The Progressive Era

ยุคปฏิรูปประเทศ และปัญหากรรมกร (The Progressive Era)

1.ภูมิหลัง
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
     ก่อนสงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้น  ธุรกิจการค้าในสหรัฐอเมริกามักจะกระทำกันโดยมีคนๆ เดียวหรือสองคนเท่านั้น  แต่ภายหลังสงครามกลางเมืองแล้ว  การพิชิตตะวันตกได้ส่งทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม  จนเกิดความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตเสียใหม่  ให้ผลิตได้มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ  ขนาดของบริษัทอุตสาหกรรมจึงต้องเปลี่ยนรูปตามความเจริญของเทคโนโลยี  คือ  ขยายให้ใหญ่ขึ้นโดยมีประชาชนจำนวนเป็นหมื่นหรือแสนคนเข้าร่วมลงทุนถือหุ้นในบริษัทหนึ่ง ๆ แต่ก็มีอยู่เสมอในยุคนั้นที่ผู้บริหารของบริษัทมหึมาเหล่านั้น  มักจะยักยอกผลประโยชน์จากการบริหารกิจการของบริษัทให้กับตนเองเสียบ้าง  ประชาชนผู้ถือหุ้นไม่มีโอกาสที่จะควบคุมหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทของตนเท่าใดนัก  การผูกขาดหรือการรวมบริษัทผลิตสินค้าชนิดเดียวกันทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก  มักจะกระทำโดยอ้างว่าเพื่อลดความสิ้นเปลืองในการผลิตและลงทุน  ทั้งจะได้เป็นการยกระดับคุณภาพและปริมาณการผลิตเพื่อสาธารณชนจะได้กินดีอยู่ดีมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  ประชาชนก็มองเห็นภัยของการผูกขาดและการแข่งขันแบบเชือดเฉือนกันในวงการธุรกิจว่า เป็นการทำลายอุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตย  โดนลิดรอนโอกาสของปัจเจกชนผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มิให้ได้ก่อสร่างตนเองตามแนวความคิดของตน  เพราะขาดเงินทุนที่จะตั้งตัวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย
     ธุรกิจทรัสต์ (Trust) เกิดในระหว่างครึ่งหลังคริสตศตวรรษที่ 19  แนวโน้มธุรกิจของสหรัฐอเมริกามุ่งสู้การรวมตัว  โดยธุรกิจลักษณะเดียวกันมารวมตัวกัน  ทำให้เกิดธุรกิจขนาดใหญ่  เพื่อให้เกิดการผลิตที่ได้ผลดี ปริมาณมากและต้นทุนต่ำ  สามารถซื้อวัตถุดิบจำนวนมากในราคาถูก  และมีอำนาจต่อรองกับธุรกิจการเงินและการขนส่งอีกด้วย  ธุรกิจระบบทรุสต์ของสหรัฐอมเริกาขยายตัวอย่างรวดเร็ว  มีการรวมธุรกิจแบบเดียวกันทุกแห่งทั่วประเทศไว้ในกิจการเดียวกัน  โดยทรัสต์แต่ละแห่งจะมอบหมายกิจการของตนให้อยู่ในความดูแลของคณะกรรมการกลาง การขยายตัวของทรัสต์  มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์อเมริกาในเวลาต่อมา  เพราะทำให้ธุรกิจแทบทั้งหมดอยู่ในมือบุคคลเพียงไม่กี่คน  ที่มีอานาจทางการเงินเหนือประชาชนนับล้านๆ คน  และมีอำนาจพอที่จะมีอิทธิพลเหนือนโยบายของรัฐ การผูกขาดทำให้ระบบการแข่งขันแบบเสรีหมดไป  ประชาชนต้องอยู่ภายใต้การกำหนดราคาสินค้าจากบริษัท  คนงานต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของบริษัท  ถึงแม้การผูกขาดจะทำให้ประเทศเติบโตด้วยระบบทุนนิยม  แต่ได้นำความเดือดร้อนมาสู่ประชาชน  ก่อให้เกิดผลกระทบแระปัญหาต่าง ๆ  ตามมาอย่างมากมาย เช่น ปัญหากิจการรถไฟ ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาสังคมและแนวคิดทางการเมือง ปัญหากรรมกร ปัญหากสิกร ปัญหาคนเข้าเมือง และปัญหาการเงินของประเทศ   มัคเรคเกอร์ (Muckraker) เกอร์ (Muckraker) หรือพวกขุดคุ้ยหาข้อเท็จจริงที่เลวร้ายในสังคมมาเขียนตีแผ่ให้ประชาชนได้อ่าน  ประธานาธิบดีธิโดดอร์  รุสเวลท์เองไม่ชอบคนพวกนี้นัก  เพราะเกรงว่าจะเขียนเร้าอารมณ์เกินความจริงไป  แต่พวกมัคเรคเกอร์ ไม่สนใจ  เพราะรู้ดีว่าประชาชนจะไม่ลุกขึ้นต่อต้านหรือปฎิรูปสังคม  ถ้าไม่เกิดความเจ็บแค้นอย่างรุนแรงเสียก่อน  ฉะนั้นจึงเป็นน่าที่ของตนที่จะต้องขุดค้นหาที่มาของสิ่งชั่วร้ายนั้น ๆ  ออกมาเปิดโปงให้ประชาชนรู้เห็นทั่วถึงกัน

 

2.ยุคปฎิรูปประเทศ (The Progressiv Era)
     ยุคปฏิรูปประเทศ (The Progressive Era) ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาอยู่ในระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20  เป็นยุคของการปราบปรามและปรับปรุงประเทศ  โดยมีจุดประสงค์ที่จะปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง  ความเหลวแหลกไร้ประสิทธิภาพที่มีอยู่ในวงการรัฐบาลทุกระดับ  ตั้งแต่หลังสงครามกลางเมืองเรื่อยมาจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 การปฏิรูปยุคนี้  เน้นโจมตีการผูกขาดในทางการค้าและอุตสาหกรรมของธุรกิจขนาดใหญ่  กำจัดการแข่งขันของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งทำลายบริษัทเล็ก  และพวกโปรเกรสซีฟมีความปรารถนาจะเสริมสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น  เพราะเห็นว่าระบบทรัสต์ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตย  และต้องการให้คนอเมริกันโดยทั่วไปเป็นเจ้าของทรัพย์สิน  โดยที่พวกโพรเกรสซีฟมีแนวความคิดในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
     2.1 การปฏิรูประดับท้องถิ่น  จอห์น  เพอร์รอย   มิทเชล  เป็นนายกเทศมลตรี  ที่นครชิคาโกเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ประชาชนผู้นำทางสังคมร่วมมือกันก่อตั้งสันนิบาตผู้ออกเสียงเลือกตั้งเทศบาล  และลงมือกวาดล้างความสกปรกโสมม  โดยเปิดโปงเล่ห์เปลี่ยมในการฉ้อราษฎร์บังหลวง  จนลินคอล์น  สเตฟเฟนส์  มองหาการฉ้อโกงรายใหญ่ ๆ ไม่ได้เมื่อเข้าเยือนชิคาโก  ในปี 1903  ที่นครมินนิอาโปลีส คณะกรรมการผลเรือนที่แข็งขันและพวกลูกขุนที่ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลใด ๆ  ได้ร่วมมือกันเปิดโปงการฉ้อราษฎร์บังหลวงในวงการเจ้าหน้าที่ตำรวจจนสามารถส่งตัวการเข้าคุกได้ โรเบิร์ต เอ็ม. ลาโฟแลต (Robert M. Lafollette)  เป็นคนหนึ่งในบรรดานักปฏิรูปสังคมที่ระสบความสำเร็จมากที่สุด ในฐานะผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน  เขาได้ปฎิรูปมลรัฐนี้จนได้ชื่อว่าเป็นมลรัฐที่ก้าวหน้าที่สุดมลรัฐหนึ่งในการปฏิรูป  ลาโฟแลตได้ชื่อว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของนักฉ้อราษฎร์บังหลวง  และนักธุรกิจที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการเมือง  เขาเป็นนักอนุรักษ์นิยมที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย  และมีศรัทธาทางการเมืองว่าประชาชนย่อมทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอในทุกโอกาส  หากได้รับแรงดลใจหรือข่าวสารข้อเท็จจริงอย่างเหมาะสม ลาโฟแลต  ได้ปรับปรุงกลไกของรัฐให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น  โดยจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งสำคัญ ๆ  ทางการเมืองโดยตรงจากประชาชน  เช่น  ตำแหน่งวุฒิสมาชิกผู้แทนมลรัฐในรัฐบาลกลาง  เขากวดขันมิให้ใช้วิธีการทุจริตในการเลือกตั้ง  จัดให้มีการแถลงและจำกัดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้แข่งขันทุกฝ่าย  กระจายอำนาจในมลรัฐให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารตนเองมากยิ่งขึ้น  เพื่อให้การพัฒนาดำเนินไปอย่างรวกเร็วและตรงความต้องการของท้องถิ่นนั้น ๆ  เอง
     2.2 นักปฏิรูประดับประเทศ
     ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์ นโยบาย ยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย (The Square Deal) ของรูสเวลท์มุ่งจะให้กลุ่มผลประโยชน์ทั้ง 4 กลุ่ม  ได้แก่  กลุ่มนานทุนธุรกิจ  กลุ่มแรงงาน  กลุ่มกสิกร  และกลุ่มผู้อุปโภคและบริโภคก้าวหน้าไปอย่างสมดุลกัน  โดยการควบคุมดูแลของรัฐบาลกลางภายใต้อำนาจขอบเขตที่มีอยู่ด้วยความเป็นกลาง  รูสเวลท์ไม่มีนโยบายที่จะล้มธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลาย  แต่ต้องการจะจำกัดอำนาจของธุรกิจเหล่านั้นตามที่ประชาชนเรียกร้อง  ในด้านกิจการรถไฟ รูสเวลได้เข้าไปควบคุมดูแลกิจการรถไฟอย่างจริงจัง  ในด้านการใช้แรงงานซึ่งมีผลต่อศิลธรรม  รูสเวลท์ได้แร่งรัดให้รัฐสภาออกกฎหมายจ่ายค่าชดเชยแก่คนงานซึ่งเป็นลูกจ้างของรัฐบาล  กำหนดให้ทำงานเพียงวันละ 8  ชั่วโมง  และออกกฎหมายแรงงานเด็กเฉพาะที่เมืองหลวงก่อน  โดยที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจัง  ในด้านการสาธารสุขได้ออกกฎหมายอาหารและยา  และวันเดียวกันรัฐสภาก็ออกกฎหมายอีกฉบับคือกฎหมายตรวจเนื้อสัตว์
     ประธานาธิบดีวิลเลี่ยม เอช ทัฟท์  ในสมัยของทัพท์ได้มีกฎหมายสำคัญ ๆ  ออกมาอีก 6 ฉบับ  คือ  บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ  มาตราที่ 16  กำหนดเก็บภาษีรายได้  โดยเริ่มจากบริษัทอุตสาหกรรม  บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 17  กำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกาโดยตรง  รัฐบัญญัติตีราคาทรัพย์สินของบริษัทรถไฟ  รัฐบัญญัติจัดตั้งธนาคารไปรษณีย์ออมสินและการขนส่งไปรษณีย์ภันฑ์  รัฐบัญญิติสถาปนากระทรวงแรงงาน  รัฐบัญญัติแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทางการเมืองของแต่ละพรรคการเมืองให้สาธารณชนทราบ
     ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน โครงการปฏิรูปของวิลสันมีชื่อว่าโครงการอิสรภาพใหม่  หมายถึงการเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถในการดำเนินธุรกิจของตน  ส่วนใหญ่คือพวกชนชั้นกลาง  ได้มีโอกาสดำเนินธุรกิจแข่งขันกันได้  เพราะเขาไม่ต้องการให้อเมริกันมีแต่นายจ้างและลูกจ้าง  ให้โอกาสแก่ทุกคนทำมาหากินเท่าเทียมกัน  โดยจัดระเบียบการเงินและแรงงานใหม่  ทำให้โครงการอิสรภาพใหม่ของวิลสันต้องไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปงานต่าง ๆ รัฐบาลวิลสันได้แก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัสต์  โดยได้ออกกฏหมายจัดตั้งกรรมาธิการพาณิชย์แห่งชาติ (The Federal Trade Commission Act)  ในวันที่ 26 กันยายน ปี ค.ศ. 1914  จุดประสงค์เพื่อคอยสอดส่องปราบปรามการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม

3. ปัญหากรรมกร
     ในขณะที่ธุรกิจอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาเจริญก้าวหน้า  นำความมั่งคั่งและผลประโยชน์ให้กับบุคคลเพียงไม่กี่คน  แต่ผู้ใช้แรงงานกลับได้ผลประโยชน์น้อย  ความเจริญรุ่งเรื่องทางเทคโนโลยีที่นำมาให้ในกิจการอุตสาหกรรม  ทำให้กรรมกรตกงานและค่าจ้างแรงงานต่ำเพราะใช้เครื่องจักรผลิตแทนแรงงานคน  กรรมกรได้มีการรวมตัวกันเพื่อต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในรูปของสหพันธ์แรงงาน  การต่อต้านขอกรรมกรเกิดขึ้นจากสาเหตุดังนี้

- กรรมกรถูกตัดค่าจ้างแรงงาน
- สภาพการทำงาน
- การดำเนินงานในรูปบรรษัทได้เข้ามาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและกรรมกร
- สภาพของโรงงานอุตสาหกรรมและสภาพที่อยู่อาศัยของกรรมกรอยู่ในสภาพเลวร้าย
- ความต้องการในการจัดตั้งองค์การกรรมกร

 3.1 การจัดตั้งองค์กรของกรรมกร
     3.1.1 สหพันธ์กรรมกรแห่งชาติ (The National Labor Union)
          ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1866  ที่เมืองบอลทิมอร์  โดยมีผู้แทนกรรมกรจากหลายท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นสมาชิก  จุดประสงค์คือต้องการให้มีการปรับปรุงสวัสดิ์การของกรรมกรให้ดีขึ้น  ลดชั่วโมงการทำงานลงให้เหลือวันละ  8  ชั่วโมง  ระหว่างปี ค.ศ. 1868 ถึงปี 1873  สหพันธ์กรรมกรได้จัดตั้งพรรการเมืองของตน  มีชื่อว่าพรรคปฎิรูปแรงงาน (The Labor Reform Party)  แต่ทั้งทั้งพรรคการเมืองและสหพันธ์กรรมกรไม่ประสบผลสำเร็จ  เนื่องจากความไม่เห็นพ้องในนโยบาย  โครงการต่างๆ สูงส่งเกินไป  และมีการบริหารงานไม่ดีพอ  ประกอบกับการนัดหยุดงานและประท้วงอย่างรุนแรงในรัฐเพนซิลเวเนียในปี ค.ศ. 1873  มีส่วนช่วยทำให้สมาพันธ์กรรมกรถูกทำลายไปในปี ค.ศ. 1877
     3.1.2 สหพันธ์ระเบียบอันสูงส่งของอัศวินแห่งกรรมกร  (The Noble Order of the Knights of Labor)
          ขณะที่สหพันธ์กรรมกรแห่งชาติกำลังเสื่อม  สหพันธ์ระเบียบอันสูงส่งของอัศวินแห่งกรรมกรได้ก่อตั้งขึ้นในวันที่  24  กันยายน   ค.ศ. 1869  นำโดยยูไรซ์ เอส  สตีเฟ่น  ในระยะแรกมีสภาพเป็นเพียงสมาคมลับ  ต่อมาเปลี่ยนสภาพเป็นสมาพันธ์กรรมกรอย่างเปิดเผยภายใต้การนำของ  เทอร์เรนซ์  วี  เพาเดอร์ลี่  ซึ่งได้รับเลือกเป็นแกรนด์มาสเตอร์ของสหพันธ์ในปี  ค.ศ.  1878  นโยบายของสหพันธ์คือขอพิจารณาขึ้นค่าแรงงานและลดอัตราเวลาการทำงานจากวันละ 10 ถึง 12 ชั่วโมง เหลือ 8 ชัวโมง  จัดสวัสดิการแก่กรรมกรอย่างยุติธรรมสหพันธ์ไม่นิยมการนัดหยุดงานและก่อความวุ่นวาย  เพราะนโยบายของเพาเวร์ลีต้องการเรจาโดยสันติวิธีก่อน  ถ้าใช้การเจรจาแบบสันติวิธีล้มเหลว  ก็จะนัดหยุดงาน  ในปี ค.ศ. 1885  สหพันธ์กรรมกรแห่งนี้มีสมาชิกถึง 700,000 คน  และมีการจัดตั้งธุรกิจสหกรณ์ให้กรรมกรกว่า 30 แห่ง  แต่ผลที่สุดสหพันธ์ระเบียบอันสูงส่งของอัศวินแห่งกรรมกรก็เสื่อมเพราะมีสมาชิกมากเกินไป  ผู้นำดูแลไม่ทั่วถึง  และได้รับการต่อต้านจากประชาชน  เพราะการนัดหยุดงานแต่ละครั้งมักจะมีพวกหัวรุนแรงเข้าร่วมด้วย  ทำให้เกิดการนัดหยุดงานและเกิดจราจล  เป็นเหตุให้ประชาชนไม่สนับสนุนและกล่าว่ากรรมกรเป็นพวกสร้างความวุ่นวาย
     3.1.3 สหพันธ์กรรมกรอเมริกัน  (The American Federation of Labor)
          สหพันธ์กรรมกรอเมริกันประสบความสำเร็จในการก่อตั้ง  จะเห็นได้ว่าสมาชิกของสหพันธิกรรมกรอเมริกันมีมากถึง 2 ล้านคนในปี ค.ศ. 1914  เนื่องจากสหพันธ์จะคัดเลือกสมาชิกที่มีทักษะ  มีระเบียบวินัยเคร่งครัด  หลีกเลี่ยงเป้ามหายที่สูงส่งเกินไป  และหลีกเลี่ยงการผูกพันธ์ทางการเมือง  เน้นวิธีเจรจาโดนสันติระหว่างนายจ้างแระลูกจ้าง  ถึงแม้ว่าสหพันธ์กรรมกรอเมริกันจะไม่นิยมความรุ้นแรงก็ตาม  แต่การนัดหยุดงานที่เกิดขึ้นรุนแรงถึงสองครั้ง คือ โฮมสเตด สไตรค์ (Homestead Strike)  และพลูแมนสไตรค์ (The Pullman Strike)


บรรณานุกรม
กิทลิน, เจย์, วิภาวรรณ ตุวยานนท์  กว่าจะเป็นอเมริกัน   *กรุงเทพฯ : คบไฟ, 2534.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ประวัติศาสตร์อเมริกา   *กรุงเทพฯ : แพรวิทยา, 2518.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์  สหรัฐอเมริกา : ประวัติศาสตร์และการเมือง   *กรุงเทพฯ :
บรรณกิจ, 2524.
ทิพย์อุบล ดาบสุวรรณ ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา 1   *กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, [2520?].
มาลินี ประเสริฐธรรม  สหรัฐอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1   *กรุงเทพฯ : ภาควิชาประวัติศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2538].
สนธิ  บางยี่ขัน . การเมืองสหรัฐอเมริกา   กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2519
สมร นิติทัณฑ์ประภาศ ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1865-1945 ยุคหลังสงครามกลางเมือง –
สงครามโลกครั้งที่ 2   *กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2525.