จากข้อห่วงใยและข้อเสนอะแนะ (Concluding Observations) ในสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีต่อประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.2548 ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้ส่งรายงานประเทศฉบับที่ 1 และคณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปรายงานด้วยวาจาแล้ว พบว่ามีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ยังเป็นข้อห่วงกังวลของประชาคมโลกอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ (1) สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้กติกาฯ (2) สถานการณ์ของคนชายขอบที่เข้าไม่ถึงสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และ (3) สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่
จาก 3 สถานการณ์หลักที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นประเด็นหลักที่ประเทศไทยต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อบรรลุการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็น “ผู้ทรงสิทธิ (Right-holders)” ภายใต้กติกาฯ โดยไม่แบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติด้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียด ดังต่อไปนี้
สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้กติกา ICCPR
การรายงานถึงสถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้กติกา ICCPR เป็นการใช้สิทธิภายใต้กติกาฯ เป็นวัตถุแห่งการศึกษา (Rights-based approach) ในการสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติตามบทบัญญัติภายใต้กติกาฯ ที่มุ่งคุ้มครองประชาชนทุกคน
ดังนั้น ในสถานการณ์ปกติ ประเทศไทยได้ยึดมั่นในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพภายใต้กติกา ICCPR สังเกตได้จากการมีกฎหมายภายใน นับตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญจนกระทั่งกฎหมายลูกในระดับพระราชบัญญัติ รวมไปถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้เป็นอย่างมาก จนอาจจะถือได้ว่าประเทศไทยมีมาตรการที่ดีและก้าวหน้าในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้กติกา ICCPR แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สิทธิในชีวิต (ข้อ 6) การห้ามการปฏิบัติหรือการลงโทษที่ทรมาน โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม (ข้อ 7) สิทธิในอิสรภาพและความปลอดภัยของบุคคล (ข้อ 9) การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อ 10) สิทธิในอิสรภาพในการโยกย้ายและเลือกถิ่นที่อยู่ (ข้อ 12) สิทธิในการได้รับพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและสิทธิของผู้ต้องหา (ข้อ 14) การห้ามแทรกแซงความเป็นส่วนตัว (ข้อ 17) สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา (ข้อ 18) สิทธิในเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็น (ข้อ 19) สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ (ข้อ 21) สิทธิในเสรีภาพทางการรวมตัวกันเป็นสมาคม (ข้อ 22) และสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารรัฐกิจ การเลือกตั้ง และการเข้าถึงการบริการสาธารณะ (ข้อ 25)
อย่างไรก็ตาม การไม่บรรลุถึงเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้กฎหมายภายในที่สอดคล้องกับกติกา ICCPR ก็ยังเกิดขึ้นได้ในระดับปฏิบัติ ซึ่งสถานการณ์ที่ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติให้ความสนใจจากข้อห่วงใยและข้อเสนอแนะ และประเทศไทยต้องชี้แจงเพิ่มเติมในการรายงานประเทศฉบับที่ 2 ก็คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การปรับปรุงกฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อสตรีในสาเหตุของการหย่า ความรุนแรงในครอบครัว การยกเลิกโทษประหารชีวิต มาตรการในการป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้ทำงานด้านสื่อ การค้ามนุษย์และมาตรการในการดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด และการต่อต้านแรงงานเด็กและการเข้าถึงบริการทางสังคมของแรงงานเด็ก
สถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของคนชายขอบ
การรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของคนชายขอบในประเทศไทย เป็นการตัวบุคคล คือ คนชายขอบ (Marginalized People) เป็นวัตถุแห่งการศึกษา (People-based approach) ในการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของผู้ทรงสิทธิกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะตกเป็นคนชายขอบเพราะเข้าไม่ถึงสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และคนชายขอบในบริบทของกติกาฉบับนี้มักจะเป็น “คนไร้รัฐไร้สัญชาติ”
โดยเจตนารมณ์ของกติกา ICCPR มีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนรัฐภาคี แต่ในความเป็นจริงในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คนหนึ่งคนสามารถถูกทำให้ตกเป็นคนชายขอบและไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิภายใต้กติกาฯ จากประเทศไทยได้ หากบุคคลเหล่านั้นไม่ได้รับการรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมาย (ข้อ 16) กล่าวคือ ไม่ได้รับการบันทึกตัวตนในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยในโลก หรือหากบุคคลดังกล่าวไม่มีสัญชาติของรัฐใดเลยในโลก (ข้อ 24 (3)) คนเหล่านี้ถูกรียกในทางวิชาการไทยว่า “คนไร้รัฐไร้สัญชาติ (Stateless Persons)” ดังนั้น หากคนเหล่านี้มีถิ่นที่อยู่ที่แท้จริงอยู่ในประเทศไทย ก็ย่อมเป็นภาระหน้าที่ของประเทศไทยที่จะต้องให้การรับรองตัวบุคคลให้แก่คนไร้รัฐเหล่านี้ในฐานะรัฐเจ้าของภูมิลำเนา (State of Domicile) ตามข้อ 16 แห่งกติกาฯ เพื่อให้พวกเขาได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายในฐานะราษฎรประเภทหนึ่งของประเทศไทย ส่วนสิทธิในสัญชาติตามข้อ 24 (3) นั้นไม่ได้หมายความถึงสิทธิในสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียว แต่หมายความรวมถึงสิทธิในสัญชาติอื่นด้วยหากบุคคลเหล่านี้มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศอื่น ซึ่งการดำเนินการตามข้อ 24 (3) นี้เป็นหน้าที่ร่วมกันระหว่างประเทศเจ้าของภูมิลำเนาของคนไร้สัญชาติและประเทศต้นทาง ดังเช่น การที่ประเทศไทยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวที่มาจากประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา เป็นต้น
ดั้งนั้น เมื่อบุคคลได้รับความคุ้มครองสิทธิในการได้รับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมาย (ข้อ 16) สิทธิในสัญชาติ (ข้อ 24 (3)) กล่าวคือ ได้รับการบันทึกตัวบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยหรือรัฐอื่นๆ และ มีสัญชาติของรัฐไทยหรือรัฐอื่นๆ แล้ว การที่บุคคลจะตกเป็นคนชายขอบทางสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และการเข้าถึงสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ภายใต้กติกา ICCPR ก็จะอยู่ในระดับเดียวกับประชาชนทั่วไปในสถานการณ์ปกติ นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติภายใต้กติกา ICCPR บางข้อนอกเหนือจาก ข้อ 16 และ ข้อ 24 (3) ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของคนชายขอบในประเทศไทยโดยตรง ได้แก่ การห้ามบังคับบุคคลให้อยู่ในสภาวะเยี่ยงทาส (ข้อ 8) การห้ามขับไล่คนต่างด้าวออกจากรัฐตามอำเภอใจ (ข้อ 13) การห้ามลงโทษทางอาญาย้อนหลัง (ข้อ 15) สิทธิในวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย (ข้อ 27)
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของคนชายขอบในประเทศไทยอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายอีกเช่นกัน ซึ่งสาเหตุสำคัญมักจะมาจาก (1) ความไม่รู้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ (2) ความไม่มั่นใจในการปฏิบัติตามกฎหมายหากไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในสายงาน และ (3) ทัศนคติด้านลบต่อคนชายขอบ และมีสถานการณ์ของคนชายขอบที่อยู่ในความสนใจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ดังต่อไปนี้ คือ กรณีการส่งม้งเพชรบูรณ์กลับประเทศลาว แรงงานเด็กที่มักเป็นเด็กไร้รัฐ มาตรการในการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐและการจดทะเบียนการเกิด สิทธิของแรงงานอพยพ และสิทธิของบุคคลบนพื้นที่สูง เช่น สิทธิในที่ดิน และเสรีภาพในการเคลื่อย้าย เป็นต้น
สถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในประเด็นสุดท้ายเป็นการรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้พื้นที่เป็นวัตถุแห่งการศึกษา (Area-based approach) เพื่อชี้แจงให้เห็นว่าในสถานการณ์ที่ไม่ปกติของประเทศไทยดังเช่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ความพยายามในการสร้างสมดุลย์ระหว่างการปกป้องความมั่นคงของชาติ (National Security) กับ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Human Rights) มีความละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้น
ในสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อการควบคุมสถานการณ์ที่ประชาชนบางกลุ่มอาจจะสร้างความรุนแรงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนอีกส่วนในพื้นที่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น “การควบคุมเพื่อคุ้มครอง” ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนในมาตรการที่ใช้เพื่อให้การควบคุมนั้นไม่เกินความจำเป็นจนเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน และต้องให้การควบคุมนั้นไม่น้อยจนเกินไปจนกระทั่งไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากการละเมิดของบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีในพื้นที่ได้ ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นนี้มีสิทธิภายใต้กติกา ICCPR ที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือ การเลี่ยงพันธกรณีและสิทธิที่ไม่สามารถถูกจำกัดแม้ในสภาวะฉุกเฉินสาธารณะ (ข้อ 4) การห้ามการปฏิบัติหรือการลงโทษที่ทรมาน โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม (ข้อ 7) สิทธิในอิสรภาพและความปลอดภัยของบุคคล (ข้อ 9) การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อ 10) สิทธิในการได้รับพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและสิทธิของผู้ต้องหา (ข้อ 14)
การไม่บรรลุถึงการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยิ่งทำให้สถานการณ์ความไม่สงบทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความไม่สมดุลย์ระหว่างการปกป้องความมั่นคงของชาติกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ และบางครั้งยังเกิดจากทัศนคติด้านลบของเจ้าหน้าที่ต่อประชาชนบางกลุ่มอีกด้วย นอกจากนี้สถานการณ์เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ในความห่วงใยของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คือ การสอบสวนและการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนระหว่างการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่น เหตุการณ์ตากใบและเหตุการณ์กรือเซะ เป็นต้น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามบทบัญญัติข้อ 4 แห่งกติกา ICCPR การใช้ความกำลังเกินกว่าเหตุของผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างการควบคุมตัว สิทธิของผู้ถูกคุมขัง มาตรการในการคุ้มครองผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและผู้นำชุมชน และสงครามยาเสพย์ติด
อ่านแล้ว เห็นภาพรวมของรายงานค่ะ
เห็นคนศึกษาและเรื่องที่ศึกษา ในลักษณะที่ถูกจัดระบบเป็น ๓ ส่วน กล่าวคือ (๑) ทั่วไป (๒) บุคคลศึกษา และ (๓) พื้นที่ศึกษา
และเห็นความพยายามที่จะประเมินผลการกระทำของรัฐไทยค่ะ
แต่ภาษาไทยแบบที่ใช้ มันดูเป็นฝรั่งนะ อ่านยาก