...นำธรรมะมาฝากครับ...
.
.
.
เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดที่ราชบุรี อาจจะพอมีบุญวาสนาอยู่บ้างทำให้ได้พบกับ หนังสือธรรม “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” พระสุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่จัดพิมพ์โดย วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย และ คณะศิษยานุศิษย์ เพื่อแจกเป็นธรรมบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ ผมพอจะทราบข่าวการพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่จากกัลยาณมิตรใน gotoknow และ ผมก็เคยได้ยินชื่อของหลวงปู่มาบ้างแต่ยังไม่เคยอ่าน หรือ ศึกษาข้อธรรมของท่าน อย่างจริงจัง
ผมรอจนพ่อกลับมาบ้านสอบถามก็ได้ทราบความว่า เพื่อนของพ่อท่านหนึ่งมอบให้พ่อมาศึกษา ๒ เล่ม ผมจึงขอยืมพ่อมาเล่มหนึ่งเพื่อมาศึกษาประวัติ ปฏิปทา และ ข้ออรรถข้อธรรมของหลวงปู่ต่อที่ขลบุรี หลังจากที่ได้อ่านจบก็ได้พบข้อธรรมที่ดีดีมากมาย เป็นธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติของหลวงปู่ที่อ่านแล้วรู้สึกเกิดปีติ ซาบซึ้งในประวัติ ปฏิปทา และ ข้อธรรมของหลวงปู่ และ ทำให้ได้พิจารณาธรรมไปพร้อมๆกันด้วยในขณะอ่านหรืออ่านจบแล้ว กลับบ้านคราวหน้า จะฝากพ่อไปขอบพระคุณเพื่อนกัลยาณมิตรของพ่อที่ทำให้ผมได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมะที่ดีมากเล่มหนึ่ง และ ขอบพระคุณพ่ออีกครั้งที่ให้อนุญาติให้ผมได้นำมาศึกษา
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
ผมเลยถือโอกาสคัดลอกข้อธรรมบางส่วนจากหนังสือ มาฝากกัลยาณมิตรทั้งหลายครับ....
ภาพปกหนังสือ
“พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อตัณหาดับไปจากจิตแล้ว ทุกข์ทางจิตก็ดับหมดเลย อันนี้เป็นความจริงแท้ๆ. ต้องพิจารณาให้รู้แจ้งประจักษ์ด้วยตนเอง”
“กุศล แปลว่า ความฉลาดตัดซึ่งบาป หมายเอาดวงใจที่ฉลาด ละความชั่วออกจากจิตใจให้ได้”
“เนื่องจากไม่รู้แจ้งในร่างกายตามเป็นจริง จึงได้สร้างกิเลสเหล่านี้ขึ้นในใจ หลงรัก จะรักคนอื่นก็มารักกายนี่ก่อน รักขันธ์ ๕ นี้ก่อน จึงลามไปถึงคนอื่น ถ้าคลายความรักในร่างกายลงได้ ก็ไม่ไปรักคนอื่นแล้ว”
“การผูกเวรกันนำมาซึ่งทุกข์ไม่จบไม่สิ้น แต่เวรระงับได้ด้วยการอโหสิกรรม เวรก็จะระงับกันไป”
“สิ่งใดมีเกิดสิ่งนั้นต้องมีดับเป็นธรรมดา สิ่งใดไม่มีเกิดไม่มีดับนั่นแหละ คือ ที่สุดแห่งทุกข์”
“คนที่ไม่ได้ทำความดีมาก่อน จะไม่ได้เกิดมาเป็นคน คนที่เคยทำความดีอย่างไรมา พอมาเกิดชาติใหม่ก็ชอบทำแต่ความดี”
“คนเราไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเลย”
“พระศาสดาทรงสอนว่า ไอ้ทุกข์แก่ ทุกข์เจ็บ ทุกข์ตาย อันนี้นะ ละไม่ได้เลย มีแต่รู้เท่าอย่างเดียว เพราะเหตุว่าจิตเมื่อยังอาศัยอยู่ในร่างกายนี่ตราบใด เมื่อร่างกายนี่วิบัติลง ทุกข์แก่ ทุกข์เจ็บ ทุกข์ตายก็มากระทบกระทั่งกับจิตนี้”
“กิเลสตัณหาเป็นศัตรูตัวร้ายกาจที่สุดในชีวิตของคน สิ่งที่จะมาปราบกิเลสตัณหา คือ ความดี การประพฤติสุจริต ด้วย กาย วาจา ใจ เท่านั้น”
“ผู้ใดหมดบาปก็เข้าสู่นิพพาน ผู้ใดหมดบุญ บุญเก่าก็ไม่มี ก็ไปนรก จึงควรหมั่นสะสมบุญ แม้ฝนตกเพียงน้อยก็ทำให้น้ำเต็มตุ่มได้ ให้พากเพียรทำบุญตามความสามารถเพื่อสะสมบุญ”
“เรื่องของอวิชชา ตัณหาแล้วมันมีลักษณะมืดมน เมื่อมันครอบงำจิตจึงทำให้จิตมัวหมองไม่ผองใส แต่เมื่อเจริญวิปัสสนาให้เกิดขึ้นแล้ว ความมืดก็หายไป”
“พระพุทธเจ้า ทรงเพ่งญาณไปสู่นรก ก็ไปเห็นสัตว์ไปตกนรกเหมือนข้าวสารอยู่ในกระสอบป่าน แออัดยัดเยียดกันอยู่อย่างนั้น มันก็เป็นความจริงแน่นอน เพราคนส่วนหลายทำชั่ว ความดี ทำนิดๆหน่อยๆเท่านั้นแหละ”
“ให้พากันสวดมนตร์ไหว้พระก่อนนอน คนเราต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ก็คือ ได้ไหว้พระก่อนนอนนี่แหละ ส่วนสัตว์เดรัจฉานอยากนอนมันก็ทิ้งตัวลงนอนเลย อย่าเห็นแก่นอนซี่ ไหว้พระสักหน่อยจะได้ดีกว่าเดรัจฉาน”
“คนเราเกิดมา ใช้หนี้กรรมเก่า”
“ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้เท่า ไม่ใช่ละ ละไม่ได้ ในเมื่อขันธ์ ๕ นี้มีอยู่ตราบใด ทุกข์ก็มีอยู่ตราบนั้น ที่ทรงสอนให้ละ คือ ละสมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์ต่างหาก”
“การที่จะรู้จักจิตนี้ได้โดยแจ่มแจ้ง ก็เพราะกำหนดละอารมณ์ที่เป็นอดีต อนาคตเสีย แล้วเพ่งอยู่ในปัจจุบันนี้ จนจิตรวมลงเป็นหนึ่ง นั้นแหละจะรู้ว่า จิต คือ อะไร”
“สติเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่การทำความดีทุกอย่าง”
“ถ้ายังมีเรามีเขาอยู่ตราบใด ก็มีทุกข์อยู่ตราบนั้น”
“สุขก็ไม่ยึดถือเอา ทุกข์ก็ไม่ยึดถือเอา เพราะว่าสุขทุกข์นั้น มันเป็นสังขาร มันมีเกิด มันมีดับอยู่นั้น ไม่แน่นอนเลย”
“คนที่มีปัญญาต้องอาศัยการฝึกทำความดีหลายอย่าง คือ ฝึกกาย วาจาให้ดี ให้ตรงต่อศีล ต่อธรรม เพราะกายกับวาจาเป็นผู้รับใช้ของจิต การฝึกกาย ฝึกวาจาให้ดีเหมือนกับการฝึกใจ เมื่อใจดีแล้ว การทำอะไรด้วยกาย พูดอะไรด้วยวาจา ก็จะดีไปด้วย”

สาธุ ข้อความดี ๆ ที่ให้อ่านค่ะ
มากราบรับธรรมะ ครับ
สวัสดีน้องกอ และท่าน JJ ที่มาเยี่ยมนะครับ
ขอให้เจริญในธรรมครับ...
มีโอกาสอ่านทั้งเล่มและชอบมากค่ะ
เคยเจอท่านมาที่สาลาลุงชิน ชอบเวลาท่านเทศน์มากค่ะ
ที่นำมาทำเพิ่มเติมคือคำสอนที่ให้พยายามละในสิ่งที่เราไม่ควรปฏิบัติและการสร้างกุศลจิตให้เกิดขึ้นเนืองๆซึ่งตัวเองมักจะลืมทำค่ะ
สวัสดีคุณหมออัจฉราครับ
ผมไม่มีโอกาสได้กราบท่าน
แต่ได้มีโอกาสอ่านหนังาสือธรรมของท่านก็ดีใจแล้วครับ
อนุโมทนาสาธุครับ...
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านและน้อมนำธรรมะค่ะ
ยังไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือของท่าน
ขอบคุณที่นำสาระบางส่วนมาให้อ่านค่ะ... ติดใจข้อความนี้ค่ะ....
“คนเราไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเลย”
พิจารณาตามแล้ว...ทำให้ตัวตนอัตตาลดลงมาก ๆ เลยค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะ
สวัสดีคุณคนไม่มีราก และ พี่ครูคิมครับ
อนุโมทนาสาธุด้วยครับ...