คนเรามีโรคเรื้อรัง หากสะสมความคิดที่กังวลถึงโรคและผลกระทบของโรค...ก็จะเกิดทุกขภาวะจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ
หลักการจัดการตนเอง สะท้อนให้เราใช้เวลาทบทวนความคิดของตนเองว่า กำลังเกิดทุกขภาวะและสุขภาวะอย่างไรในปัจจุบัน และย้อนจัดลำดับวามคิดความเข้าใจว่า สภาวะใดที่ต้องการแก้ไข และจะแก้ไขด้วยหนทางใด
ความคาดหวังก็เป็นต้นเหตุของความทุกข์ หากไม่รู้จักปล่อบวางถึงผลกระทบของโรคภัยหรือปัญหาต่างๆ ต่อการดำเนินชีวิต
ค่อยๆ ทบทวนความคิดในแต่ละประเด็นหรือปัญหา...หากรู้จักคิดทีละขั้นตอน ทีละช่วงเวลา ทีละสถานการณ์ และทีละความรู้สึกในปัจเจกบุคคลที่มีพื้นฐานของการแสดงพฤตินิสัยและเจตจำนงค์แตกต่างกัน
บางครั้งเราไม่สามารถเข้าถึง "ใจ" ของตนเอง และ "ใจ" ของผู้อื่นที่เราต้องทำการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตสังคมเสมอไป แต่ด้วยการสะท้อนความรู้สึกและเป็นต้นแบบ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ในกาพัฒนาความสามารถของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตและการสร้างคุณภาพแห่งการดำเนินชีวิตที่ไร้ความคาดหวัง แต่มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่มีคุณค่ามากที่สุด
ลองอ่านเพิ่มเติมถึงการนำแนวคิดการจัดการสุขภาพจิตของตนเองตามธรรมชาติแห่งการดำเนินชีวิตที่ http://www.rethink.org/living_with_mental_illness/recovery_and_self_management/index.html
อย่างไรก็ตาม ท่านผู้สนใจทุกท่านต้องค้นคว้าและสร้างปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ในเชิงการวิจัยและพัฒนาในหลายๆระดับ มากกว่า การใช้ความรู้สึกเข้าข้างตนเองโดยไม่มีกระบวนการประเมินผลโปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ป่วยในเมืองหลวง ผู้ป่วยต่างจังหวัด ผู้ป่วยที่ไม่มี social support ผู้ป่วยที่มีฐานะ-การศึกษา-ปัจจัยสะสมอาการหลังโรคเรื้อรัง-อายุที่แตกต่างกัน
อ.ท่านหนึ่ง เคยกล่าว ว่า
"ความคิด ถ้า ฟุ้งซ่าน ก็เหมือน น้ำที่ล้นเขื่อนไปท่วม ไร่ นา ไม่มีประโยชน์ เกิดความเสียหาย
แต่
ความคิด ที่มีระบบ มีการจัดการที่ดี ก็เหมือนน้ำในเขื่อน ที่จะนำไปผลิตกระสไฟฟ้า กักน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง เกิดประโยชน์ต่อทุกชีวิต"
ชอบบันทึกนะค่ะ อ่านแล้วคิดถึงที่อ.พูด เลยเอามาแบ่งปัน ค่ะ อ.
ขอบคุณ อ. ค่ะ
ขอบคุณมากครับคุณ hanako