“ร้อยดวงใจ ปันรักให้น้อง”

ตอน ๑

 

           กิจกรรมจิตอาสา  ต้องบอกว่าเมื่อก่อนครั้งฉันยังเยาว์วัย  ฉันก็ไม่รู้หรอกนะคะว่า  เอ!!!!  ไอ้ที่เขาเรียกกันว่า “จิตอาสา” จริงๆแล้วนี่คืออะไร ตอนนั้นฉันรู้แต่เพียงว่า ฉันอยากช่วยอยากแบ่งปัน อยากทำสิ่งดีๆให้คนที่ด้อยกว่า ฉันรู้สึกแต่เพียงว่าทำแล้ว “ฉันมีความสุข” ที่ได้เห็นรอยยิ้ม เห็นความหวัง ได้ยินเสียงหัวเราะ ได้ทำให้ใครสักคนหนึ่งรู้สึกดี มีกำลังใจ และมีความสุขอย่างที่ฉันมี อย่างที่ฉันรู้สึก อย่างที่ฉันเป็น  

        “ร้อยดวงใจ ปันรักให้น้อง” เป็นกิจกรรมที่ฉันคิดว่าจะทำให้ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว  สิ่งที่ฉันคาดหวัง  คือ  สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่ฉันรัก รุ่นแล้วรุ่นเล่า  ฉันจำได้ว่าเมื่อครั้งฉันทำงานเป็นครูครั้งแรก เมื่อวันที่เรียนจบจนได้กระดาษมาแผ่นหนึ่ง อาชีพครูของฉัน  คือ  ตำแหน่ง “ครูอัตราจ้าง” ฉันเป็นครูอัตราจ้างอยู่ปีครึ่ง  ปีแรกที่ก้าวเข้ามาสู่วิชาชีพนี้  ฉันตระหนักและสำนึกอยู่เสมอว่า“ฉันคือครู” และ “ฉันต้องเป็นครูที่ดี  อย่างที่ครูคนหนึ่งควรจะเป็น”  ฉันไม่เคยคิดว่า คำว่า “ครูอัตราจ้าง”   จะมาลดทอนบทบาทหน้าที่ความเป็นครูของฉันลงไปได้  ฉันจึงได้เริ่มลงมือทำในสิ่งที่ฉันเป็นและเป็นสิ่งที่ฉันรัก ที่จะทำ  และทำอย่างมีความสุข  ตั้งแต่วันแรกที่ฉันได้เรียกตัวเองว่า “ครู” กับนักเรียนที่รักของฉัน  ณ  โรงเรียนขนาดใหญ่   ในตัวจังหวัดขอนแก่น

           เมื่อหลับตานึกถึงภาพวันนั้น  วันแรกที่เข้าห้องเรียน  ฉันได้นำบัตรภาพ  เป็นภาพของเด็กชาวเขาบนดอย  ที่กินอยู่อย่างลำบาก  เสื้อผ้าที่เก่า ขาดวิ่นบ้าง  บ้านที่เป็นกระท่อมไม้ไผ่   ตามลักษณะของแต่ละชนเผ่า   บางที่ไม่มีห้องน้ำ  ไม่มีไฟฟ้า      ไม่มีน้ำประปา  อย่างมากก็มีประปาภูเขา  ดีขึ้นมาหน่อยก็มีเซลสุริยะใช้พลังงานแสงงอาทิตย์  ภาพโรงเรียนไม้เก่าๆ ครูหนึ่งคน  กับนักเรียนหลายๆคน แล้วสอนพร้อมๆกัน  ภาพโครงการอาหารกลางวันที่ดูแล้วเหมือนจะดี  แต่ก็ดีกว่าไม่มีกิน  ฉันว่ามันคือผัดผักกับวิญญาณหมูชัดๆ  ฉันพยายามอย่างมากที่จะฝึกให้นักเรียนคิดตาม  กับสิ่งที่ฉันได้ไปเรียนรู้มาด้วยตนเอง  จากสิ่งที่ฉันได้รับรู้และสัมผัส   ถึงโอกาสที่เค้าได้รับกับนักเรียนของฉันกับห้องเรียนขนาดใหญ่  บรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้  มีบ้านดีๆอยู่  มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์  มีโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้าน  ดูๆแล้วสภาพแวดล้อมของสังคมเมืองกับสังคมชนบท โดยเฉพาะบนดอยสูง ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

             ฉันจึงเริ่มตั้งคำถามกับนักเรียนว่า  “เห็นแล้วคิด หรือรู้สึกอย่างไรบ้าง แล้วนักเรียนจะช่วยสังคม ในความสามารถและศักยภาพที่นักเรียนมีอย่างไรบ้าง” สถานสงเคราะห์เด็กบ้านแคนทอง เป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้โรงเรียนเดิมของฉันมาก และฉันคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่นักเรียนมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น จึงเริ่มชวนนักเรียนมาเล่นกับน้องๆ มาช่วยแม่บ้านป้อนข้าว ในวันหยุด สิ่งที่ได้นักเรียนเริ่มมองเห็นความสำคัญ  และการให้โอกาส การแบ่งปัน         สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่เรียกว่า น้ำใจ  แก่คนที่ด้อยว่าตน  เห็นคุณค่าของตนเองว่าเราก็ทำประโยชน์ให้คนอื่นได้นะ  นักเรียนรู้สึกดีๆกับตนเองที่ได้เป็นผู้ให้บ้าง  และเห็นคุณค่าของคนอื่นว่าเขาก็คือส่วนหนึ่งของสังคม  ที่ไม่ควรถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง.....

จากบ้านหลังเก่า.........ก้าวเข้าสู่บ้านหลังใหม่...

เข้าสู่ปีที่สองของการเป็น “ครู”