เช้าวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
กลับถึงบ้าน เหตุจากการที่ออกมาจากหมอชิตล่าช้า ทำให้ถึงหน้าบ้านเกือบ ๆ เจ็ดโมงกว่า ๆ เพราะหนูตั้งใจแล้วว่าจะไปวัดพอถึงตลาดเข้าไปไหว้พ่อและแม่ จึงหิ้วกับข้าวเดินไปที่รถ ขณะที่น้องตั้มเตรียมตัวรอไปวัดด้วย แต่เพราะรู้สึกหิวจึงซื้อผัดกะเพรามา แล้วหิ้วมาวัดด้วย พอไปถึงวัดทันยกสำรับพอดี หนูรู้สึกปีติมากเลยค่ะครู ในความเมตตาของหลวงปู่ หลังจากลงไปทานข้าวเสร็จ ขึ้นมากราบหลวงพี่ที่ศาลากับน้องตั้ม นำของที่เตรียมไว้ถวายท่าน แล้วท่านจึงชวนไปร่วมพิธีลงอุโบสถที่วัดที่สกลนคร ในวันมาฆบูชา พระทั้งวัดจะไปที่นั่นและครูบาอาจารย์จากวัดอื่น ๆ ด้วย
ขากลับแม่โทรตามบอกว่าจะกลับหรือยัง แม่รอไปงานแต่งเพื่อนติ๋วอยู่ หนูจึงเรียนท่านว่ากำลังขับรถกลับ แล้วก็ระลึกถึงคำครูว่า “อย่าปล่อยให้ผู้ใหญ่รอ” แต่ก่อนหน้านี่เคยสัญญากับน้องตั้มไว้ว่าจะไปแวะซื้อของ เราจึงไม่เอ้อระเหย พอมาถึงบ้าน เห็นลูกค้าซื้อของกองโตและหลายเจ้า รู้สึกประหลาดใจว่าวันนี้ขายของดีจัง คงเป็นอานิสงฆ์การทำทานแน่ ๆ เลย วิ่งไปที่บ้าน แม่แนะให้หนูเปลี่ยนชุด หนูใส่เสื้อยืดสีขาวแขนยาวอยู่แล้ว เลยยืมกระโปรงพี่สาว แม่และเพื่อน ๆ เตรียมพร้อม เราเดินไปที่รถด้วยกัน น้าสังเกตเห็นชายกระโปรงหนูมีรอยขาด หนูบอกไม่เป็นไร ไม่น่าเกลียด แต่แม่ท่านเป็นห่วงจึงซื้อให้ใหม่หนึ่งตัว ตอนแรกหนูก็บ่นว่าไม่น่าสิ้นเปลือง มาหยุดคิดถึงคำที่ครูเตือนว่า “คนที่อยู่ตรงหน้าคือคนที่สำคัญที่สุด” หนูถามตนเองว่า เพียงเท่านี้ใส่กระโปรงที่แม่ซื้อให้ ทำได้ไหม นี่คือ ความน่ารัก ความห่วงใยของแม่เลยนะ หนูจึงหยิบกระโปรงสีขาวที่มีลายดอกไม้เล็ก ๆ ริมชายกระโปรงย้วย ซึ่งก็เป็นแนวเดียวกับตัวที่ใส่มา พอใส่ทับเข้าไปก็ดูเข้ากัน แม่ยิ้มอย่างพอใจ และชมว่าเออใส่แบบนี้ก็เข้ากันดี
ครูค่ะหากเป็นเมื่อก่อนแม้หนูจะชอบกระโปรงที่แม่ซื้อขนาดไหน แต่ความดื้อดึงอยากเอาชนะของหนูคงไม่มีทางเปิดถุงหรือหยิบมาใส่แน่ ๆ แต่พอหนูหยุดพิจารณาว่า ทำดีที่สุดรึยัง ให้ความสำคัญกับคนตรงหน้ารึยัง แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าคือ พระอรหันต์เลยนะ เท่านั้นแหละค่ะครูใจหนูอ่อนลง แล้วก็หยิบกระโปรงมาพิจารณาแล้วใส่เดินเข้างาน
พอเดินเข้าไปบ้านที่เป็นงานแต่ง เป็นงานแต่งงานที่เรียบง่ายมีเพียงพิธีผูกแขน เจออาจารย์ที่สอนตอนมัธยมเข้าไปกราบทักทายและขอบพระคุณท่าน พอเดินเข้าบ้านเจ้าสาวเจอเพื่อนเก่านั่งรายล้อมอยู่หน้าบ้าน เพื่อนดูประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลงพยายามสอบถามเป็นการใหญ่ หนูยิ้มตอบสั้น ๆ แล้วขอตัวมาผูกแขนบ่าวสาวก่อน เจ้าสาว (เพื่อนหนู) และสามี มานั่งคู่กันให้ป้า ๆ น้า ๆ แม่และหนูได้ผูกแขน หนูเปิดกระเป๋าย่ามสีน้ำตาลที่ครูเมตตามอบให้หยิบเอาพระหลวงปู่ทวดพร้อมบทสวด พระที่หมอชิตมอบให้หนูเมื่อคืน มอบให้เพื่อนเป็นของขวัญแต่งงานกับเงินอีกเล็กน้อย เสร็จแล้ว ผู้ใหญ่ท่านก็แยกไปทานอาหาร ส่วนหนูก็แวะมานั่งพูดคุยกับเพื่อน ๆ คุยกันสนุกสนานออกรสออกชาด เกือบ ๆ ชั่วโมงป้าเดินมาชวนกลับ จึงขอตัว แต่แม่ดูจะคุยกับเมียนายกเทศมนตรีติดพัน หนูจึงถอยรถมารอท่าน
เป็นการรอด้วยใจที่เบาสบายค่ะครู ถ้าเป็นเมื่อก่อนหนูคงทำกิริยากระฟัดกระเฟียด หน้าหงิกหน้างอ ไม่ก็บีบแตร แต่ครานี่รอเฉย ๆ จนท่านเสร็จธุระแล้วเดินมา แล้วก็แวะรับคนอื่น ๆ ที่หน้าบ้านอีกหลังหนึ่ง
กลับมาที่บ้านช่วยพี่สาวส่งของกับน้องตั้ม ก็หลายที่เหมือนกันและได้เก็บตังค์มาด้วย รู้สึกประทับใจที่ได้มีโอกาสผ่อนแรงพี่สาวได้บ้างค่ะ เที่ยง ๆ พี่สาวหาอะไรทาน ไม่นานเพื่อน ๆ มาแวะซื้อส้มตำและของกินต่าง ๆ พี่สาวเห็นหนูคุยติดพันกับเพื่อนและที่บ้านก็ว่าง ๆ อยู่ จึงให้ไปกับเพื่อนได้ หนูสังเกตใจตนเองอยากไปไหม ก็มีทั้งอยากไปและไม่อยากไป ถ้าโดยปกติอยากอยู่คนเดียวมากกว่า หนูจึงตกลงกับตัวเองว่า ลองดู ลองดูซิว่าอยู่กับคนอื่นจะเป็นยังไงจะอึดอัดไหม จึงเลือกขับรถตามไปซึ่งมีเพื่อนนั่งไปด้วยอีกคน
พอเดินเข้างานเจอเจ้าบ่าวอีกรอบ เขาเข้ามาพูดคุยและสอบถาม เพราะว่าจำได้ว่าเคยเจอเมื่อปีที่แล้ว พอได้ข้อมูลมากขึ้นจึงชวนหนูไปทำงานที่ประเทศแคนนาดา ตอนแรก ๆ ก็คุยสบาย ๆ สนุก ๆ แต่พอนาน ๆไป ใจหนูรู้สึกเหมือนโดนบีบคั้น พอเจ้าสาวเดินมาหนูจึงได้โอกาสเลี่ยง แล้วก็มานั่งคุยกับเพื่อน ๆ ได้ทานกล้วยที่มีเม็ดข้างใน บ้านหนูเรียก “กล้วยนวล” ค่ะครูทานแล้วแว๊บนึกถึงคุยยายตอนวัยเด็กท่านเคยเอามาให้ทานเพราะเราปลูกไว้ข้างบ้าน พอเริ่มเย็นใจหนูก็รู้สึกดิ้นรนอยากจะกลับ เพราะใจอยากไปวัด หนูมองเพื่อน มองใจตนเอง มันอยากจะไปให้ได้ จนรู้สึกเหมือนเป็นความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น และไม่อยากอยู่กับความวุ่นวาย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ อะอยู่ ก็อยู่ แต่ก็อยู่โต๊ะเดิมที่หน้าบ้าน ไม่ได้แยกไปนั่งรวมกับคนอื่น ๆ ที่เวทีหน้าบ้าน
ช่วงเย็น ๆ มีคนมาเก็บซุ้มดอกไม้ เอามาลอยที่สระเล็ก ๆ หน้าบ้านข้างบริเวณที่หนูนั่ง แล้วก็มีเด็ก ๆ ทั้งหญิงชายเกือบ ๆ สิบคน ตอนแรก ๆ ก็ค่อย ๆ ดึงดอกกุหลาบออกจากโอเอซิสที่จัดไว้ แต่พอนาน ๆ ไป เริ่มมีการแย่งชิง อวดกันว่าใครได้มากกว่า บางคน ก็ไม่ได้อยากได้ แต่เห็นเพื่อนได้แล้วก็จะเอาบ้าง ทำให้หนูนึกย้อนเข้ามาในตนเอง หนูเองก็ไม่ได้ต่างจากเด็กเหล่านี้เลย เห็นใครได้อะไร ก็มีความรู้สึกยอมไม่ได้ พยายามไขว้คว้ามาเป็นเจ้าของ แต่พอของที่มีในมือก็ไม่ได้ให้ค่ามากมาย หนูสังเกตน้อง ๆ แล้วก็ยิ่งเห็นใจตนเองชัดขึ้น รู้สึกขอบพระคุณเขาที่มาช่วยสอนใจ
ดึก ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่ออกมาร้องคาราโอเกะและเต้นกันอย่างสนุกสนาน ในมุมที่หนูนั่งก็ทำให้เห็นอะไรไม่ชัดนัก แต่ก็เห็นหัวไวไว เสียงเพลงที่ร้องเพลงไหนที่เป็นเพลงที่หนูชอบ ใจก็อยากจะวิ่งออกไปคว้าไมค์มาร้องเอง ใจหนูไปเร็วมาก ๆ ค่ะ จังหวะไหนที่เป็นลีลาศก็อยากออกมาเต้น ดูไปเรื่อย ๆ ใจหนูเปลี่ยนเร็วแกว่งเร็ว บางคราก็รู้สึกล้า ๆ หนูก็นั่งหายใจ พักทุกสิ่งไว้ที่ลมหายใจ เหมือนหนูมาสวมหน้ากากออกซิเจนเลยค่ะครู บางทีเพื่อนก็ชวนคุย แบบสบาย ๆ กับช่วงชีวิตของแต่ละคนที่ผ่านมา สุดท้ายเราแต่ละคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

พอกลับบ้าน หนูเปิดประตูบ้านอาบน้ำแล้วก็เข้านอนกับแม่ ซึ่งวันนี้ท่านนอนข้างล่าง เป็นอีกวันที่มีความรู้สึกผิดในใจว่าไม่ได้ไปภาวนาที่วัด แต่ก็เป็นแรงให้หนูพยายามประคองสติมากที่สุดค่ะครู หนูพยายามระลึกบอกตนเองว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นดีเสมอ”
ศีล
ข้อ ๑ การเบียดเบียนตนเองยังมากค่ะอยู่แทนที่จะไปภาวนาแต่กลับใช้เวลากับเพื่อนมากเกินไป ร่างกายอ่อนล้า หนูได้เรียนรู้ว่าถ้าความตั้งใจไม่มากพอก็พร้อมที่จะหลงลงได้ง่าย อืมเหมือนวันนี้เป็นเหตุช่วยตอกย้ำความจริงข้อนี้ค่ะครู
ข้อ ๒ หนูไม่ได้ขโมยของใคร แต่ตอนเผลอเกือบจะทำร้ายจิตใจและความรู้สึกของแม่ แต่สติและคำสอนของครูปรากฏขึ้นมาเตือนสติ ทำให้ท่านรู้สึกอิ่มและเป็นสุขมากขึ้นค่ะครู
ข้อ ๓ หนูพยายามเลี่ยงหากมั่นใจว่าใครมีเจ้าของ เพราะใจของหนูง่ายมากที่จะไหลไปเกิดความพึงพอใจคนมีเจ้าของ การสำรวมกายและวาจาช่วยให้พอพยุงตัวกับสิ่งต่าง ๆได้ค่ะ
ข้อ ๔ หนูไม่ได้ไปภาวนาที่วัดอย่างที่ตั้งใจ ข้อนี่ผิดเต็ม ๆ การพูดคุยกับเพื่อนบางเรื่องดูไม่เป็นสิ่งจำเป็น การอยู่ในสังคมง่ายมาก ๆ ค่ะที่จะทำให้ด่างพร้อย
ข้อ ๕ หนูยังประมาทอยู่มากแม้จะไม่ได้ดื่มเหล้า เห็นตนเองเผลอสติบ่อย ๆ แต่พอได้เห็นว่าเผลอก็กลับมามีสติได้บ้างค่ะครู
อย่าได้รู้สึกผิดเลย...
สิ่งที่เราทำน่ะ..คือ การภาวนาอยู่แล้ว...ทำได้เยี่ยมจ้ะ
ทำต่อไปนะ...
รู้สึกดีจังเลยค่ะพี่ปุ๋ม ซาบซึ้งในน้ำใจและกำลังใจที่พี่ปุ๋ม ส่งมาให้อย่างไม่ขาดสาย หนูจะตั้งใจทำต่อไปค่ะ ค้นหาตนเอง พัฒนาตนเอง
กราบขอบพระคุณที่ให้ชีวิตใหม่เจ้าค่ะ
ถ้าเช่นนั้นหนูขออนุญาตต่อเลยนะคะ...................
ตื่นมาเช้าวันอาทิตย์ (๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)
เช้านี้แม่เตรียมของไปวัดพร้อมทั้งช่วยรีดชุดขาวให้ทั้งพ่อและหนู ความตั้งใจก็คือไปวัดและไปร่วมพิธีสวดปาฏิโมกข์ ณวัดที่สกลนคร พ่อขับรถพาหนูไป ไปถึงวัดก็เตรียมของรอใส่บาตร หลวงปู่ท่านเล่าถึงไฟป่า ช่วงนี้มันแห้ง ทั้งไฟป่า ทั้งคนเผา พระเลยต้องมีหน้าที่ดับไฟป่า วิ่งขึ้น วิ่งลงเขาวันละหลาย ๆ รอบ คนเผามันคงจะบาปเพราะสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายหมดไม่เหลือ เช้านี้มีผู้นำผ้ามาถวายพระเป็นโยมจากกรุงเทพหลวงปู่จึงเมตตาบอกว่า “เขารอให้หลวงปู่ไปกรุงเทพ หลวงปู่ไม่ไปสักทีเขาก็เลยเอามาถวายที่นี่ มาที่นี่ก็ดีนะ คนได้อนุโมทนาบุญด้วยเยอะ การอนุโมทนาก็ได้บุญด้วยนะ ให้อนุโมทนาเอา เราไม่ได้ถวายแต่ก็อนุโมทนาด้วยจิตด้วยใจก็ได้เหมือนกัน”
หลังให้พร ท่านให้โยมทำวัตรเช้าแล้วก็ค่อยลงไปทานข้าว พอตักข้าวเสร็จพ่อพาหนูมานั่งทานกับแม่ออกในวัดส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านระแวกนี้ซึ่งจะใช้ภาพ “โซ่” ที่หนูกับพ่อฟังไม่รู้เรื่อง แต่มีลุงหนอม ท่านเมตตามาเล่าเรื่องพระต้องไปดับไฟป่า แทบจะทั้งวันทั้งคืน เมื่อคืนก็กลับลงมาเกือบตีหนึ่ง ตีสอง วิ่งขึ้น วิ่งลง ไม่ใช่เขาลูกเดียว มันสองสามลูกเลย ตอนกลางคืนก็มืด ๆ เห็นแต่ไฟ แต่มองไม่เห็นต้นไม้ ทั้งหนามทั้งไม้ข่วนไปตามแขน ตามขาเลือดไหลซิบซิบ ๆ ไม่มีใครไม่ได้แผล แล้วเมื่อวานเณรก็ร่วงลงมาจากหินเพราะลื่นก้นจ้ำเบ้า ลุกบิณฑบาตรไม่ไหวเลย หนูนั่งฟังเรื่องเล่าของลุงหนอมรู้สึกได้ถึง ความศรัทธา ความตั้งใจ ความเมตตาและความรักในภูเขาและผืนป่า ไม่มีความรู้สึกขุ่นมัวในเรื่องราวที่ท่านเล่าเลยค่ะครู ไม่เพียงเท่านั้นหนูยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสงสารคนที่เผาป่าจากน้ำเสียงของท่านเอง
พอทานเสร็จพ่อชวนหนูขึ้นไปแจ้งความจำนงว่า จะไปด้วยเผื่อจะมีพระหรือโยมท่านไหนที่ประสงค์จะร่วมทาง แวะไปกราบหลวงพี่ที่กุฏิ ณ จุดที่หนูนั่งอยู่สังเกตเห็นฝ่าเท้าของหลวงพี่มีรอยแผลลึกยาวเป็นทาง และรอยข่วนมากมายตลอดแนวขาและแขนทั้งสองข้าง จึงเรียนถามท่านว่าเป็นอย่าไรบ้าง และประสงค์จะเอารองเท้าผ้าใบหรือไม่ ท่านตอบอย่างสบาย ๆว่า “ไม่เป็นไร” ช่วงนี้ไฟไหม้ป่าบ่อย การอดข้าวจึงต้องงดไว้ก่อน เพราะต้องเอาแรงไปช่วยกันดับไฟ
พอใกล้ ๆ เวลาเราจึงลงมารอพระที่ศาลา พอถึงเวลาเคลื่อนขบวนรถมากพอสำหรับพระและโยม ทั้งหนูและพ่อจึงนั่งไปสองคน พอไปถึงวัดหนูรู้สึกคุ้นเคยกับทางเข้า ทำให้ใจนึกถึงอีกวัดหนึ่งที่ไม่ห่างจากวัดนัก อากาศค่อนข้างร้อนแต่ก็มีร่มเงาของแมกไม้ในปกคลุมก้อนหินและภูเขาที่สงบ หลวงพี่ท่านลงจากรถอีกคันจัดแจงเตรียมตัวขึ้นศาลาบนเขาไปก่อน หนูเคยได้ฟังเรื่องราวว่าวัดนี้ภูเขานี้เป็นที่สิ้นกิเลสแห่งองค์หลวงตา จึงสอบถามพ่อท่านจึงชี้ทางบอกหนูว่าไปทางนี้ ๆ แต่เข้าไม่ได้นะ หนูจึงเพียงเดินไปดูห่าง ๆ แล้วก็หลบมาอยู่ริมห้วยที่ค่อนข้างสงบ สักพักจึงกลับมาอยู่กับพ่ออีกครั้ง ซึ่งตอนนี้มีท่านอื่น ๆ นั่งรวมกับพ่อหลายคน
ใกล้ ๆ เที่ยงมีคนเดินถึงน้ำอ้อยแล้วก็บอกว่าไปเอาน้ำอ้อยได้นะที่ตำรวจหน้าวัด หนูจึงได้รับโอกาสในการไปรับน้ำอ้อยมาเสริฟให้ลุง ๆ ทุกคนและพ่อ ได้ทานน้ำอ้อยเย็น ๆ ท่ามกลางอากาศร้อนทำให้ร่างกายรู้สึกกระชุมกระชวย หนูระลึกขอบพระคุณผู้มีเมตตา ตอนไปรับท่านย้ำกับหนูว่า “ช่วยทิ้งลงถังขยะด้วยนะครับ” หนูยิ้มแล้วรับคำท่านอย่างมั่นเหมาะ หลังทุกท่านทานเสร็จและเตรียมตัวเดินขึ้นเขาไปบนศาลาหนูจึงขอโอกาสเก็บแก้วและขวดไปลงถังขยะ แล้วพ่อก็พาหนูไปเข้าห้องน้ำและเดินขึ้นศาลา เป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก ศาลาที่พระมาลงอุโบสถมีทางเข้าเป็นถ้ำแล้วก็สร้างหลังคาครอบอีกที พระที่มาร่วมค่อนข้างเยอะ แม่ชีและญาติโยมจึงนั่งกระจายอยู่ตามหินรอบนอก ตอนแรก ๆ พ่อและหนูนั่งอยู่ที่ลานหิน หลวงปู่เจ้าอาวาสท่านเทศน์จบ ท่านเอ่ยว่า “ให้พระขยับเข้ามาด้านในอีก ให้ญาติโยมได้ได้นั่งศาลาเย็น ๆบ้าง” พ่อจึงชวนหนูไปนั่งบริเวณศาลา พอพระท่านเริ่มสวดหนูรู้สึกประหลาดใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หนูมีโอกาสเข้าร่วมฟังไปขนลุกไป แต่พอฟังนาน ๆ หนูเริ่มมีอาการเจ็บขาจากการนั่งนาน ๆ จากเดิมที่ใจจดจ่อที่เสียงสวด กลับเป็นการมาดูที่ความเจ็บปวดที่ขาตนเองค่ะครู หนูเจ็บมาก ๆ แต่ก็อดทน บอกตนเองว่า ต้องอดทน ต้องไม่ขยับเปลี่ยนท่าจนกว่าจะสวดจบ หนูลืมตามองพระไม่มีองค์ไหนที่ท่านขยับ หนูหันมาเตือนตนเองว่า “นั่นไงท่านเป็นตัวอย่างที่งดงามที่ต้องเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” พอท่านสวดจบใจหนูโล่งเหมือนโดนปลดปล่อย หนูจึงค่อยเปลี่ยนท่า แล้วท่านก็สวดต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็เชิญให้ทานน้ำปานะ หนูเลี่ยงออกมานั่งข้าง ๆ ให้ทางพระท่านทะยอยออกมาจากศาลาก่อน ครูขาตอนนั้นหนูรู้สึกปีติประทับใจมากค่ะ พระแต่ละรูปท่านมีพลัง รู้สึกได้ถึงความเป็นนักสู้แนวหน้า แม้หนูจะพนมมือก้มหน้าด้วยความนอบน้อมใจหนูสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของท่านที่มุ่งสู่ความหลุดพ้น
พอลงจากเขาพ่อพาไปรอที่รอเจอลุงหนอมถือโทรศัพท์เดินมาพ่อแซวว่า “โห ธุรกิจรัดตัวหน้อ” แต่ในความหมายของพ่อคือพูดถึงไฟป่า ลุงหนอมยิ้ม ๆ แล้วก็บอกว่า “ไฟมาอีกแล้ว” พอหลวงพี่ลงมาท่านเล่าให้หนูฟังว่า “ตะกี้เห็นไหม ขยับไป ขยับมา มาอยู่แถวหน้าได้ไงก็ไม่รู้ ข้างซ้ายก็หลวงปู่ (เจ้าอาวาสวัดที่หลวงพี่บวช) ข้างขวาก็หลวงปู่ (เจ้าอาวาสวัดที่สกลนคร) ตอนแรกนั่งอยู่ตรงประตูทางเข้าดี ๆ พอมาอยู่ข้างหน้า นั่งนิ่งเลยไม่มีง่วง ไม่มีหิวน้ำ ไม่มีปวดฉี่ สุดยอด ๆ” “สาธุ”
สักพักมีพระในวัดตามมาแซวหลวงพี่ว่า “โอ้ ครูบาร์ นั่งนิ่งเชียว” ท่านหัวเราะ พอพอที่มาทราบว่าไฟป่ามาอีกแล้ว ตอนแรกว่าจะเปลี่ยนรถขึ้นรถพ่อแทนเพื่ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แต่มองเห็นพระเดินมาอยู่ในระยะไม่ไกล จึงตัดสินใจรอ หนูรู้สึกว่าพระทุกรูปท่านกระตือรือล้นในการปฏิบัติต่อหน้าที่ ทำหน้าที่เต็มกำลังอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย ก่อนแยกขึ้นรถหลวงพี่เอ่ยว่า “เย็นนี้มาให้ครบนะ” หนูตอบท่านว่า “เจ้าค่ะ”
หนูและพ่อจึงขึ้นรถแล้วก็ขับออกมา แต่ระหว่างทางมีการซ่อมแซมถนน มีการนำเอาป้ายข้างทางออก ทำให้เราขับรถเลยทางเลี้ยว พ่อเริ่มเอะใจเราจึงกลับรถ มองข้างทางมาเรื่อย ๆ สุดท้ายจึงจอดข้างทางเพื่อถาม ได้ความว่าเลยทางแยกมาแล้ว จึงย้อนกลับไปใหม่ เราจึงได้เดินทางอีกทางหนึ่งที่มีผู้บอกทางไม่ใช่ทางเดิมที่เคยใช้เดิน
ครูขาระหว่างหลงทางทำให้ใจหนูระลึกถึงครู การเดินทางแม้จะรู้เป้าหมายว่าบ้านหนูอยู่ไหน แต่ขาดป้ายบอกทาง ขาดผู้บอกทางก็ทำให้หนูวิ่งกลับไป กลับมาบนถนนเส้นเดิม ๆ แม้หนูจะมีรถ มีน้ำมัน แต่การไม่รู้ทิศทางก็ทำให้เสียเวลา การเดินทางนี้ช่างคล้ายการภาวนาของหนูเสียจริง แต่พอเรามั่นใจแล้วว่าเส้นทางที่เดินอยู่แม้จะไม่เคยผ่านมาก่อน แต่ก็เชื่อมั่นว่าเป็นเส้นทางที่ไปได้จริง แล้วก็เดินหน้าต่อไป สุดท้ายก็ไปบรรจบกับเส้นทางที่คุ้นเคย แล้วหนูกับพ่อก็กลับบ้านทันไปเก็บของที่ตลาดเพื่อให้แม่ได้มาร่วมภาวนา
หลังเก็บของเสร็จ หนูเจอน้องตั้มจึงลองถามว่าอ่านบทสวดและเขียนบันทึกรึยัง จึงทำให้เกิดข้อตกลงการลืมสวดมนต์ ทุกนาทีมีค่ามากเลยค่ะครู หนูกลับไปอาบน้ำแต่งตัว บรรยากาศแปลกอีกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านคือ น้าผู้หญิงและกลุ่มป้า ๆ ที่เคยไปสวดมนต์ที่วัดใกล้ ๆ บ้านท่านมารวมกันที่บ้านเพื่อไปอีกวัดหนึ่ง ส่วนพ่อ แม่และหนูก็ไปอีกวัดหนึ่ง ทำให้หนูระลึกขึ้นมาว่าแต่ละคนมีเส้นทางของตนเอง พอขึ้นรถพ่อเล่าอีกว่าเพื่อนพ่อจะเอารถไปอีกคันหนึ่งเพราะว่าจะมีลูกสะใภ้บ้านนั้นและข้าง ๆ บ้านไปร่วมภาวนาที่วัดหลวงปู่ด้วย เป็นเหมือนแรงดึงดูดในด้านดีจังเลยค่ะครู เริ่มมีคนก้าวเข้ามาร่วมทางมากขึ้นเรื่อย ๆ
พอถึงวัดวันนี้คนเยอะกว่าปกติเพราะเป็นวันมาฆบูชา ที่วัดเคาะระฆังประมาณทุ่มกว่า ๆ หลวงปู่ลงมานั่งก่อน แต่ก็ยังมีพระเณรหลายรูปยังไม่มา หลวงปู่เอ่ยด้วยความเมตตาว่า “พระ เณร ฉันฑ์ข้าวก็มื้อเดียว แต่ก็ต้องไป วิ่งขึ้น วิ่งลงเขา ดับไฟป่า นี่ก็พึ่งลงมาไม่นาน ต้องอาบน้ำผลัดผ้าแล้วค่อยลงมา”
วันนี้หลวงปู่เมตตามาก ๆ เลยค่ะครู คนที่วัดทำหยวกกล้วยปักธูปเทียนและดอกไม้ ไว้แจกญาติโยม แล้วท่านนำพระและทุกคนเดินเวียนเทียนรอบศาลาโค้งไกลถึงบ่อน้ำ ก่อนออกเดินท่านบอกว่า “ไม่ให้คุยกันมันจะปากเบี้ยว ให้ท่องพุทโธ พุทโธ ธรรมโม ธรรมโม สังโฆ สังโฆ ท่องไว้” เวียนครบสามรอบระหว่างทางมีงูออกมาทักทาย แต่ไม่มีเสียงโวยวาย หวีดร้องใด ๆ มีเพียงโยมท่านหนึ่งคอยกวักมือให้ผู้เดินตามหลังเดินให้ห่าง ๆ อย่างสงบแล้วก็ไม่อะไรเกิดขึ้น
เวียนเสร็จบางคนกราบลา แต่ก็มีอีกหลายคนอยู่ร่วมทำวัตรเย็น และนั่งสมาธิภาวนา หลวงปู่บอกว่าคืนนี้หกทุ่ม หนูนั่งสมาธิประมาณชั่วโมงกว่า ๆ แต่ก็รู้สึกว่าฟุ้งซ่าน แล้วก็ออกมาเดินจงกรม แสงจันทร์สว่างมาก ๆค่ะครู ไม่นานแม่เดินมาบอกว่าไปกราบลาหลวงปู่ไป จะได้กลับใจหนูรู้สึกเสียดาย อยากอยู่ต่อ แต่ด้วยความที่ไม่ได้บอกพ่อกับแม่ก่อน จึงตัดใจไปกราบลาหลวงปู่ เก็บเสื่อแล้วก็กลับบ้านกับพ่อแม่ หนูอาบน้ำแล้วก็ขึ้นไปนอนกับพ่อ คืนนี้หนูนอนกับพ่อค่ะครู
วันนี้ได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กับครูบาร์อาจารย์ แม้การเดินทางจะเหนื่อยล้า แต่ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นใจตนเองได้มากขึ้นค่ะครู
ศีล
ข้อ ๑ ไม่ได้เบียดเบียนใครค่ะ แม้ระหว่างทางตอนที่หลง ใจหนูก็ไม่ได้เพ่งโทษพ่อ ในทางกลับกัน หนูพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อหาทางกลับ อาสาลงไปถามทาง ทำความเข้าใจเหมือนเป็นกำลังใจให้พ่อ ทำให้หนูระลึกถึงคำครูที่บอกว่า “การช่วยเหลือก็คือ ทำใจสบาย หายใจสบาย พอทำแล้วพ่อก็คลายกังวลได้จริง ๆค่ะ”
ข้อ ๒ หนูแย่งของรักใครไหม อืมรู้สึกว่าการพยายามรักษาศีลข้อนี้ทำให้หนูรู้สึกไม่กล้าหยิบขอที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต
ข้อ ๓ ข้อนี้กาย วาจา สำรวมค่ะครู ใจก็ไม่ค่อยโลดแล่น รู้สึกปีติ จนใจไม่ได้ระลึกถึงเพศตรงข้ามค่ะ
ข้อ ๔ วันนี้พูดน้อย สำรวจในการเดิน พูดจา การอยู่ในสิ่งแวดล้อมของวันนี้ช่วยพยุงให้ใจและกายหนู สำรวมได้ดีค่ะครู
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า วันนี้หนูก็มีเผลอบ้างค่ะครู แต่ก็มีสติมากขึ้น สติถี่ขึ้น