ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าหรือบริการ
ผู้บริโภคมีหน้าที่ในการใช้ความระมัดระวังตามสมควร
ในการซื้อสินค้าหรือบริการ ได้แก่ การให้ความสำคัญ
ฉลากของสินค้าและการโฆษณาสินค้าหรือบริการ
1.ผู้บริโภคต้องตรวจดูฉลากของสินค้า
เพื่อเป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบสินค้าแต่ละยี่ห้อ
ก่อนตัดสินใจเลือกสินค้า
ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากจะต้องระบุข้อความดังต่อไปนี้
- ชื่อประเภท หรือชนิดของสินค้าที่แสดงให้เข้าใจ
ได้ว่าสินค้านั้นคืออะไร
ในกรณีที่เป็นสินค้าสั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายให้ระบุชื่อ
ประเทศที่ผลิตด้วย
- ชื่อหรือเครื่องหมายการค้า ที่จดทะเบียนในประเทศไทย
ของผู้ผลิตเพื่อขายในประเทศไทย
- ชื่อหรือเครื่องหมายการค้า ที่จดทะเบียนในประเทศไทย
ของผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย
-
สถานที่ตั้งของผู้ผลิตเพื่อขาย
หรือของผู้สั่งหรือผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายแล้วแต่กรณี
- ต้องแสดงขนาดหรือมิติ หรือปริมาณ หรือปริมาตร
หรือน้ำหนักของสินค้านั้นแล้วแต่กรณี
สำหรับหน่วยที่ใช้จะใช้ชื่อเต็มหรือชื่อย่อหรือ
สัญลักษณ์แทนก็ได้
- ต้องแสดงวิธีใช้
เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสินค้านั้นใช้เพื่อสิ่งใด
- ข้อแนะนำในการใช้หรือห้ามใช้
เพื่อความถูกต้องในการที่ให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภค
- วันเดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุการใช้
หรือวันเดือนปีที่ควรใช้ก่อน วันเดือนปีที่ระบุนั้น
เพื่อให้เข้าใจในประโยชน์ของคุณภาพ
หรือคุณสมบัติของสินค้านั้น (ถ้ามี)
- ราคาโดยระบุหน่วยเป็นบาท และจะระบุเป็นเงินสกุลอื่นก็ได้
2.
สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ คุณภาพของสินค้าจากผู้ขาย
หรือผู้ที่เคยใช้สินค้านั้นแล้ว
3.
ศึกษาเงื่อนไข หรือข้อจำกัดของสินค้า เช่น วัน เดือน ปี
ที่ผลิตหรือหมดอายุ วิธีการใช้ การเก็บรักษา
คำเตือนหรือข้อควรระวังของสินค้าให้เข้าใจ
อย่างท่องแท้ เพื่อผู้บริโภค สมารถใช้สินค้าได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ
และ ประหยัด
4.
ร้องขอให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพ
และปริมาณของสินค้าว่าเป็นจริง ตามที่ระบุไว้ที่ฉลากของสินค้าหรือไม่
เพื่อให้ได้สินค้าที่มาตรฐานมีคุณภาพและเป็นธรรม แก่ผู้บริโภค
5.
ผู้บริโภคอย่าด่วนหลงเชื่อคำโฆษณาของสินค้า หรือบริการ
ต้องศึกษาเงื่อนไขรายละเอียดอื่น ๆ ของตัวสินค้า หรือ
บริการที่อาจไม่ได้ระบุไว้ใน
การโฆษณา เนื่องจากการโฆษณาสินค้าหรือบริการ ของผู้ประกอบธุรกิจ
ส่วนใหญ่จะเสนอแต่ข้อดีและเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคส่วนข้อเสีย
มักจะไม่กล่าวถึงในการโฆษณา
จึงจำเป็นที่ผู้บริโภคต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จากการสอบถามผู้ขาย
หรือบริษัทผู้ผลิต
ข้อความโฆษณาต่อไปนี้
ถือว่าเป็นข้อความเป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
หรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสังคมเป็นส่วนรวม
- ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง
-
ข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ โดยใช้ หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ
สถิติหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นความจริง
หรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม
- ข้อความที่เป็นการสนับสนุน
โดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย หรือศีลธรรม
หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสีย ในวัฒนธรรมของชาติ
- ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยก
หรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน
- ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนด ในกระทรวงที่
ผู้ประกอบธุรกิจต้องระบุข้อความให้ครบถ้วน
หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย
ข้อควรปฏิบัติหลังจากซื้อสินค้าหรือบริการ
ผู้บริโภคมีหน้าที่ในการเก็บรักษาพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่แสดงถึง
การละเมิดสิทธิของผู้บริโภคไว้ เพื่อการเรียกร้องตามสิทธิของตน
พยานหลักฐาน
ดังกล่าว อาจเป็นสินค้าที่แสดงให้เห็นว่ามีปริมาณ
หรือคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ที่ระบุไว้ในฉลาก มีความสกปรก
หรือมีพิษที่ก่อให้เกิดอันตราย
ควรจำสถานที่ซื้อสินค้าหรือบริการนั้นไว้ เพื่อประกอบการ้องเรียน
และต้องเก็บเอกสารโฆษณา และใบเสร็จรับเงินเอาไว้ด้วย
เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคขึ้น
ผู้บริโภคมีหน้าที่ในการดำเนินการร้องเรียน ตามสิทธิของตน
โดยร้องเรียนไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ
การกำกับดูแลสินค้าหรือบริการนั้นหรือร้องเรียนมาที่สำนักงาน
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคต่างจังหวัดร้องเรียนที่คณะอนุกรรมการการคุ้ม
ครองผู้บริโภค
ประจำจังหวัด
การเตรียมตัวเพื่อร้องทุกข์สำหรับผู้บริโภค
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4
ได้บัญญัติสิทธิ
ของผู้บริโภคที่จะได้รับการคุ้มครอง 5 ประการ ได้แก่
-
สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
-
สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
-
สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ
-
สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
-
สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย
ดังนั้นการร้องทุกข์ เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม
จากการซื้อสินค้าหรือบริการ ถือเป็นเรื่องที่ชอบธรรม
ที่ผู้บริโภคควรกระทำ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ
ชดใช้ความเสียหาย และเพื่อเป็นการลงโทษหรือปรามมิให้
ผู้ประกอบธุรกิจเอารัดเอาเปรียบผู้ บริโภค
การเตรียมตัวของผู้บริโภค เพื่อจะมาร้องทุกข์เป็นขั้นตอน
ที่มีความสำคัญ หากเอกสารหลักฐานที่ผู้บริโภค นำมาไม่ครบถ้วน
จะทำให้ผู้บริโภคเสียเวลา ในการยื่นเรื่อง
การเตรียมเอกสาร หลักฐานของผู้ร้องเรียน
ผู้ร้องเรียนจะต้องเตรียม เอกสารหลักฐานให้พร้อม เพื่อจะนำมาใช้ประกอบกับการบันทึกร้องเรียน ดังนี้
กรณีร้องเรียนเรื่องบ้าน ที่ดินจัดสรรและอาคารชุด (เอกสารทั้งหมดให้ถ่ายสำเนา 5 ชุด)
1.
บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวข้าราชการ
2.
ทะเบียนบ้านผู้ร้องเรียน
3.
ที่อยู่ที่สามารถติดต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ
4.
หนังสือจอง,สัญญาจอง,สัญญาจะซื้อขาย
5.
เอกสารโฆษณา,ภาพถ่าย (ถ้ามี)
6.
ใบเสร็จรับเงิน,เอกสารรับเงินเรียงรับดับการชำระค่างวด
7. หนังสือ,
จดหมายโต้ตอบระหว่างผู้ร้องเรียน กับผู้ประกอบธุรกิจ (ถ้ามี)
8.
เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นสำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาหนังสือรับรอง
ทะเบียนนิติบุคคล เป็นต้น
9.
เตรียมไปรษณียบัตร จำนวน 1 แผ่นพร้อมกรอก ชื่อ -ที่อยู่ของ
ผู้ร้องเรียน
10.
เตรียมอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท
การยื่นเรื่องร้องเรียน
ผู้บริโภคยื่นเรื่องร้องเรียน ที่สำนักงานคณะกรรมการ
คุ้มครองผู้บริโภค (กรุงเทพฯ) หรือคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้
บริโภคประจำจังหวัด
ในจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ โดยมีขั้นตอนดังนี้
1.
ผู้ร้องเรียนกรอกรายละเอียด ในแบบบันทึกคำร้องเรียนพร้อมแนบเอกสาร
(เอกสารลงชื่อรับรองสำเนาทุกฉบับ) มอบให้เจ้าหน้าที่
2.
ผู้ร้องเรียนกรอกรายละเอียด ในแบบหนังสือมอบอำนาจ (มอบอำนาจให้ สคบ.
ดำเนินการแทนผู้ร้อง) พร้อมติดอากรแสตมป์จำนวน 30 บาท
3.
กรณีผู้บริโภคไม่สามารถร้องเรียนด้วยตนเองได้ ผู้มาร้องเรียนแทน
จะต้องมีหนังสือรับรองมอบ อำนาจจากผู้บริโภค (พร้อมติดอากรแสตมป์จำนวน
30 บาท) นำมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด้วย
หากมีข้อสงสัยประการใดโปรดสอบถามเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม หมายเลขโทรศัพท์ ติดต่อหน่วยงานที่ให้การคุ้มครองผู้บริโภค
|
กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา |
0-2629-7037-9 , 0-2629-7041-3 |
|
กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก |
0-2629-7048-50 , 0-2629-7052-5 |
|
กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา |
0-2629-7061-3 , 0-2629-7065-8 |
|
กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ |
0-2629-8250-2 , 0-2629-8254-6 |
|
กองนิติการ |
0-2629-8259-60 , 0-2629-8262-4 |
|
สำนักงานเลขานุการกรม |
0-2629-8243 , 0-2629-8245-8 |
http://www.ocpb.go.th/main_introduce.asp
การคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ผู้บริโภค หมายถึง ผู้ที่กิน เสพ จับจ่าย ใช้สอย ซึ่งก็คือทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกอาชีพ ทุกฐานะ
ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หมายถึง อาหาร ยา วัตถุเสพติด เครื่องสำอางค์ เครื่องมือแพทย์ วัตถุมีพิษ
การคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ หมายถึง การระวัง หรืออารักขา ผู้ที่กิน เสพ จับจ่าย ใช้สอย อาหาร ยา วัตถุเสพย์ติด เครื่องสำอางค์ เครื่องมือแพทย์ วัตถุมีพิษ เพื่อให้มีความปลอดภัยรวมถึงให้มีความคุ้มค่าและสมประโยชน์กับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป
ใคร? ควรเป็นผู้ทำหน้าที่นี้
ตามกฎหมาย หน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงคือ สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดน่าจะเป็นตัวเราเองทุกคน
วิธีการคุ้มครอง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะควบคุม ดูแล ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง ผลิตภัณฑ์ฯ ตั้งแต่ การตั้งสถานที่ผลิต /นำสั่ง ขบวนการผลิต ความเหมาะสมของสูตรตำรับความปลอดภัยในการบริโภค ประสิทธิภาพ รวมถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นหลังจากบริโภคไปแล้ว เช่น การแพ้ยา การเกิดอาการท้องเสียจากการกินอาหารเป็นต้น นอกจากการดูแลตัวผลิตภัณฑ์แล้ว ยังพยายามให้ความรู้แก่ผู้บริโภคโดยผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนบริโภค
ผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกชนิดอย่างน้อยต้องมีฉลากภาษาไทยที่แสดงชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้แทนจำหน่าย วันเดือนปีที่ผลิตหรือหมดอายุ สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทจะมีการแสดงส่วนประกอบหรือสูตรตำรับ วิธีการบริโภค ข้อควรระวังในการใช้ หรือข้อความจำเพาะอื่น ๆ ของแต่ละผลิตภัณฑ์เพิ่มด้วย ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อและก่อนบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ จึงควรศึกษาลากให้เข้าใจก่อนทุกครั้ง
ประโยชน์ของฉลาก
หากเราอ่านฉลากจะช่วยให้ทราบรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถเปรียบเทียบคุณภาพกับราคาซึ่งช่วยให้ประหยัดเงิน สามารถเก็บรักษา/บริโภค ผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง สามารถหลีกเลี่ยงสารบางชนิดที่ทำให้เกิดการแพ้หรือเกิดปัญหาในการบริโภค เลือกผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณสมบัติให้ตรงตามความต้องการได้ นอกจากนั้นในกรณีที่เกิดปัญหาหรือข้อบกพร่องจากตัวผลิตภัณฑ์ ก็สามารถร้องเรียนให้มีการดำเนินการต่อผู้ผลิต / ผู้แทนจำหน่ายได้ตาม ชื่อและที่อยู่ ที่ปรากฏในฉลากด้วย
มาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
ในการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภค มิให้ผู้ประกอบธุรกิจละเมิดสิทธิผู้บริโภค
รัฐจะต้องกำหนดมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้นโยบายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคแบ่งได้เป็น
3 ลักษณะใหญ่ๆ ดังนี้
1. มาตรการที่มีลักษณะป้องกัน (Preventive measures) หรือที่เรียกว่ามาตรการก่อนการซื้อขาย (Pre-sales measures) เช่น การ กำหนดและควบคุมมาตรฐานสินคา การกำหนดข้อห้ามในทางการค้า การขอความร่วมมือ แจ้งการปรับราคาล่วงหน้ารวมทั้งการให้ความรู้ตลอดจนข้อมูลข่าวสารที่เป็น ประโยชน์ต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ
2.
มาตรการที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้า (Transaction stage of
consumption) เช่น การ
กำกับดูแลการขายตรง การกำกับดูแลการเช่าซื้อสินค้า การกำหนดมาตรฐานของสัญญา
ที่เป็นธรรม ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขในการขายสินค้าบางรายการ
เพื่อที่จะคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยในการซื้อสินค้าและบริการ
จากการเอารัด
เอาเปรียบ
3. มาตรการในการแก้ปัญหา (Problem-soving measures) หรือมาตรการหลังการซื้อขาย (Post-sales measures) ใน กรณีที่ผู้บริโภคประสบปัญหาหลังจากที่ได้มีการซื้อขายสินค้ากันแล้ว จะต้อง มีมาตรการและกระบวนการที่จะแก้ไขปัญหา โดยการจัดตั้งระบบและขั้นตอนในการ ฟ้องร้อง และการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภค รวมทั้งมีการกำหนด กรอบความรับผิดชอบของผู้ผลิตหรือผู้ขายต่อสินค้าหรือบริการที่บกพร่อง
หากเปรียบเทียบมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคทั้ง
3 ลักษณะแล้ว มาตรการที่ 1
น่าจะได้ผลดีที่สุด เพราะเป็นมาตรการลักษณะป้องกันซึ่งผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองก่อนที่จะมีปัญหากับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม เช่น การใช้มาตรการลักษณะป้องกันในรูปของการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้แก่ผู้บริโภค ตลอดจนควบคุมกำกับดูแลคุณภาพสินค้าของ
ภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริโภคก็จะนำข้อมูลและความรู้ไปใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้า
หากพบว่าสินค้าด้อยคุณภาพหรือเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป ผู้บริโภคก็สามารถ
หลีกเลี่ยงไปใช้สินค้าอื่นทดแทน ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบก็จะน้อยลง
รู้ไว้ ไม่เสียเปรียบ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา
ผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่จัดทำสัญญาสำเร็จรูป
โดยกำหนดข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
ทำให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ
จากหนังสือ "สคบ.คุ้มครองผู้บริโภค
(ฉบับประชาชน)"ที่จัดพิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา
ไว้อย่างน่าสนใจ
ว่าในปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้
บริโภค ว่า
ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจเพราะผู้ประกอบธุรกิจ
ส่วนใหญ่ได้จัดทำสัญญาสำเร็จรูปโดยกำหนดข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
ทำให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและป้องกันมิให้ผู้บริโภค
ถูกเอาเปรียบในการทำสัญญาโดยกำหนดสิทธิของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นคือ"สิทธิที่จะ
ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา" ใน
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค(ฉบับที่ 2)
พ.ศ.
2541และมีการประกาศให้ธุรกิจบางประเภทเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
ธุรกิจที่ สคบ.
ประกาศให้เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
-
ธุรกิจบัตรเครดิตกำหนดให้มีข้อสัญญาที่ผู้บริโภคมีสิทธิ
ในด้านต่างๆที่ไม่เป็นการเสียเปรียบผู้ประกอบธุรกิจ
เช่นสิทธิในการบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้สิทธิที่จะขอระงับการใช้บัตรชั่ว
คราวทางโทรศัพท์โดยไม่ต้องรับผิดชอบภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นหลังแจ้ง
เป็นต้นบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2543
-
ธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้กำหนดให้มีข้อ
สัญญาที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ถูกเอาเปรียบ
เช่นผู้บริโภคมีสิทธิที่จะขอรับใบแจ้งรายการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน
พื้นที่เดียวกันย้อนหลัง
ในกรณีที่เกิดสงสัยในเรื่องค่าใช้จ่ายโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1
มกราคม 2544
-
ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินได้
กำหนดให้มีสัญญาที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยการเปลี่ยนแปลงอัตรา
ดอกเบี้ย
การคิดค่าปรับเนื่องจากการผิดสัญญาและการค้ำประกันซึ่งผู้บริโภคมีสิทธิใน
การรับรู้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 14 พฤษภาคม
2544
-
ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ข้อสัญญามี
สาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภคพึงได้รับ
เช่นกรณีผู้เช่าซื้อรถได้ชำระเงินครบถ้วนผู้ให้เช่าซื้อจะต้องดำเนินการขอจด
ทะเบียนให้เป็นชื่อของผู้เช่าซื้อภายใน30
วันนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับเอกสารจำเป็นในการจดทะเบียนจากผู้เช่า
ซื้อและผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยเมื่อประสงค์จะชำระค่า
เช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียวโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กันยายน
2543
-
ธุรกิจให้เช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้กำหนดให้มีสัญญาที่
มีสาระสำคัญ
เช่นการบอกเลิกสัญญาผู้ให้เช่าซื้อต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อ
ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
หรือกรณีผู้เช่าซื้อชำระเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียวกันเพื่อปิดบัญชี
ก่อนกำหนดผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราที่ตกลงกัน
ไว้ขณะทำสัญญา เป็นต้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2544
-
ธุรกิจขายห้องชุดได้กำหนดสาระสำคัญของสัญญาให้ผู้ประกอบ
ธุรกิจมีคำมั่นว่าจะดำเนินก่อสร้างให้แล้วเสร็จ
และจะนำไปจดทะเบียนอาคารชุดเมื่อใดและในกรณีผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดำเนิน
โครงการอาคารชุดต่อไปได้จะต้องคืนเงินที่ผู้บริโภคได้ชำระไปแล้วทั้งหมด
พร้อมดอกเบี้ยโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15 กันยายน 2543
-
ธุรกิจก๊าซหุงต้มที่เรียกเงินประกันถังก๊าซหุงต้มเป็น
ธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินโดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำ
หลักฐานการรับเงินมอบให้แก่ผู้บริโภคในทันทีที่รับเงินประกันจากผู้บริโภค
ที่ซื้อก๊าซโดยหลักฐานต้องระบุข้อความว่าผู้บริโภคมีสิทธิได้รับคืนเงิน
ประกันเมื่อนำถังก๊าซมาคืนแก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ค้าน้ำมันที่เป็นเจ้า
ของถังก๊าซหุงต้ม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 15กุมภาพันธ์ 2543
-
ธุรกิจให้บริการซ่อมรถยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการใน
หลักฐานการรับเงินโดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำหลักฐานการรับมอบให้แก่
ผู้บริโภคทันทีที่รับเงินหรือค่าตอบแทนการให้บริการซ่อมรถยนต์สาระสำคัญที่
ต้องระบุในหลักฐานการรับเงิน เช่น ชื่อที่อยู่ของผู้ประกอบการ
วันเดือนปีที่ผู้บริโภคส่งมอบรถยนต์ให้ซ่อมวันเดือนปีที่ผู้บริโภครับมอบรถ
ยนต์เมื่อซ่อมเสร็จวันเดือนปีที่รับเงินหรือค่าตอบแทน
การให้บริการซ่อมรถยนต์รายละเอียดเกี่ยวกับยี่ห้อ รุ่น
หมายเลขเครื่องยนต์
หมายเลขตัวถังและหมายเลขทะเบียนของรถยนต์ที่ทำการซ่อมระยะทางการใช้รถยนต์ใน
วันที่รับมอบ และในวันที่ซ่อมเสร็จรายการที่ทำการซ่อม ค่าแรง
กรณีที่มีการเปลี่ยนอะไหล่ต้องระบุรายการ ยี่ห้อ สภาพ
และราคาของอะไหล่ที่เปลี่ยนระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันความชำรุด
บกพร่อง
หรือคุณภาพงานซ่อมและหรือการรับประกันอะไหล่ที่เปลี่ยนและลายมือชื่อของผู้
มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่1 มกราคม 2547
เป็นต้นไป
ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้ว
เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน
พ.ศ. 2550
จากการที่มีประกาศให้รถยนต์ใช้แล้วสินค้าที่ควบคุมฉลากและเพื่อให้ผู้บริโภค
ได้รับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจากการซื้อรถยนต์ใช้แล้วมากยิ่งขึ้นจึงได้
ประกาศให้ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้วเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการ
รับเงิน พ.ศ. 2550 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 เบญจ และมาตรา
34อัฏฐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.
2522ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2)
พ.ศ.2541 ประกอบกับมาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา
5แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจที่ควบคุม
รายการในหลักฐานการรับเงินและลักษณะของหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.
2542คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้ว
เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน
ข้อ 2 ในประกาศนี้
"ธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้ว" หมายความว่า
การประกอบธุรกิจการค้าโดยผู้ประกอบธุรกิจนำรถยนต์ใช้แล้ว ออกขาย
แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายโดยประการอื่นอย่างทรัพย์ที่ใช้แล้ว
"รถยนต์ใช้แล้ว"หมายความว่า
รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน
แต่ไม่เกินสิบสองคนและรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินหนึ่งพัน
หกร้อยกิโลกรัมซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินค้าจ้าง
ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์
พ.ศ. 2522
แล้วทั้งนี้ไม่รวมถึงรถยนต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกขายเป็นชิ้นส่วนเท่า
นั้น
"ผู้ประกอบธุรกิจ" หมายความว่า
ผู้ประกอบธุรกิจขายรถยนต์ใช้แล้วซึ่งไม่รวมถึงการซื้อขายโดยทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
ข้อ3 ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีหลักฐานการรับเงินตามข้อ
4และมอบให้แก่ผู้บริโภคในทันทีที่ได้รับชำระราคารถยนต์ใช้แล้วไม่ว่าทั้งหมด
หรือบางส่วนจากผู้บริโภค
ข้อ 4หลักฐานการรับเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้บริโภคตามข้อ
3ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจนมีขนาดของตัวอักษร
ไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตรและต้องใช้ข้อความที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไข
ดังต่อไปนี้
4.1 กรณีที่ผู้บริโภคชำระราคาครบถ้วน
(1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ
และของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน
(2) ชื่อและที่อยู่ของผู้บริโภค
(3)รายละเอียดของรถยนต์ใช้แล้วเกี่ยวกับ ยี่ห้อ รุ่น ปี
สีหมายเลขเครื่องยนต์ หมายเลขตัวถัง หมายเลขทะเบียน
ระยะทางการใช้ของรถยนต์ภาระผูกพันของรถยนต์ (ถ้ามี)
และชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองรถยนต์
(4)จำนวนเงิน
และข้อความว่าในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ใช้แล้วเป็นชื่อ
ผู้บริโภคหรือไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ใช้แล้วให้ผู้บริโภคหรือมีการบอกเลิก
สัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว
โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้บริโภคผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว
ให้ผู้บริโภค
(5) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบรถยนต์
(6) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
พร้อมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนรถยนต์ตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
(7) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน
(8) ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน
4.2 กรณีที่ผู้บริโภคชำระราคาบางส่วน
(1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ
และของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน
(2) ชื่อและที่อยู่ของผู้บริโภค
(3) รายละเอียดของรถยนต์ใช้แล้วเกี่ยวกับ ยี่ห้อ รุ่น ปี สี
หมายเลขเครื่องยนต์
(4)จำนวนเงิน
และข้อความว่าในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์ใช้แล้วเป็นชื่อ
ผู้บริโภคหรือไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ใช้แล้วให้ผู้บริโภคหรือมีการบอกเลิก
สัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว
โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้บริโภคผู้ประกอบธุรกิจจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว
ให้ผู้บริโภค
(5) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน
(6) กำหนดวัน เดือน ปี ที่ส่งมอบสำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
(7) ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจออกหลักฐานการรับเงิน
ข้อ 5 หลักฐานการรับเงินตามข้อ 4
ต้องไม่มีข้อความที่มีลักษณะหรือความหมาย ดังต่อไปนี้
(1)
ข้อความที่ใช้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจยึดเงินทั้งหมดไม่ว่ากรณีใดๆ
(2)
ข้อความที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจเพื่อความชำรุดบกพร่อง
หรือเพื่อการรอนสิทธิของรถยนต์ใช้แล้ว
โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป
หลักในการทำสัญญา
การทำสัญญาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะผู้ซื้อจะต้องลงชื่อผูกพันใน
หนังสือสัญญากับผู้ขายการได้เปรียบเสียเปรียบของคู่สัญญาเกิดขึ้นกับหนังสือ
ฉบับนี้เพื่อความไม่ประมาทและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังจึงต้องคำนึง
ถึงหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาไว้ คือ
1. วัตถุประสงค์ของสัญญาควรเขียนระบุให้ชัดเจน
2. ชื่อ ที่อยู่ของคู่สัญญาต้องระบุให้ครบถ้วน
3.คู่สัญญาต้องเป็นบุคคลที่สามารถทำสัญญาได้ตามกฎหมายถ้าเป็นผู้เยาว์ต้อง
ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมด้วย
4. แบบของสัญญาต้องถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
5. ระบุค่าเสียหายเมื่อผิดสัญญา
6. ระบุว่าฝ่ายใดรับผิดชอบค่าธรรมเนียม ภาษี
7. ลงลายมือชื่อคู่สัญญาต่อหน้าทั้งสองฝ่าย
8. ควรมีพยานรู้เห็นการทำสัญญาลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วย
หากผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา
สามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
โทรศัพท์สายด่วน
1166ในส่วนภูมิภาคร้องเรียนได้ที่
คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดณ
ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด
หรือติดต่อได้ที่กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านสัญญา โทร.
(02) 629-7065-68