“อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง”
เราก็พึงจะตายเป็นความจริงแน่แท้ (คำไหว้ศพ)
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้นึกถึงความตายไว้เสมอ การนึกถึงความตายเป็นธรรมขั้นสูง เป็นการเตือนสติไม่ให้ประมาท เพราะความประมาทนั้นเป็นหนทางไปสู่ความพินาศล่มจม
ดังปัจฉิมโอวาท ที่ให้ไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่น ให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด”
เพราะความประมาทจะนำไปสู่ความตาย และทำให้เราผัดผ่อนชีวิต เพราะเราคิดว่าเรายังไม่ถึงเวลาตาย
แต่ใครกำหนดได้ล่ะว่าจะตายเมื่อไหร่
“ปมาโท มัจจุโน ปทัง ความประมาท เป็นหนทางแห่ง ความตาย”
อะไรๆ ก็ไม่แน่นอนเท่าความตายและการเสียภาษี (Nothing is certain, but Dead and Tax).....คำคมฝรั่ง
......................................
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นสัจธรรมของชีวิตที่ไม่มีใครข้ามพ้นไปได้
แต่ความตายก็เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่ปรารถนา
หากแต่ก่อนตาย
การได้ทำอะไรที่เป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิตไว้ลุล่วงแล้ว
ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องห่วง และโศกเศร้าเสียใจ
ในฐานะของแม่คนหนึ่ง ความหวังสูงสุดคือ “การเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี ส่งเสียให้ได้เล่าเรียนตามควร มีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา และได้จุนเจือช่วยเหลือสังคม”
ในฐานะของลูก ความหวังสูงสุดคือ “การได้เห็นแม่มีอายุยืนยาว มีความสุขในบั้นปลายของชีวิต และได้ปรนนิบัติรับใช้ยามแก่ชรา” นี่คือสิ่งที่ลูกพึงปฏิบัติอย่างยิ่ง
หากเราได้ทำหน้าที่นี้อย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อความตายมาถึง เราก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจอีก
เพราะมันเป็นธรรมดาของชีวิต
ชีวิตที่เป็นเช่นนี้เอง
แต่การตายนั้นหากพิจารณาให้ลึกซึ้ง
เป็นเพียงการดับลงของขันธ์ทั้งห้า ที่ประกอบรูปขึ้นมาเป็นตัวตนของคนเราเท่านั้น
หากแต่
ความดี ความงาม แบบอย่างการดำรงชีวิตที่ดี การเลี้ยงลูก คำสอนสั่งต่างๆ ของแม่
ไม่ได้ตายไปพร้อมกับสังขาร
หากแต่จะยังคงอยู่ และสืบทอดไปยังลูกหลาน จากรุ่นสู่รุ่น
นี่คือสิ่งเดียวของชีวิตที่ไม่มีวันตาย
นี่คือชีวิตที่เป็นอมตะที่จริงแท้
......................................
บันทึกจากงานฌาปนกิจศพ “แม่อุ้ยแก้ว แปงเขียว” (แม่อุ้ยหม่อนน้องซอมพอ)
วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓
ดังนั้นเราต้อง โยนิสโสมนสิการ กันนะคะ
มาแล้วก็ไป หาได้จีรัง
เกิดมาเพื่อทุกข์ ไร้สุมสมหวัง
เป็นเพราะกรรมบัง หรือคลั่งอวิชชา..."
การระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ๆ ที่เรียกว่า “เจริญมรณานุสติ” เป็นประจำนั้น ย่อมมีประโยชน์หรือมีอานิสงส์มหาผล ยากที่จะหาอะไรมาเปรียบเทียบได้ ...
ขอบพระคุณครับที่นำสัจธรรมมาให้ได้อ่านอย่างมีสติเช่นบันทึกนี้
"ขอหื้อเเม่อุ้ยไปสู่สุคติ นิปปานัง ปรมัง สุขขัง ครับ"
มรณสติบ่อยๆทำให้ฉุดรั้งความฟุ้งซ่านลงได้ครับ
สวัสดีค่ะ
ชีวิตก็เพียงเท่านี้
ขอบคุณค่ะ สำหรับมรณสติที่นำมามอบให้กัน
13.
พ่อน้องซอมพอ
เมื่อ ศ. 05 มี.ค. 2553 @ 08:58
#1890365 [ ลบ ]
การปิติที่เห็นคนอื่นเป็นสุขอย่างนี้จะถือว่าติดยึดไหมครับ
การปล่อยวางนี้ไม่ง่ายเลยนะครับ แต่ต้องฝึกใช่ไหมครับ
...................................
สวัสดีค่ะ
การปิติที่เห็นผู้อื่นมีความสุข ประสบความสำเร็จ เรียกว่า "มุทิตา" ค่ะ หนึ่งในพรหมวิหาร 4 (ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ) อันประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เมื่อมีมุทิตา จะพร้อมที่จะสนับสนุนผู้อื่น ไม่มีความอิจฉา (อิสสา คือทนไม่ได้ที่เห็นผู้อื่นดีกว่าตน หรือทนไม่ได้ที่เห็นผู้อื่นได้ดี) อันเป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน
เมื่อปิติเพราะการนี้แล้ว ควรใช้ประโยชน์จากองค์ธรรมค่ะ คือให้ปิตินำไปสู่สงบ สุข สมาธิ แล้วจึงใช้จิตที่เป็นสมาธินั้นในการพิจารณาธรรมต่างๆ ซึ่งเรียกว่าการ "วิปัสสนาด้วยวิธีธรรมชาติ" คือใช้จิตที่เป็นสมาธิที่เกิดจากชีวิตประจำวันมาพิจารณาธรรม ไม่ได้ใช้จิตที่เป็นสมาธิจากการบังคับเอาด้วยกรรมฐาน (สมถะกรรมฐาน)
การประกอบด้วยธรรมคือมุทิตานี้ไม่เรียกว่าเป็นการยึดติดค่ะ
เพราะการยึดติด (อุปาทาน) คือยึดที่นำไปสู่การมีตัวเรา ของเรา นำไปสู่ทุกข์ในภายหลัง แต่นี่ไม่ใช่ เป็นความเบิกบานใจที่เห็นผู้อื่นมีความสุข
เรายังเป็นปุถุชน จึงควรมีปิติในลักษณะนี้บ่อยๆค่ะ
เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากองค์ธรรมดังกล่าว
ขอบคุณนะคะที่แวะไปคุยกัน เลยกลับมาเล่าเรื่อยเปื่อยเสียยาวเลยค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาอีกครั้ง
เพราะนึกได้ว่าลืมอนุโมทนากับมุทิตาจิตของคุณพ่อน้องซอมพอค่ะ
การใช้ประโยชน์จากปิติ กับการหลงใหลในปิติไม่เหมือนกัน
การใช้ประโยชน์คือเมื่อเกิดปิติ จนองค์ธรรมนำไปสู่สมาธิ ใช้จิตที่เป็นสมาธินั้นพิจารณาธรรมเพื่อปล่อยวางธรรมต่างๆ แม้กระทั่งปิติเอง เพื่อจิตที่ค่อยๆสงบขึ้น
แต่การหลงใหลในปิติ คือเมื่อปิติแล้วยึดว่าอาการปิตินั้นเป็นที่น่าพอใจ สิ่งที่ทำให้เกิดปิติเป็นสิ่งที่ดี ถ้าสิ่งที่ทำให้น่าพอใจเป็นอกุศล ก็ยึดมั่นในอกุศลธรรมต่อไป
แต่ถ้าสิ่งที่ทำให้เกิดปิติเป็นสิ่งที่ดี เป็นกุศล ก็นำไปสู่การยึดมั่นในความดีต่อไป
ซึ่งไม่ว่าจะยึดทางใด สุดท้ายก็นำไปสุ่ความทุกข์ทั้งนั้นนะคะ
อรุณสวัสดิ์เช้าวันจันทร์ค่ะ
-สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว พยายามหาวิธีที่จะไม่ต้องตาย ก็ไม่สำเร็จ ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไป จนชราภาพก็ต้องตาย อยู่ดี เพราะธรรมดาของสัตว์โลกเป็นอย่างนี้
-ความตายเราก็มิได้ชื่นชอบ ชีวิตเราก็มิได้ติดใจ เราจักทอดทิ้งกายนี้ อย่างมีสติ สัมปชัญญะ มีสติมั่น -พุทธภาษิต-
หื้อแม่อุ้ยหม่อนน้องซอมพอ ไปสู่สุคติเจ้า
ขอบคุณข้อคิดดีๆ จากคุณพ่อน้องซอมพอค่ะ