ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้สำคัญในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นต้นไม้ที่ประทับและตรัสรู้สัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า ดังปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาว่าต้นโพธิ์เปรียบได้กับพุทธอุเทสิเจดีย์[1] อย่างหนึ่ง ทำให้พันธ์ต้นโพธิ์กลายเป็นพันธ์ไม้ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวพุทธเสมอมานับแต่สมัยพุทธกาล ต้นโพธิ์ในพระพุทธประวัติสองต้นคือ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ และ ต้นอานันทโพธิ์ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ซึ่งอานันทโพธิ์ยังคงยืนต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยคำว่า "ต้นพระศรีมหาโพธิ์" นั้น อาจหมายถึงต้นที่อยู่ที่พุทธคยา ต้นโพธิ์ที่สืบมาจากหน่อโพธิ์ตรัสรู้ที่พุทธคยา

          ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นสถานที่ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ประทับ นั่งตรัสรู้ในคืนวันเพ็ญวิสาขปุรณมี ก่อน พุทธศักราช ๔๕ ปี ต้นที่ปรากฏอยู่ใน ปัจจุบัน เป็นต้นที่ ๔ มีประวัติโดยสังเขปดังนี้

          ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๑ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธองค์ได้ประทับนั่งเพื่อตรัสรู้ พระอนุตตรสัมโพธิญาณ เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า อายุประมาณ ๓๕๒ ปี พระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ ถูกพระนางมหีสุนทรี มเหสีองค์ที่ ๔ ของพระเจ้าอโศกมหาราช ราดยาพิษและน้ำร้อนจนตาย พระเจ้าอโศกทรงเสีย พระทัยมาก ทรงอธิษฐานและสั่งให้เอาน้ำนมวัวถึง ๑๐๐ ตัวมารดหน่อของพระศรีมหาโพธิ์ จึงงอกขึ้นมาใหม่

         ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๒ พระเจ้าอโศกทรงปลูกเมื่อ พ.ศ. ๒๗๒ ในช่วงปี พ.ศ. ๑๑๔๓ - ๑๑๖๓ กษัตริย์ชาว ฮินดูแห่งแคว้นเบงกอล ชื่อ ศาศางกา ได้ทำลายเสีย ต่อมากษัตริย์แคว้นมคธชื่อ พระเจ้าปุรณวรมา ทรงทราบข่าว จึงเสด็จมาที่พุทธคยา ได้ทรงเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ถูกทำลาย จึงทรงให้เอา น้ำนมวัว ๑,๐๐๐ ตัว มารดจนหน่อของพระศรีมหาโพธิ์เกิดใหม่อีก

        ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๓ พระเจ้าปุรณวรมา ได้ทรงปลูกหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๓ นี้ไว้ ณ ตำแหน่ง เดิม จนต้นเจริญงอกงามดี ต้นที่ ๓ นี้ มีอายุประมาณ ๑,๒๕๖ – ๑,๒๗๖ ปี ก็ตายลงด้วยถูก พายุพัดโค่น เพราะอายุแก่มากแล้ว ต่อมา เซอร์คันนิ่งแฮม ได้เห็นหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์ งอกขึ้นมา ๒ หน่อ จึงเอาหน่อที่สูงประมาณ ๖ นิ้ว ปลูกไว้ที่เดิม หน่อที่สูงประมาณ ๔ นิ้ว ปลูกไว้ทางทิศเหนือขององค์พระเจดีย์

        ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ ๔ ท่านเซอร์คันนิ่งแฮมได้นำมาปลูกไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ ณ ตำแหน่งเดิมของต้น พระศรีมหาโพธิ์ต้นแรก พระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้มีอายุประมาณ ๑๒๔ ปี ( พ.ศ.๒๕๔๗ ) นับแต่ปลูกมา ปัจจุบันต้นพระศรีมหาโพธิ์ ก็ยังแข็งแรงและสมบูรณ์ดี มีการกั้นรั้วทองเหลืองไว้โดยรอบ มีประตูเหล็กดัดสูง ๒ เมตร สร้างถวายโดยชาวพุทธศรีลังกา


        พระแท่นวัชรอาสน์ คือ ที่ประทับนั่ง ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในครั้งนั้น พระ พุทธองค์ทรงใช้หญ้ากุสะ ๘ กำมือ ที่ โสตถิยะพราหมณ์ถวายให้มาปูลาดนั่ง และเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บัลลังก์ที่ประทับนั่งนั้น จึงถูกเรียกว่า อปราชิตบัลลังก์ หรือ รัตนบัลลังก์ ต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างเป็นแทนหินสลัก ประดิษฐานไว้ระหว่างต้น พระศรีมหาโพธิ์กับองค์พระเจดีย์ เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถานที่ถาวรยาวนาน พระแท่นนี้สร้างขึ้น โดยใช้แผ่นหินทราย เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ ๗ ฟุต ๑๐ นิ้วครึ่ง กว้าง ๔ ฟุต ๗ นิ้วครึ่ง ความหนา ๖ นิ้วครึ่ง แกะสลักเป็นรูปแหวนเพชร นอกจากนั้น ยังมีรูปดอกบัว รูปพญาหงษ์ และดอกมณฑารพด้วย

รัตนจงกรมเจดีย์ พระพุทธเจ้า เสด็จไปบริเวณทิศเหนือของพระศรีมหาโพธิ์ ทรงนิรมิตที่จงกรมระหว่างโพธิบัลลังก์ กับที่ประทับยืนที่อนิมิสเจดีย์[2] ทรงเสด็จจงกรมจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก เรียกว่า รัตนจงกรม เจดีย์ปัจจุบัน รัตนจงกรมเจดีย์ อยู่ข้างพระมหาเจดีย์ ด้านทิศเหนือ มีหินทรายสลักเป็นดอกบัวบาน จำนวน ๑๙ ดอก มีแท่นหิน ทรายแดงยาวประมาณ ๖ เมตร และมีป้ายหินอ่อนปักให้รู้ว่า นี่คือรัตนจงกรมเจดีย์ (Ratna cakra Chatiya) ที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ ๓ ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์ กับอนิมิสเจดีย

 


[1] อุเทสิกเจดีย์ หมายถึง สถานที่หรือสิ่งของที่สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศต่อพระพุทธเจ้าไม่กำหนดว่าจะต้องทำเป็นอย่างไร

[2] พระองค์ทรงดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือต้นโพธิ์ ทรงยืนพิจารณาทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมไม่กระพริบพระเนตรเลยตลอด ๗ วัน ทรงหวลระลึกถึงอดีตที่ทรงชำระกิเลสหมดสิ้นผ่องใส ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่ประทับยืนนั้นเรียกว่า อนิมิสเจดีย์