3. ศาลระหว่างประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากศาลโลกแล้ว ปัจจุบันมีศาลระหว่างประเทศเกิดขึ้นมากกมาย ทั้งที่เป็นศาลถาวรหรือศาลประจำ (Permanent court) และศาลเฉพาะกิจ ที่เรียกว่า “ad hoc tribunal” โดยศาลระหว่างประเทศที่มีลักษณะเป็นศาลประจำประเทศ ได้แก่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) [6] ศาลกฎหมายทะเล (The International Tribunal for the Law of the Sea -ITLOS) [7] ส่วนศาลระหว่างประเทศเฉพาะกิจซึ่งเกิดจากข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาตินั้นมีด้วยกันหลายศาล ได้แก่ International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia : ICTY) และ The International Criminal Tribunal for Rwanda (ICTR), โดยศาลระหว่างประเทศเหล่านี้มีเขตอำนาจเกี่ยวกับอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International crimes) เท่านั้น
ส่วน The European Court of Human Rights (ECHR) [8] แม้จะเป็นศาลที่เปิดโอกาสให้เอกชนฟ้องรัฐกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ก็ตาม แต่ก็ให้สิทธิแก่ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นภาคีอนุสัญญา European Convention on Human Rights เท่านั้น ซึ่งอนุสัญญานี้เปิดให้รัฐที่เป็นภาคีของ Council of Europe [9]ให้สัตยาบันเท่านั้น ดังนั้น รัฐนอกภาคี (อย่างประเทศไทย) ไม่อาจเป็นคู่ความต่อ The European Court of Human Rights ได้
เชิงอรรถ [1] มีข้อพึงระวังว่า การใช้คำว่า IC.J. ต้องไม่ปะปนกับคำว่า International Commission of Jurists ซึ่งใช้คำย่อว่า I.C.J. เหมือนกัน แต่ International Commission of Jurists มีสถานะทางกฎหมายเป็นองค์การระหว่างประเทศแบบ NGOs ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1952 [2] อย่างไรก็ดี อาจมีการแต่งตั้งเป็นองค์คณะพิเศษ (Chamber) จำนวนน้อยกว่า 15 คนได้ [3] โปรดดู ธรรมนูญก่อตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ CHAPTER II - COMPETENCE OF THE COURT Article 34 1. Only states may be parties in cases before the Court. [4] โปรดดูรายละเอียดใน Rosenne Shabtai, The World Court: What It is and How It Works, (The Netherland: AW.Sijthoff,1973) หน้า 66 [5] ในเรื่องของหน้าที่หรือภารกิจหลักที่สำคัญของศาลโลกในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐนั้น อดีตผู้พิพากษาศาลโลกอย่าง Shigeru Oda ก็ได้ย้ำในประเด็นนี้ในความเห็นคดี LaGrand เมื่อรัฐบาลเยอรมันได้ร้องขอให้ศาลโลกออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว (Interim protection) ให้สหรัฐอเมริกาชะลอการประหารชีวิตของนาย LaGrand ออกไปก่อน ซึ่งท่าน Oda ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ว่า ศาลโลกไม่ควรเข้าไปแทรกแซงชะตากรรมของปัจเจกชนที่มิได้เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิของรัฐโดยตรง เนื่องจากภารกิจหลักสำคัญของศาลโลกคือการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในเรื่องของสิทธิและหน้าที่ของรัฐ โปรดดู ถ้อยแถลงของท่านในคำร้องขอของรัฐบาลเยอรมันต่อศาลโลกให้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในคดี LAGRANDC ASE (GERMANY v. UNITED STATES OF AMERICA) REQUEST FOR THE INDICATION OF PROVISIONAL MEASURES เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1999 วรรค 6 [6] ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลนี้มีเขตอำนาจเฉพาะอาชญากรรมระหว่างประเทศเท่านั้น เช่น การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การรุกราน และอาชญากรสงคราม [7] ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีศาลกฎหมายทะเล ศาลนี้มีเขตอำนาจเฉพาะข้อพิพาทที่เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 [8] ตั้งอยู่ที่เมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส [9] ประเทศที่เป็นสมาชิก Council of Europe มี 47 ประเทศ
มาตอบนะครับ แต่ว่าเกรงว่าจะเขียนไปโอ...จึงขอเอาของอาจารย์มาตอบแทนนะครับ
ปัจเจกชนฟ้องศาลโลกหรือศาลระหว่างประเทศได้หรือไม่
Tue, 2010-02-23 15:24
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทนำ
เรื่องการนำเสนอข้อพิพาทหรือคดีความให้ศาลโลกพิจารณานั้นเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการกล่าวถึงเสมอๆ ในสังคมไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้ชุมนุมประท้วงคิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกละเมิดสิทธิต่างๆ จึงจะฟ้องศาลโลก หรือกรณีเกี่ยวกับนโยบายปราบปราบยาเสพติดก็เคยมีความคิดที่จะฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีต่อศาลโลก และกรณีล่าสุดในคดียึดทรัพย์ก็มีข่าวว่าจะมีการฟ้องศาลโลกอีกครั้ง ข้อเขียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเกี่ยวกับศาลโลกโดยเฉพาะประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลของโลกว่ามีลักษณะอย่างไร
1. ศาลโลกคืออะไร
ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือเรียกชื่อย่ออันเป็นที่รู้จักกันดีว่า I.C.J. (ไอซีเจ) [1] แต่คนไทยนิยมเรียกว่า “ศาลโลก” (World Court) อีกชื่อหนึ่งของศาลโลกก็คือ “The Hague Court” อาจกล่าวได้ว่าศาลโลกปัจจุบันนี้เป็นทายาทสืบทอดมาจากศาลโลกเก่าคือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of International Justice: PCIJ) ศาลโลกจัดว่าเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของสหประชาชาติ ตั้งอยู่ที่ Peace Palace กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ องค์คณะผู้พิพากษามีจำนวนทั้งสิ้น 15 คน [2] วาระ 9 ปี แต่ผู้พิพากษาอาจถูกแต่งตั้งได้อีก
2. เขตอำนาจศาลโลก (Jurisdiction)
ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลโลกนั้นจัดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญมากประเด็นหนึ่ง เขตอำนาจศาลโลกนั้นมีอยู่ด้วยกันสองประเภทคือ เขตอำนาจคดีที่มีข้อพิพาท (Contentious case) และการให้ความเห็นเชิงปรึกษา (Advisory opinion) โดยจะขออธิบายตามลำดับดังนี้
2.1 เขตอำนาจคดีที่มีข้อพิพาท (Contentious case)
ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Statute of the International Court of Justice) มาตรา 34 บัญญัติว่า “เฉพาะรัฐเท่านั้นที่อาจเป็นคู่ความในคดีต่อศาลโลกได้” [3] และใน มาตรา 38–42 ของ RULES OF COURT (1978) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีพิจารณาของศาลโลก ก็ยังใช้คำว่า Applicant State เมื่อพิจารณาจากธรรมนูญศาลโลกและกฎเกณฑ์วิธีพิจารณาของศาลโลกแล้ว ก็หมายความว่า เฉพาะรัฐอธิปไตยเท่านั้นที่อาจเป็นโจทก์ (Applicant) หรือจำเลย (Respondent) ต่อศาลโลกได้ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องศาลโลกอย่าง Shabtai Rossen ก็ได้กล่าวว่า ศาลโลกเป็นศาลสำหรับรัฐ (A Court for States) ปัจเจกชนมิอาจเป็นคู่ความต่อศาลโลกได้ และปัจเจกชนก็ไม่มีอำนาจในการริเริ่มฟ้องคดี (locus standi) [4]
หลักนี้หลักที่มีมาตั้งแต่ศาลโลกเก่าแล้ว โดยเจตนารมณ์ของการก่อตั้งศาลโลกก็คือ เป็นเวทีของการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศระหว่างรัฐกับรัฐ [5] ดังนั้น องค์การระหว่างประเทศก็ดี (Intergovernmental Organization) ผู้เป็นฝ่ายในสงครามก็ดี (Belligerency) องค์การปลดปล่อยทางการเมืองก็ดี (Liberation political movement) หรือปัจเจกชนก็ดี (Private individual )ไม่อาจเป็นคู่ความต่อศาลโลกได้
อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ศาลโลกเคยตัดสินคดีที่เกี่ยวกับเรื่องของเอกชน เช่น คดี Nottebohm case, Barcelona Traction case, LaGrand case, Breard case แต่คดีเหล่านี้ ก็ล้วนแล้วทำในนามของรัฐทั้งสิ้น โดยผู้แทนของรัฐเป็นคู่ความในศาลโลก เอกชนมิได้ (และไม่สามารถ) เข้าเป็นคู่ความโดยตรง
และ มีข้อสังเกตอีกด้วยว่า หลังจากที่ประเทศไทยแพ้คดีปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยก็มิได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกอีกต่อไป
2.2 การให้ความเห็นเชิงปรึกษา (Advisory opinion)
เขตอำนาจอีกแบบหนึ่งของศาลโลกคือ การให้ความเห็นเชิงปรึกษาแก่องค์กรหลักของสหประชาชาติรวมถึงทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialized Agency) เช่น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ องค์การอนามัย เป็นต้น รัฐก็ดี องค์การระหว่างประเทศอื่นก็ดี หรือปัจเจกชนก็ดี ไม่อาจร้องขอให้ศาลโลกทำความเห็นเชิงปรึกษาได้ โดยความเห็นเชิงปรึกษานี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
3. ศาลระหว่างประเทศอื่นๆ
นอกเหนือจากศาลโลกแล้ว ปัจจุบันมีศาลระหว่างประเทศเกิดขึ้นมากกมาย ทั้งที่เป็นศาลถาวรหรือศาลประจำ (Permanent court) และศาลเฉพาะกิจ ที่เรียกว่า “ad hoc tribunal” โดยศาลระหว่างประเทศที่มีลักษณะเป็นศาลประจำประเทศ ได้แก่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) [6] ศาลกฎหมายทะเล (The International Tribunal for the Law of the Sea -ITLOS) [7] ส่วนศาลระหว่างประเทศเฉพาะกิจซึ่งเกิดจากข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาตินั้นมีด้วยกันหลายศาล ได้แก่ International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia : ICTY) และ The International Criminal Tribunal for Rwanda (ICTR), โดยศาลระหว่างประเทศเหล่านี้มีเขตอำนาจเกี่ยวกับอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International crimes) เท่านั้น
ส่วน The European Court of Human Rights (ECHR) [8] แม้จะเป็นศาลที่เปิดโอกาสให้เอกชนฟ้องรัฐกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ก็ตาม แต่ก็ให้สิทธิแก่ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นภาคีอนุสัญญา European Convention on Human Rights เท่านั้น ซึ่งอนุสัญญานี้เปิดให้รัฐที่เป็นภาคีของ Council of Europe [9] ให้สัตยาบันเท่านั้น ดังนั้น รัฐนอกภาคี (อย่างประเทศไทย) ไม่อาจเป็นคู่ความต่อ The European Court of Human Rights ได้
บทสรุป
ตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (หรือศาลโลก) มาตรา 34 ระบุว่า เฉพาะรัฐเท่านั้นที่อาจเป็นคู่ความได้ ดังนั้น ศาลโลกจึงเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เฉพาะรัฐอธิปไตยเท่านั้นที่จะเป็นโจทก์หรือจำเลยในศาลโลก ปัจเจกชน (ไม่ว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) ไม่อาจเป็นคู่ความในศาลโลกได้
เชิงอรรถ
[1] มีข้อพึงระวังว่า การใช้คำว่า IC.J. ต้องไม่ปะปนกับคำว่า International Commission of Jurists ซึ่งใช้คำย่อว่า I.C.J. เหมือนกัน แต่ International Commission of Jurists มีสถานะทางกฎหมายเป็นองค์การระหว่างประเทศแบบ NGOs ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1952
[2] อย่างไรก็ดี อาจมีการแต่งตั้งเป็นองค์คณะพิเศษ (Chamber) จำนวนน้อยกว่า 15 คนได้
[3] โปรดดู ธรรมนูญก่อตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ CHAPTER II - COMPETENCE OF THE COURT
Article 34
1. Only states may be parties in cases before the Court.
[4] โปรดดูรายละเอียดใน Rosenne Shabtai, The World Court: What It is and How It Works, (The Netherland: AW.Sijthoff,1973) หน้า 66
[5] ในเรื่องของหน้าที่หรือภารกิจหลักที่สำคัญของศาลโลกในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐนั้น อดีตผู้พิพากษาศาลโลกอย่าง Shigeru Oda ก็ได้ย้ำในประเด็นนี้ในความเห็นคดี LaGrand เมื่อรัฐบาลเยอรมันได้ร้องขอให้ศาลโลกออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว (Interim protection) ให้สหรัฐอเมริกาชะลอการประหารชีวิตของนาย LaGrand ออกไปก่อน ซึ่งท่าน Oda ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ว่า ศาลโลกไม่ควรเข้าไปแทรกแซงชะตากรรมของปัจเจกชนที่มิได้เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิของรัฐโดยตรง เนื่องจากภารกิจหลักสำคัญของศาลโลกคือการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในเรื่องของสิทธิและหน้าที่ของรัฐ โปรดดู ถ้อยแถลงของท่านในคำร้องขอของรัฐบาลเยอรมันต่อศาลโลกให้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในคดี LAGRANDC ASE (GERMANY v. UNITED STATES OF AMERICA) REQUEST FOR THE INDICATION OF PROVISIONAL MEASURES เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1999 วรรค 6
[6] ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลนี้มีเขตอำนาจเฉพาะอาชญากรรมระหว่างประเทศเท่านั้น เช่น การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การรุกราน และอาชญากรสงคราม
[7] ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีศาลกฎหมายทะเล ศาลนี้มีเขตอำนาจเฉพาะข้อพิพาทที่เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982
[8] ตั้งอยู่ที่เมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส
[9] ประเทศที่เป็นสมาชิก Council of Europe มี 47 ประเทศ
ที่มา : http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27841
เพิ่มเติมอีกนะครับ
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตั้งขึ้นโดยกฎบัตรสหประชาชาติเมื่อ พ.ศ. 2489 เป็นองค์กรหลักภายใต้องค์การสหประชาชาติตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยทำหน้าที่สืบเนื่องต่อจากศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of International Justice) ที่ยุติบทบาทหน้าที่ไปพร้อมกับองค์การสันนิบาตชาติ ( ศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ ตั้งขึ้นเมื่อ 10 มกราคม พ.ศ. 2463 )
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีใดๆ ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ 2 ประเทศขึ้นไป (Contentious Case) เช่นข้อพิพาทเรื่องดินแดนอาณาเขต การละเมิดอำนาจอธิปไตย ปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ หรือแม้แต่กรณีที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่รัฐเป็นผู้ฟ้องแทน ฯลฯ ทั้งนี้ประเทศที่เกี่ยวข้องจะต้องยินยอมรับอำนาจศาลให้เป็นผู้พิจารณาตัดสินก่อนเท่านั้น ศาลจึงจะมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีนั้นได้
นอกจากนี้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยังมีอำนาจวินิจฉัยเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาในทางกฎหมาย ระหว่างประเทศ (Advisory Opinion) ในสามกรณีหลัก คือ กรณีแรก ตามที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ร้องขอ กรณีที่สอง ตามที่องค์กรอื่นภายใต้สหประชาชาติหรือองค์การชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติร้องขอโดยได้รับการอนุมัติจากสมัชชาใหญ่ และ กรณีที่สาม ตามที่ได้มีการให้อำนาจวินิจฉัยปัญหาไว้โดยสนธิสัญญา
เมื่อปี พ.ศ. 2505 ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้ยอมรับอำนาจศาลให้พิจารณาตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร โดยศาลได้ตัดสินว่าบริเวณปราสาทเขาพระวิหารส่วนสำคัญถือเป็นของประเทศกัมพูชา
การนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
1.รัฐเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคู่พิพาทในศาลฯ (ข้อ 34 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ) และรัฐนั้นต้องเป็นเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและเป็นภาคีธรรมนูญศาลฯ
2.รัฐคู่พิพาทได้ทำข้อตกลงพิเศษ (special agreement" หรือ "compromis) เสนอข้อพิพาทนั้นให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณา (ข้อ 36 (1)) การตกลงเช่นว่านี้อาจเป็นการตกลงให้นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นสู่ศาลฯ หรือจะจัดทำข้อตกลงไว้สำหรับสำหรับข้อพิพาทที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นก็ได้เพื่อเป็นการตกลงยอมรับล่วงหน้าว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจะนำคดีไปสู้กันที่ชั้นศาลฯ
3. รัฐคู่พิพาทได้ทำสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาผูกพันให้ศาลฯมีอำนาจพิจารณาพิพากษาสำหรับกรณีพิพาท (compromissory clause in the treaties or conventions) เช่น สนธิสัญญาระหว่างสหรัฐฯ และนิคารากัว ในคดี Military and Paramilitary Activities in and Against Nicaragua (Nicaragua v. United States of America วันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1986
4. รัฐนั้นได้จัดทำปฏิญญาหรือคำประกาศเลือก(optional clause declaration) ยอมรับอำนาจบังคับของศาล (obligatory jurisdiction) ไว้ล่วงหน้า อันเป็นผลผูกพันให้ต้องไปขึ้นศาลเมื่อมีกรณีพิพาททางกฎหมายในเรื่องต่อไปนี้
- การตีความสนธิสัญญา
- ปัญหากฎหมายระหว่างประเทศ
- ข้อเท็จจริงใด ๆ หากเกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ
- สภาพขอบเขตของค่าเสียหายที่จะต้องชดใช้ในกรณีละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศ (ข้อ 36 (2) ของธรรมนูญศาลฯ)
ปฏิญญายอมรับอำนาจศาลฯเช่นว่านี้อาจทำขึ้นโดยไม่มีเงื่อนไขใดเลย หรือภายใต้เงื่อนไขหรือระยะเวลาอย่างใดก็ได้ตามแต่รัฐนั้นๆจะพิจารณาเห็นสมควร
จึงเห็นได้ว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่ได้จัดตั้งขึ้นไว้สำหรับพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน หรือระหว่างเอกชนต่อรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่จะต้องเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐ เพราะฉะนั้นเมื่อเอกชนคนใดหรือองค์การใดประสงค์จะนำข้อพิพาทขื้นสู่ศาลฯนี้ ก็จำเป็นต้องขอให้รัฐบาลของตนดำเนินการให้ เช่น การใช้สิทธิ์ตามความคุ้มกันทางการทูต อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าบุคคลที่จะขอให้รัฐบาลของตนดำเนินเรื่องเพื่อให้ศาลฯพิจารณานั้น จะต้องเป็นคนในสัญชาติของรัฐนั้นและมีจุดข้องเกี่ยวกับรัฐนั้นอย่างแท้จริง (คดี Nottebohm Liechtenstein vs. Guatemala ค.ศ. 1955 และ คดี Lagrand Germany vs. USA ค.ศ. 1999) มิฉะนั้นศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอาจไม่รับพิจารณาให้
ตัวอย่างคดี Nottebohm เป็นกรณีหนึ่งที่รัฐดำเนินการในชั้นศาลฯ ให้กับเอกชน โดยประเทศลิชเตนสไตน์ได้ดำเนินการนำคดีขึ้นสู่ศาลฯ ให้กับบุคคลสัญชาติลิชเตนสไตน์ โดยฟ้องประเทศกัวเตมาลาว่าคนในสัญชาติตนมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากกัวเตมาลา ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายนอทเทอร์โบมเคยมีสัญชาติเยอรมัน แล้วไปมีภูมิลำเนาในกัวเตมาลาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2448 แต่มาได้สัญชาติลิชเตนสไตน์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองระหว่างที่ไปเที่ยวทวีปยุโรป เมื่อได้สัญชาติลิชเตนสไตน์แล้วก็กลับไปพำนักที่กัวเตมาลาอีก จนกระทั่งถูกเนรเทศออกมาจากกัวเตมาลา ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงมีความเห็นว่า แม้นายนอทเทอร์โบมจะมีสัญชาติลิชเตนสไตน์แต่ก็มิได้มีความเกี่ยวข้องกับลิชเตนสไตน์อย่างแท้จริง การได้สัญชาติลิชเตนสไตน์เป็นเพียงเพื่อให้เขากลายเป็นคนในสัญชาติของประเทศที่เป็นกลางระหว่างสงครามเท่านั้น
เท่าที่ได้เช็ครายการคดีคำพิพากษาของ ICJ ก็ไม่พบคดีเอกชนมาเลเซียฟ้องรัฐบาลมาเลเซียแต่อย่างได้ มีเพียงคดีพิพาททางเขตแดนระหว่างมาเลเซียและสิงคโปร์เท่านั้น
ดังนั้น ในกรณีอดีตนายกทักษิณน ไอซีเจ ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาพิจารณาคดีครับ
legal bear
ที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=2a049c8cbc72984b&hl=th&table=%2Fguru%2F%3Fhl%3Dth
From: jarinya lim (xxxxxxxxxxx@yahoo.com)
Sent: Friday, March 19, 2010 10:07:33 PM
To: Pundawish Chatmongkolchart (punxxxxxxxxx@windowslive.com)
ประเด็นแรก : ศาลโลก กับอินเตอร์เนชั่นแนลคอร์ต ออฟ จัสติสเป็นศาลเดียวกันหรือไม่
__ ในทางปฏิบัติตามที่เป็นที่เข้าใจ ศาลโลกคือชื่ออีกชื่อที่ใช้เรียกแทน International court of justice เท่านั้น ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบได้ในฐานะศาลระหว่างประเทศกลางของโลก ที่ตัดสินข้อพิพาทระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามไม่มีสภาพบังคับ อย่างคดีเขาพระวิหารที่ประเทศไทยก็ไม่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกเช่นเดียวกัน
ประเด็นที่สอง : อดีตนายกฯทักษิณสามารถ/หรือมีสิทธิฟ้องศาลโลกได้หรือไม่
__ไม่ได้ค่ะ เพราะกรณีของนายทักษิณเป็นข้อพิพาทของรัฐไทยกับเอกชน มิได้มีองค์ประกอบของนิติสัมพันธ์ระหว่างประเทศแต่อย่างใด จึงไม่สามารถนำข้อพิพาทที่ไม่ว่าจะอ้างเรื่องความเป็นธรรม หรือความไม่ยุติธรรมใดๆขึ้นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้