ลูกเรียน ป.5 ผมต้องวางแผนแล้วจะเดินต่ออย่างไร ก็เลยเล่าสู่กันฟังเผื่อจะเจอแง่มุมที่เหมาะสม

เด็กๆ ที่เรียนอยู่ในต่างจังหวัด หลายคนก็ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น

การที่จะสามารถไปถึงจุดที่ว่านี้ได้ จำเป็นต้องมีวิชาชีพที่ดี จบจากสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานที่ดี

มันก็มาถึงว่าเราจะต้องจบจากมหาวิทยาลัยที่ดีในสาขาที่ชอบและมีตลาดแรงงานรองรับ

จริงๆ มีอยู่ไม่มากเท่าไหร่เลย เจ้าคณะที่ว่านี้

 สำหรับสมัยนี้ซึ่งเป็นสมัยที่มีผู้คนทุกคนในโลกนิยมเรียนหนังสือกัน ทุกคนต้องลงแข่งขันกัน

ไม่ว่าจะเก่งหรือไม่เก่งก็ต้องแข่งขัน

สมหวังก็มี ผิดหวังก็มาก สำหรับผู้ปกครองทุกคนก็ไม่ต้องการหรอกความผิดหวัง

ฉะนั้นมันก็พาเรามาถึงการเตรียมการชั้นดี ในทุกอณูของความสามารถในการแข่งขัน

เราว่ากันตั้งแต่ การเลือกโรงเรียนกันตั้งแต่ปฐมวัย เรื่อยมาจนถึงระดับประถม มัธยมศึกษา

จุดที่หลายคนขยับเตรียมความพร้อมกันก็เริ่มจากคนรู้ข้อมูล เค้าเริ่มปรับตัวกันตั้งแต่ประถม 5 ประถม 6 แล้ว และจุดที่หลายคนจำเป็นต้องไม่พลาดก็น่าจะเป็นช่วงต่อมัธยม 1

การศึกษาก็เหมือนกับร้านอาหาร ถ้าเราสังเกตในบ้านเมืองของเราจะเห็นได้ชัดว่า

หากร้านอาหารร้านใดอาหารอร่อยนะ คนจะรุมซื้อเต็มไปหมด ส่วนร้านที่ไม่มีคนหรือคนบาง

ผมเคยคิดว่ามันไม่น่าจะต่างกันมากมายก็เลยใช้บริการประกอบกับไม่ค่อยอยากรอนานด้วย

ผลปรากฏว่า ได้พบกับความผิดหวังทุกทีไป

และมันก็หลายครั้งจนรู้สึกว่า ธรรมชาติของสังคมนี่มันเป็นตัวบอกเราว่าสิ่งใหนดีหรือไม่ดี

อันใหนนิยมอันใหนไม่นิยม ฉันใดฉันนั้น

การเลือกโรงเรียนให้ลูกก็เหมือนกัน ผมก็คิดแบบเดิมอีก อยากจะเลือกโรงเรียนที่คนไม่ค่อยนิยม โรงเรียนที่คนไม่แข่งกันมากมาย แต่งานนี้ไม่ใช่ก๋วยเตี๋ยวอีกแล้ว ก็ต้องให้สังคมเป็นตัวกำหนด จำเป็นต้องเชื่อตัวความนิยมของสังคม...คุณเห็นด้วยหรือเปล่า?

คำถามที่ก้องอยู่ในหัวตัวเองก็คือ ทำไมน้า ลูกหมอคนนั้นต้องไปเรียนที่สวนกุหลาบ

ลูกผอก.ต้องไปเรียนที่สาธิตมอนอ ลูกยายแป๋วต้องถ่อสังขารไปเรียน นว. ทั้งๆที่จังหวัดพิจิตรของเราก็มีห้องสามัญกัน

ต้องถามอีกว่า เค้ารักลูกน้อยกว่าเราหรือเปล่า ถึงได้ปล่อยให้ลูกไปอยู่หอ ต้องไกลจากอกพ่อแม่กัน

ก็ตอบได้เองว่า ไม่ใช่หรอก เค้ารักไม่น้อยกว่าหรอก แต่มันจำเป็น มันเป็นภาคบังคับเพราะจะทำให้ลูกของเขามีโอกาสเหนือกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันนั่นเอง

ที่ว่ามันเหนือกว่า มันเป็นเพราะอะไรนะ จากการสอบถามและได้ความโดยสรุปก็คือมันมีสภาพการแข่งขันที่สูสีกันทั้ง ระดับของสติปัญญา และความพร้อมโดยรอบๆ

สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการสร้างคนเก่งนั่นเอง (ผู้เรียนพร้อม+ผู้สอนที่สร้างสรรค์ผลงานได้เป็นประจำทุกปี)

ก็เลยทำให้บรรดาเด็กๆ เหล่านี้จะต้องจากบ้านกันตั้งแต่ยังไม่โตเท่าไร ด้วยกติกาสังคมทำให้เกิดสภาพแบบนี้ หากใครแหกกฎรับรองต้องเป็นเรือที่ไม่มีหางเสือแน่ๆ

สงสัยลูกเราคงต้องไปสู้กับเขาอยู่ในโรงเรียนยอดนิยม ..ซะละมั้ง