กับความใฝ่ฝันที่งดงาม ฝันที่จะสร้างสรรค์สังคมแห่งความเป็นธรรม สังคมที่ให้เกียรติให้สิทธิ์ให้การยอมรับในคุณค่าของคนอย่างเสมอภาพกันแม้จะเป็นชนชาติส่วนน้อย สังคมแห่งเสรีภาพ สังคมแห่งภารดรภาพที่มีความเป็นมิตรไมตรีมีความเป็นพี่เป็นน้องเกื้อกูลกันและเป็นสังคมแห่งสันติสุข

ที่นี่คือวังยางและเรณูนคร จังหวัดนครพนม ในอ้อมอกแห่งภูพาน....คือตำนานการต่อสู้ของประชาชนคนกล้าหาญ

วันที่14 -16 กพ.53 ในช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก ผมเดินทางไปนครพนมไปร่วมถอดบทเรียนงานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนที่นั่น อำเภอวังยางเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชนในเรื่อง “บทบาทสภาองค์กรชุมชนในการสร้างความร่วมมือในท้องถิ่นแก้ปัญหาของชุมชน”

ในเวทีการถอดบทเรียนมีทั้งตัวแทนขบวนชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต.และเครือข่ายเยาวชนร่วมถอดบทเรียนด้วย เป็นเวทีถอดบทเรียนที่ผมมีความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ และมีความสุขมากอีกเวทีหนึ่งครับ

จากการพูดคุยทำให้ผมทราบมาว่าการตั้งถิ่นฐาน ของชุมชนในเขตอำเภอนายางนั้น เข้าใจว่าน่าจะเริ่มมีการตั้งถิ่นฐานความเป็นชุมชน ประมาณช่วง ร.5 ภายหลังการเลิกทาส  ผู้คนเริ่มกระจายตัวออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่  ผู้คนวังยางที่นี่ จึงประกอบด้วยผู้คนจากหลายชาติพันธ์ซึ่งประกอบด้วยชาติพันธ์ลาว(จากอุบล) ลาวตั้งเดิมทั้งจากธาตุพนมและเมืองลาว)  ผู้ไท(จากเรณูนคร) ญ้อ(จากสกลนครและท่าอุเทน)อำเภอวังยางเป็นอำเภอเล็กๆมีแค่ 4 ตำบลเดิมเป็นตำบลวังยางในอำเภอนาแก  ต่อมาจึงได้แยกเป็นอำเภอวังยางในภายหลัง

ระหว่างการพูดคุยผมเห็นคนที่นี่ใช้ภาษาพูดคุยกันทั้งสี่ภาษาเลยทีเดียว(ภาษาไทยกลาง ลาว ญ้อและผู้ไท)สามารถคุยกันได้อย่างกลมกลืนและคุยกันรู้เรื่องด้วย ชั่งเป็นความงดงาม  เป็นความหลากหลายทางชีวภาพเสียเหลือเกิน

เนื่องจากวังยางอยู่ติดกับตำบลโคกหินแห่ อำเภอเรณูนครและมีการทำงานเชื่อมโยงหนุนเสริมซึ่งกันและกันในการถอดบทเรียนครั้งนี้จึงมีผู้นำขบวนชุมชนและผู้นำขบวนเยาวชนจากบ้านนาบัวเรณูนคร มาร่วมเวทีในครั้งนี้ด้วย

ตำนาน 7 สิงหาตำนานวันเสียงปืนแตก ตำนานการลุกขึ้นสู้ของประชาชน

ผมได้พูดคุยกับเยาวชนจากบ้านนาบัว ตำบลโคกหินแห่ แห่งอำเภอเรณูนคร  ลูกหลานของสหายเสถียร จิตมาตย์ เยาวชนลูกหลานของสหายเสถียร จิตมาตย์บอกเล่าตำนาน7 สิงหาตำนานวันเสียงปืนแตก ตำนานการลุกขึ้นสู้ของประชาชนกับผมว่า

ปี2500  มีการให้การศึกษาเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองของอินโดจีน(โดยเฉพาะลาวและเวียดนาม)กับชาวบ้านที่บ้านหนองกุง ติดบ้านนาบัว บ้านหนองกุง เป็นหมู่บ้านชายขอบ(เป็นหมู่บ้านคนผู้ไท)ติดกับจังหวัดสกลนคร ห่างจากตัวจังหวัดนครพนมเกือบ100 ก.ม.  ท้าวภูมี เป็นคนลาวพรรคปฏิวัติประชาชนลาว  มาเป็นผู้ให้การศึกษา ต่อมาชาวบ้านในหมู่บ้านนาบัว บ้านหนองกุงได้มีการจัดส่งเยาวชนไปช่วยงานของพรรคปฏิวัติประชาชนลาว (เป็นดั่งเครือญาติ เป็นพี่น้องกัน) มีเยาวชน(ตอนนั้น)ลุงชม(ยังมีชีวิต) สหายจ่อย สหายเสถียร ไปร่วมด้วย ต่อมาคนเหล่านี้กลับมาเคลื่อนไหวในหมู่บ้านต่อ ด้วยเห็นว่าปัญหาในประเทศไทยก็เหมือนปัญหาในประเทศลาว ประชาชนทั้งสองประเทศเป็นพี่น้องเป็นเครือญาติกันจึงต้องร่วมมือกันลุกขึ้นจับปืนสู้กับกับอำนาจรัฐที่ไม่มีความเป็นธรรม(ในยุคนั้น) ในวันที่ 20 สค. 04 จนท.ทราบข่าวการเคลื่อนไหวจึงมาล้อมปราบ ลุงชมและสหายหลบหนีไปได้  ต่อมาจึงได้กลับมาเคลื่อนไหวต่อ และอำนาจรัฐก็รุนแรงมากขึ้น    มีการประหารชีวิตครูครอง จันดาวงค์ นักการเมืองขวัญใจประชาชน(จ.สกลนคร)ในช่วงนั้น

คืนวันที่ 7 สิงหา ปี 08  คืนนั้นฝนตกหนัก สหายเสถียร มีการเคลื่อนไหวกับชาวบ้านที่บ้านนาบัว(ต.เรณูนครตอนนั้น)จนท.รู้ข่าวการเคลื่อนไหว จึงได้มาล้อมปราบ สหายเสถียร คิดว่าเป็นพี่น้องจากหมู่บ้าน มาส่งข้าวตามปกติจึงได้ออกจากที่ซ่อนมารับ แล้วเกิดการปะทะกัน สหายเสถียรเจอแล้ว บอกให้เพื่อนสหายถอย สหายเสถียรเป็นคนแม่นปืน ได้ต่อสู้โดยได้ยิงจนท.รัฐตายไปสามคนและต่อมาสหายเสถียรก็ถูกยิงที่ขาคลานไปใจยังไม่ขาด  แล้วจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมาพร้อมเอกสารลับให้ฝังนอนทับไปในโคลนตม

เสียงปืนแตก 7 สิงหา  08  ที่บ้านนาบัว ต.เรณูนครในระยะแรกนั้นที่จริงยังไม่เกี่ยวกับพรรคCPTเลย เยาวชนจากบ้านนาบัว แห่งอำเภอเรณูนคร  ลูกหลานของสหายเสถียร จิตมาตย์ให้ข้อมูลกับผมไว้อย่างนั้น ต่อมาพรรคCPTโดยอุดม ศรีสุวรรณ (พ.เมืองชมพู_เป็นคนแต่งเพลงบังทรายสดุดี แต่งได้เพราะมาก)จึงได้มาเคลื่อนไหวเชื่อมความสัมพันธ์กับคนที่นี่ และพรรคได้ประกาศรับรองการต่อสู้ของสหายแห่งบ้านนาบัวและประกาศให้วันที่ 7 สิงหา  08 เป็นวันเสียงปืนแตกในภายหลัง  ต่อมารัฐบาลก็เร่งปราบปราบอย่างหนัก ชาวบ้านถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกตั้งข้อกล่าวหา  ถูกทุบตีทรมาน ถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ชาวบ้านแห่งบ้านนาบัวและวังยาง ทุกหมู่บ้านจึงได้พร้อมใจกันเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคCPTในเขตป่าโดย....

เราอดทนถึงที่สุดก็สุดทน

จึงเปลี่ยนหนทางสู้ขึ้นภูพาน

อ้อมอกภูพานคือชีวิตใหม่

คือมหาวิทยาลัยคนกล้าหาญ

จะโค่นล้มไล่เฉดเผด็จการ  ....

(จากลานโพธิ์ถึงภูพานประพันธ์โดยวัฒน์ วรรลยางกูร)

และในพค. ปี 2509  จิตร ภูมิศักดิ์ ก็เสียชีวิตที่บ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิ สกลนครในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันนัก

คือผู้ถูกพัฒนาและผู้รอคำสั่งจากภาครัฐ

เยาวชนคนผู้ไท จากบ้านนาบัว แห่งอำเภอเรณูนคร  ลูกหลานของสหายเสถียร จิตมาตย์ บอกเล่าตำนานกับผมต่อว่า

ปี2523-24สถานการณ์สากลเปลี่ยน อำนาจรัฐก็เปลี่ยนท่าทีเปลี่ยนเงื่อนไข การการปราบด้วยกำลังสู่การสมานฉันท์ โดยนโยบาย 66/2523 ผู้นำผู้อาวุโสของเราพร้อมสหายร่วมอุดมการณ์จึงได้เข้าร่วมเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย    ซึ่งนับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว 

เป็น30ปีที่เราน่าจะได้ทบทวนว่ามีอะไรดีขึ้นกับเราบ้างในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย  แน่นอนเราได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำงานพัฒนาของภาครัฐ จนท.รัฐมาสอนการจัดตั้งกลุ่ม สอนทำขนม ทำดอกไม้ สอนตัดเย็บเสื้อผ้า สอนอาชีพทำผมเสริมสวย  หลายคนมีการปรับปรุงฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นมาบ้าง มีถนนหนทาง ไฟฟ้า สาธารณูปโภค มีการสาธารณสุขที่ดีขึ้น  ลูกหลานมีการศึกษาที่ดีขึ้นแต่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่  มีคาราโอเกาะ ร้านอาหาร........

แต่เราก็ไม่ได้พอใจกับสิ่งเหล่านี้ที่รัฐหยิบยื่นให้  เราไม่พอใจในสิทธิ ในอำนาจที่เรามีเราได้รับ อำนาจทั้งหลายขึ้นกับโครงสร้างอำนาจรัฐทั้งหมด เราทำอะไรก็ได้ไม่เต็มที่  ผู้นำจะทำอะไรก็ต้องรอคำสั่งจากนาย การเมืองก็มีคนรับไปทำแทน  เราทำอะไรไม่ได้เศรษฐกิจ ยังไม่ได้ดีขึ้น   ที่ดินที่ทำกิน รัฐทำให้แล้วมาเนิ่นนานจนถึงวันนี้เราก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ทำกิน

เราจึงได้เริ่มมาคิดถึงบทเรียน เราจึงได้คิดฟื้นตำนานของเรา เรียกความเชื่อมั่นในตัวตน เราเชื่อมั่นในคำพูดคำจาของผู้อาวุโส  เราเรียกความสำคัญกับพี่น้องเราคืนมา  ซึ่งกิจกรรมหนึ่งที่เป็นสัญญลักษณ์คือการจัดงานรำลึก 7สิงหา วันเสียงปืนแตก ปรากฏการณ์นี้เริ่ม ปี 45 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 48 เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นและได้รับการยอมรับจากฝ่ายต่างๆมากขึ้นด้วยมีนักวิชาการคือ อ.ธันวา ใจเที่ยง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์มาร่วมศึกษาถอดบทเรียนถอนประสบการณ์พวกเราอย่างเป็นกระบวนการ

 เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่แท้จริงและมีศักดิ์ศรี

ลุงนง  เพชรดีคาย หรือสหายสมิงแห่งเขตงานราชบุรี(เขตงาน333) บอกกับผมว่าสัญญลักษณ์การต่อสู้ของประชาชนคืองานรำลึก7 สิงหาที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 45 แต่ได้รับการยอมรับจากภาครัฐมากขึ้นเมื่อปี 2551ที่พรบ.สภาองค์กรชุมชนมีผลบังคับใช้ ต่อเนื่องถึงปี 2552 ซึ่งในแถวอำเภอวังยางนี้ ได้มีการจดแจ้งการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลตามกฎหมายกันในทุกตำบลแล้ว เช่นเดียวกับที่ตำบลโคกหินแห่ด้วย โดยในปี2552 สภาองค์กรชุมชนตำบลโคกหินแห่ ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานรำลึก7 สิงหาด้วย   ซึ่งเป็นการจัดงานที่ชุมชนเป็นเจ้าของงาน จึงเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนอย่างเต็มเปี่ยม

สืบเนื่องด้วยการมี พรบ.สภาองค์กรชุมชน ปี 51ที่รับรองสิทธิ์ความเป็นพลเมืองที่จะลุกขึ้นมาดูแลฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของชุมชน การมีสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชน และมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิชุมชน สิ่งที่พวกเราลุกขึ้นมาจัดการตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดในตอนนี้คือการจัดทำข้อมูลเรื่องที่ดินที่ทำกินของชุมชน  ที่ขบวนชุมชนมีการจัดทำข้อมูลลงในพิกัดจีพีเอส  และเริ่มมีการจัดสวัสดิการของชุมชนด้วยกันเองครบทั้ง 4 ตำบลในเขตอำเภอวังยางแล้ว

จากตำนานวันเสียงปืนแตก 7 สิงหา  จากตำนานการสร้างวีรกรรม จิตวิญญาณการต่อสู้ สู่การสืบสานต่ออุดมการณ์ มาถึงวันนี้ ไฟยังไม่มอด ไม่ใช่เราแพ้ หากแต่เราเปลี่ยนแปลงวิธีการต่อสู้ เราต้องการที่จะเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รอการพัฒนาจากภาครัฐอีกต่อไป หากแต่เราอยากจะทำงานร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี ว่าเราก็มีดี ว่าเราก็มีภูมิปัญญา  ว่าเราก็มีประสบการณ์ของเรา

จากที่เราเคยร้องขอด้วยคำอ้อนวอน ด้วยมือเปล่าในยุคแรก  จากที่เราเคยจับปืนต่อสู้กับอำนาจรัฐด้วยตัวของเราเองรัฐมีปืนเราก็มีปืนในยุคที่สอง  จากเคยเป็นผู้คนที่เรียบร้อย รอนายสั่งนายบอก รอการช่วยเหลือจากรัฐหรือผู้รอความช่วยเหลือของชาติไทยในยุคที่สาม   มาสู่ยุคที่สี่เป็นยุคของการต่อสู้ใหม่ด้วยข้อมูลด้วยภูมิปัญญาของภาคประชาชน  เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยอย่างมีศักดิ์ศรี  ไม่ใช่ผู้รอการพัฒนาจากภาครัฐเหมือนที่ผ่านมา เรามีสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกเชื่อมโยงประเด็นงานพัฒนาที่มีความชอบธรรมตามกฎหมาย  ที่เราได้เริ่มมาแล้วทั้งเรื่องที่ดินที่ทำกิน สวัสดิการและการฟื้นความเป็นตัวตนทางภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นของเรา  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกวันนี้ในชุมชนของเราอยู่อีกมากมาย  ที่ยังไม่เชื่อเต็มที่กับแนวทางนี้ คนส่วนใหญ่ยังคงรอความหวัง รอการถูกพัฒนาและรอการช่วยเหลือจากภาครัฐเหมือนที่ผ่านมา ทั้งที่สามสิบปีมาแล้วยังไม่มีอะไรดีขึ้นแต่ก็ยังรอ

ลุงนง  เพชรดีคาย หรือสหายสมิงบอกกับผมในตอนท้าย

สายลมเปลี่ยนทิศแต่ดวงจิตไม่เคยเปลี่ยนเลย

กำนันพงษ์พิทักษ์ สีชา กำนันตำบลวังยางบอกกับผมไว้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาแล้วคนวังยางเป็นคนพูดจริง ทำจริง เป็นคนซื่อคนตรง  พร้อมใจกันคิดพร้อมใจกันทำ ขอแต่เพียงได้ปรึกษาหารือกันขอได้คิดอ่านร่วมกันแล้วคนวังยางถึงไหนถึงกัน ตอนจับปืนสู้กับอำนาจรัฐเราก็ร่วมมือกันร่วมใจกันทั้งหมด พอมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเราก็ให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างเต็มที่รัฐสั่งอะไรเราก็ทำตาม หากแต่ตอนนี้เราอยากเป็นตัวของเราเองเราอยากร่วมมือร่วมแรงใจกันในหมู่พี่น้อง แนวทางของพรบ.สภาองค์กรชุมชนที่เปิดโอกาสให้ชุมชนและท้องถิ่นได้ร่วมกันเป็นเจ้าของงานพัฒนาท้องถิ่นตำบลของตัวเองโดยสภาองค์กรชุมชนร่วมกับ อบต. บนฐานปัญหาความต้องการของคนวังยางเอง พวกเขาจึงพร้อมใจกันเอาด้วยอย่างเต็มที่

สำหรับแนวทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของสภาองค์กรชุมชนตำบลวังยางเท่าที่มีการปรึกษาหารือกันในเบื้องต้นผมพอจะสรุปได้ดังนี้

  1. การแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกิน
  2. การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นให้มีบทบาทช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกันในชุมชน
  3. การฟื้นความเป็นตัวตนทางภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น โดยการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ระดับอำเภอเชื่อมโยงศูนย์เรียนรู้ระดับหมู่บ้านหลากหลายกิจกรรม
  4. การฟื้นฟูอาชีพ วิถีการผลิตบนฐานการพึ่งพาตนเองให้ได้ ซึ่งรวมทั้งการจัดการแหล่งน้ำ  การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
  5. สนับสนุนการขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมืองให้มีความเข็มแข็ง
  6. การเสริมสร้างสุขภาวะชุมชน การสร้างความสุขร่วมกันของคนในชุมชน
  7. การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศชุมชน
  8. การสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อสืบสานงานพัฒนาของเยาวชน
  9. การเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มสตรีแต่ละหมู่บ้าน

เงื่อนไขการจัดการงานพัฒนา....เราทำกันอย่างไรในวันข้างหน้า

  • พัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนให้กระจายตามหมู่บ้านเป็นฐานการเรียนรู้ในภูมิปัญญาและประเด็นงานพัฒนาต่างๆ
  • การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนงานพัฒนาทั้งขบวนโดยการมีส่วนร่วมทั้งจากท้องถิ่น ท้องที่ ขบวนชุมชนและภาคีการพัฒนา  ให้เป็นการยกระดับจากงานเดิมที่เป็นประเด็นย่อยๆ
  • จัดระบบข้อมูลสารสนเทศสนับสนุนการวิเคราะห์พื้นที่และสร้างการเรียนรู้ร่วมกันแบบมีส่วนร่วม
  • คิดค้นหน่วยศิลปวัฒนธรรมของชุมชนให้มีบทบาทสำคัญเหมือนในตำนานที่ผ่านมา
  • สร้างคน  คนที่ชอบจิตอาสา มิใช่แค่คนมีปัญหาแล้วมาทำงานด้วยกันเท่านั้นจะต้องสร้างคนที่มีอุดมการณ์
  • การจัดการเรียนรู้ เวทีเรียนรู้ของชุมชน
  1. ทำให้ชาวบ้านตระหนักรู้ในตัวเองมากขึ้น
  2. สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง
  3. มีวิธีให้ชาวบ้านเรียนรู้ได้ตัวเอง
  4. ใช้ปัญหาสร้างปัญญา ใช้การมีความส่วนร่วมเป็นการสร้างปัญญาร่วม
  5. ขยายแนวร่วมเครือข่ายขบวนชุมชนท้องถิ่นและภาคีการพัฒนา

7 สิงหาคม 08 ตำนานวันเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว กับอุดมการณ์ของพวกเขาที่เป็นแค่ชาวบ้าน....เป็นชาวไร่ชาวนา  คนธรรมดาๆของเรานี่เองแต่พวกเขากลับมีความคิดความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ที่เหลือเชื่อและเรื่องราวของพวกเขาก็ถูกบอกกล่าวเล่าขานสืบสานเป็นตำนานถึงลูกหลาน

กับความใฝ่ฝันที่งดงาม ฝันที่จะสร้างสรรค์สังคมแห่งความเป็นธรรม  สังคมที่ให้เกียรติให้สิทธิ์ให้การยอมรับในคุณค่าของคนอย่างเสมอภาพกันแม้จะเป็นชนชาติส่วนน้อย สังคมที่คนจนชาวไร่ชาวนามีสิทธิ์มีเสียงในแผ่นดิน มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ทำกิน สังคมแห่งเสรีภาพ สังคมแห่งภารดรภาพที่มีความเป็นมิตรไมตรีมีความเป็นพี่เป็นน้องเกื้อกูลกันและเป็นสังคมแห่งสันติสุข อยู่ร่วมกันในประเทศชาติที่ไม่ตกเป็นทาสเป็นเมืองขึ้นของคนอื่นเขา ในประเทศที่ผู้มีอำนาจไม่ปล่อยให้อำนาจทุนและอำนาจเถื่อนมาครองเมือง

ถึงตอนอำลาเวทีถอดบทเรียนด้วยเสียงเพลงแห่งภูพาน(พรรคคือโคมทอง)....บทเพลงบทนี้ยังดังก้องในใจผม

ลมหนาวผ่านสั่นสะท้านเหนือทิวยอดไม้

ฝนลาลับไปห้วยสายธารน้ำแห้งเหือดเหย

สายลมเปลี่ยนทิศแต่ดวงจิตไม่เคยเปลี่ยนเลย

ยืนหยัดมั่นคงเช่นเคย ไม่เปลี่ยนทางเหมือนดั่งดาวเหนือ.....

.....มอบกาย(และใจ)ของเรานั้นเพื่ออุดมการณ์ถึงวันสุดท้าย