กล่าวถึงเมืองลำพูน

ตำนานนครหริภุญชัย

 

            มีเอกสารโบราฯหลายฉบับที่กล่าวถึงชุมชนหนึ่ง มีความเจริญรุ่งเรืองและมีวิวัตนาการสืบต่อกัมาอย่างยาวนาน นั่นคือเมืองหริภุญชัย หรือจังหวัดลำพูนในปัจจุบัน ได้แก่ตำนานมูลศาสนา ตำนานพระเจ้าเลียบโลก จามเทวีวงศ์  สัคีติยวงศ์ และชิกาลมาลีปกรณ์

            นอกจากนี้ ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 ก็ได้กล่าวถึงเมืองลำพูนเอาไว้ แล้วยังมีหนังสือร่วมสมัยด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุ โดยนักโบรานคดีชั้นครูอย่าง รศ.ดร.ศรีศักร วัลลิโภดม เรื่อง  รายงานเรื่องแคว้นหริภุญชัย โบราณคดีไทยในทศวรรษที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ตามอัธยาศัย

            ใน ตำนานมูลศาสนา ซึ่งเป็นต้นตำนานของพระธาตุเจ้าหริภุญชัยเล่าว่า ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาบิณฑบาตยังชัยภูมิแห่งหนึ่ง โดยเสด็จเลียบผั่งแม่น้ำระมิงค์ขึ้นไปทางทิศเหนีอ ครั้นมีพระพุทธประสงค์จะประทับนั่งก็ปรากฏหินก้อนหินก้อนหนึ่งโผล่มาจากพื้นดิน มีพระยาชมพูนาคราชและพระยากาเผือกออกมาอุปัฏฐากพระพุทธองค์ จากนั้นมีชาวลั๊วะผู้หนึ่งนำหมากสมอมาถวาย เมื่อพระองค์ทรงเสวยเสร์จแล้ว จึงทรงทิ้งเมล็ดหมากสมอลงบนพื้นดินเมล็ดหมากสมอนั้นได้ทำประทักษิณ 3 รอบ

                พระพุทธองค์ทรงมีพุทธทำนายว่า สถานที่แห่งนี้ต่อไปในอนาคตจะเป็นทีตั้งของ นครหริภุญชัย หลังจากที่พระองค์ปรินิพพานแล้ว จะมีพระบรมสารีริกธาตุ เป็นต้นว่า พระธาตูกระหม่อม พระธาตุกระดูกอก พระธาตุกระดูกนิ้วมือ และพระธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง มาประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้ด้วย

                ส่วนเรื่องการสร้างนครหริภุญชัย ปรากฏรายยละเอียดสอดแทรกอยู่ในพระราชชีวะประวัติของปฐมมกษัตรีย์ทรงพระนามพระนางเจ้าามเทวี นี่เอง

                เรื่องราวเกี่ยวกับพระนางเจ้าจามเทวี ปฐมกษัตรีฐ์ของนครหริภุญชัยนี้มีกล่าวถึงในหลายตำนาน มีการพรรณนาความแตกต่างกันไปบ้างแต่ยังคงเค้าความเหมือนกันโดยอรรถ

                วรรณคดีเรื่อง จามเทวีวงค์ ก็เป็นอีกเล่มหนึ่ง ที่มีผู้อ้างอิงศึกษาทั้งทางด้านศาสนาและประวุติศาสตร์กันมาก ให้รายละเอียดเกี่ยวพระนางเจ้าจามเทวี แบละพระราชวงค์ที่สืบสันตติวงค์ต่อมาร่วม 50 พระองค์ สมชื่อหนังสือ

                นักวรรณคดี จามเทวีวงค์ เป็นพงศาวดาร คือเป็นเรื่องราวว่าด้วยประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาและบ้านเมืองควบคู่กัน ต้นฉบับเดิมรนาเป็นภาษาบาลี มี 15 ปริเฉท ปรากฏตอนท้ายทุกปริเฉทว่า อเนมหาเถรมีนามว่า โพธิรังสี ได้แต่งตามคำมหาจารึก

                มีผู้สันนิษฐานว่า พระโพธิรังสี ชาวเชียงใหม่ รจนา จามเทวีวงค์ ขึ้น ราว พ.ศ. 1950-2060 ซึ่งจากต้นฉบับที่ท่านว่า แต่งตามคำมหาจารึกก็แสดงว่ามีต้นฉบับเดิมที่เก่าแก่ขึ้นไปกว่านั้นอีก เคยมีผู้เสนอตำนานฉบับที่เชื่อว่าเป็นจาตกโดยตรงของท่านสุเทวฤาษี ผู้สร้างนครหริภุญชัย ในกลุ่มเฉพาะเช่นกัน

                จามเทวีวงค์เล่าเรื่องราวตั้งแต่ปฐมเหตุในการสร้างเมืองหริภุญชัย คือเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับ ณ สถานที่แห่งนี้ แล้วทรงแนสมอ ลูกสมอตรงกับภาษาบาลีว่า หะรีตะกะ คำว่า ฉัน ภาษาบาลีว่า ภุญชัยยะ ดังนันต่อมาผู้คนจึงเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า หริภุญชัย จวบจนระยะกาลตอมา นาม บุรพนคร ก็เคยถูกใช้เรียกเมืองลำพูนในเอกสารโบราณยุคหนึ่งด้วย

                ท่านวาสุเทถพฤาษี (บางแห่งเรียกสุเทวฤษี) ได้สถาปนานครหริภุญชยขึ้นเมื่อราว พ.ศ.1204 เพราะเห็นว่าเป็นชัยภูมิอันอุดมมลคล ด้วยทราบว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับ จึงได้รวบรวมชาวบ้านผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในละแวกนั้นให้อยู่รวมกัน และปรึกษากัลสุกกพทันตฤาษีผู้เป็นสหายเพื่อหารผงู้ที่เหมาะสมมาครองเมือง ในที่สุดจึงตกลงขอพระเจ้าจามเทวี พระ.ธิดาบุญธรรมของเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) และเป็นพระมเหสีของเจ้าเมืองรามบุรี (อยู่ใกล้เมื่องละโว้) มาครองเมือง ซึ่งขณะนั้น พระนางเจ้าจามเทวีทรงมีพระครรภ์ได้ 3 เดือน

                พระนางเจ้าจามเทวีผู้นี้ ตามตำนานกล่าวว่ามีพระสิริโฉมงดงาม แล้วยังทรงเฉลียวฉลาด มีพระปรีชาสามารถทั้งในด้านการพระศาสนา การรบทัพจับศึก และการเมืองการปกครองอีกด้วย

                พระนางเดินทางจากละโว้มาสู่หริภุญชัยพร้อมด้วยพระเถระและข้าราชการบริพาร ใช้เวลานาน  7 เดือน โดยระหว่างทางพระนางก็ได้ทรงสร้างวัดวาอารามไว้หลายแห่ง ดังที่ตำนานมูลศาสนากล่าวว่า

                พระนางทรงสคร้างกุฏีวิหารทั้งหลายให้เป็นที่อยู่แก่ชาวเจ้าทั้งหลาย 500 องค์ที่มากับด้วยพระนาง แต่เมืองละโว้โพ้นพระนางทรงอุปัฏฐากเจ้าไททั้งหลายด้วยจตุปัจจัยสักกาคาระวะทุกวัน มิได้ขาด

                วาสุเทพฤาษี และสุกกทันตฤาษีพร้อมด้วยชาวเมือง ทำพิธีราชาภิเษก พระนางเจ้าามเทวี เป็นปฐมกษัตรีย์ เมื่อ พ.ศ. 1206

จากนั้นพระนางก็ประสูติประโอรส 2 พระองค์ พระนามว่า มหันตยศ และ อนันตยศ หรือ อินทวระ

                พระนางเจ้าจามเทวีได้ทะนุบำรุงบ้านเมืองทั้งด้านการปกครองและการศาสนา โดยวางระเบียบการปกครองเป็นแบบ เวียง วัง คลัง นา และทรงสร้างพระอาราม 4 ทิศขึ้น เพื่อเป็นพุธทปราการปกป้องคุ้มครองพระนครให้เติญรุ่งเรืองปราศจากภัยพิบัติต่าง ๆ

                เมื่อพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ ทรงเจริญวัยขึ้น พระนางเจ้าจามเทวีจึงสละราชสมบัติให้เจ้ามหันตยศครองเมืองหริภุญชัยและสร้างเมืองเขลางค์ (ลำปาง) ขึ้นอีกแห่ง เพื่อให้เจ้าอนันตยศไปครอง ส่วนพรุนางก็บำเพญศับลเติญภาวนา ปวารณาอยู่ในร่มพระพุทธศาสนาตลอดมา จนมีพระชนมายุได้ 92 พรรษา จึงเสด็จสวรรคต พระเจ้ามหันตยศทรงจัดการพระบรมศพถพระราชมาดา ด้วยการสร้างพระเมรุในป่าไม้ยางแห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับอารามวัดมาลุวาราม (วัดสันป่ายางหลวงที่พระนางเจ้าจามเทวีสร้างไว้เช่นกัน) แล้วถวายพระเพลิง และสร้างสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ บรรจุพระอัฐิหุ้มด้วยแผ่นทองคำ พร้อมทั้งเครื่องประดับของพระราชมารดา ตลอดจนสร้างวัดขึ้น และขนานนามว่า วัดจามเทวี

                มีกษัตริย์ในราชวงค์ของพระนางเจ้าจามเทวี สืบสันตติวงศ์ปกครองเมืองหริภุญชัยต่อมาอีกราว 50 พระองค์ ในปี พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้ารัตนหัวเมืองแก้ว (พระยาราชวงศ์คำฝั้น) เป็นเจ้าผู้ครองนครลำพูนยุคใหม่ ซึ่งมีจำนวน 10 ระองค์

                เจ้าเมืองลำพูนองค์สุดท้ายคือ พลตรีเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ (พ.ศ.2454 - พ.ศ.2486) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลจึงให้ยุบเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครทั้งหมด คือไม่มีการแต่งตั้งขึ้นใหม่อีก ระบบเจ้าผู้ครองรครจึงสิ้นสุดลง และเริ่มปกครองโดย ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง