กเหล่านี้เลย เห็นใครได้อะไร ก็มีความรู้สึกยอมไม่ได้ พยายามไขว้คว้ามาเป็นเจ้าของ แต่พอของที่มีในมือก็ไม่ได้ให้ค่ามากมาย หนูสังเกตน้อง ๆ แล้วก็ยิ่งเห็นใจตนเองชัดขึ้น รู้สึกขอบพระคุณเขาที่มาช่วยสอนใจ

ดึก ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่ออกมาร้องคาราโอเกะและเต้นกันอย่างสนุกสนาน ในมุมที่หนูนั่งก็ทำให้เห็นอะไรไม่ชัดนัก แต่ก็เห็นหัวไวไว เสียงเพลงที่ร้องเพลงไหนที่เป็นเพลงที่หนูชอบ ใจก็อยากจะวิ่งออกไปคว้าไมค์มาร้องเอง ใจหนูไปเร็วมาก ๆ ค่ะ จังหวะไหนที่เป็นลีลาศก็อยากออกมาเต้น ดูไปเรื่อย ๆ ใจหนูเปลี่ยนเร็วแกว่งเร็ว บางคราก็รู้สึกล้า ๆ หนูก็นั่งหายใจ พักทุกสิ่งไว้ที่ลมหายใจ เหมือนหนูมาสวมหน้ากากออกซิเจนเลยค่ะครู บางทีเพื่อนก็ชวนคุย แบบสบาย ๆ กับช่วงชีวิตของแต่ละคนที่ผ่านมา สุดท้ายเราแต่ละคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

 

 

พอกลับบ้าน หนูเปิดประตูบ้านอาบน้ำแล้วก็เข้านอนกับแม่ ซึ่งวันนี้ท่านนอนข้างล่าง เป็นอีกวันที่มีความรู้สึกผิดในใจว่าไม่ได้ไปภาวนาที่วัด แต่ก็เป็นแรงให้หนูพยายามประคองสติมากที่สุดค่ะครู หนูพยายามระลึกบอกตนเองว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นดีเสมอ”

ศีล

ข้อ ๑ การเบียดเบียนตนเองยังมากค่ะอยู่แทนที่จะไปภาวนาแต่กลับใช้เวลากับเพื่อนมากเกินไป ร่างกายอ่อนล้า หนูได้เรียนรู้ว่าถ้าความตั้งใจไม่มากพอก็พร้อมที่จะหลงลงได้ง่าย อืมเหมือนวันนี้เป็นเหตุช่วยตอกย้ำความจริงข้อนี้ค่ะครู

ข้อ ๒ หนูไม่ได้ขโมยของใคร แต่ตอนเผลอเกือบจะทำร้ายจิตใจและความรู้สึกของแม่ แต่สติและคำสอนของครูปรากฏขึ้นมาเตือนสติ ทำให้ท่านรู้สึกอิ่มและเป็นสุขมากขึ้นค่ะครู

ข้อ ๓ หนูพยายามเลี่ยงหากมั่นใจว่าใครมีเจ้าของ เพราะใจของหนูง่ายมากที่จะไหลไปเกิดความพึงพอใจคนมีเจ้าของ การสำรวมกายและวาจาช่วยให้พอพยุงตัวกับสิ่งต่าง ๆได้ค่ะ

ข้อ ๔ หนูไม่ได้ไปภาวนาที่วัดอย่างที่ตั้งใจ ข้อนี่ผิดเต็ม ๆ การพูดคุยกับเพื่อนบางเรื่องดูไม่เป็นสิ่งจำเป็น การอยู่ในสังคมง่ายมาก ๆ ค่ะที่จะทำให้ด่างพร้อย

ข้อ ๕ หนูยังประมาทอยู่มากแม้จะไม่ได้ดื่มเหล้า เห็นตนเองเผลอสติบ่อย ๆ แต่พอได้เห็นว่าเผลอก็กลับมามีสติได้บ้างค่ะครู