ถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องรู้สึกขัดเคือง ไม่พอใจ หรือโกรธ เวลามีใครมาตำหนิหรือต่อว่าให้

 

 

ยังฝึกได้ไม่ดีพอ

ถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องรู้สึกขัดเคือง ไม่พอใจ หรือโกรธ เวลามีใครมาตำหนิหรือต่อว่าให้

มีบางครั้งเคยนึกในใจว่า ทำไมเราต้องอารมณ์ขุ่นกับเรื่องแค่นี้ด้วย

ยกตัวอย่างเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้คุยกับคนที่ไม่รู้จักมาก่อนโดยบังเอิญ ขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสือช่วงเวลาบ่ายเพื่อรอลูกเรียนพิเศษ มีกลุ่มนักท่องเที่ยวมาทำพิธีลอยอังคารของญาติผู้ล่วงลับไปแล้วที่แม่น้ำโขง  ตอนแรกคุยกันเรื่องการทำพิธีลอยอังคารประเด็นลักษณะเป็นธุรกิจ กับความรู้สึกของญาติผู้มาใช้บริการ รู้สึกพูดคุยกันถูกคอดี จึงไถ่ถามถึงบ้านช่องและที่ทำงาน พอรู้ว่าทำงานอะไร  เริ่มเปลี่ยนประเด็นการสนทนาเป็นเรื่องงานเข้ามาแทนที่ เผอิญต่างก็สังกัดหน่วยงานที่ต้องทำงานประสานกันแต่อยู่คนละท้องที่(ต่างจังหวัดกัน) ยกเอาประเด็นที่มีข้อข้องใจในการประงานกันมาคุยกันต่างฝ่ายต่างมองในมุมมองตนเอง  พยายามชี้แจงเพื่อปกป้อง หรือแก้ต่างให้องค์กรของตนเองบางทีรู้สึกมีขุ่นเคืองหน่อยๆในใจ  ทำไมเรื่องนั้นเป็นแบบนี้แล้วทำไมไม่อย่างนั้น เชิงต่อว่าหรือตำหนิ  คุยไปสักพักเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว  ต่างคนต่างรู้สึกว่าเริ่มคุยไม่สนุกจึงปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นออมชอม  ปลอบกันเองว่าเอาเถอะ การทำงานร่วมกันก็มีปัญหาเป็นแบบนี้แหละทุกที่ ค่อยแก้ไขกันไปเพื่อจุดหมายร่วมกัน แล้วก็กล่าวล่ำลากันไป

 

พอเขาเดินจากไปสักพัก ก็นั่งทบทวนและถามตนเองว่า เมื่อครู่นี้เรารู้สึกขุ่นเคืองเรื่องอะไร ทำไมเราดูเหมือนว่ามีโกรธให้เขานิดๆ ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ต่อว่า ระบุชื่อเราตรงๆ เพียงกล่าวถึงหน่วยงาน หรือองค์กรที่เราทำงานอยู่ก็เท่านั้น โดยส่วนตัวก็ไม่ทำงานร่วมกันโดยตรงเราะอยู่คนละจังหวัด

คำตอบในใจที่คิดได้ หลังทบทวนแล้ว คือ

  1. ด้วยความคนธรรมดาๆ นี่แหละ ความโกรธ ความรัก ความชอบ เป็นความรู้สึกที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งยั่วยุที่มากระทบเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
  2. ไม่น่าจะผิด ที่คนเราจะมีความรู้สึกตอบสนอง การพยามยามปกป้อง การไม่ยอมรับ แต่ว่ามันจะมากน้อยต่างกันไปในแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทิฐิ ความยึดมั่นยึดถือในตัวตน
  3. เรารู้สึกไม่พอใจเพราะมีความรู้สึกว่าเขากำลังตำหนิองค์กรเรา  เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในองค์กรนั้น เรายึดถือว่ามันเป็นตัวเรา จึงรู้สึกว่าเขากำลังว่าให้เรา  และยังรู้สึกว่าไม่ใช่อย่างที่เขาพูด เราจึงต้องการปกป้อง และแก้ต่างแทน เหมือนว่ากำลังโดนกระทบโดยตรง  ทั้งที่จริงก็เป็นเพียงคำพูดที่ได้ยิน ต่างคนต่างก็นั่งอยู่ ไม่ได้มีการจับต้องสัมผัสร่างกายกันเลยสักนิด  เพียงแต่คิดในใจว่าเราก็มีศักดิ์ศรี
  4. แล้วมันจะผิดตรงไหน หากเรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร และกำลังปกป้องศักดิ์ศรีองค์กรของเรา
  5. คำตอบข้อ 4 คือ ความยึดมั่น ถือมั่น เป็นความคิดที่โง่ จัดว่าเรายังไม่รู้เท่าทันความจริงของมัน มันเกิดจากความรู้สึกเป็นเจ้าของจึงหวงแหน  และพยายามปกป้องสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นตนเอง
  6. ความคิดว่ามีศักดิ์ศรีขณะนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด  การคิดดี ทำดี ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องเสมอต่างหากที่ควรจัดว่ามีศักดิ์ศรีแท้จริง
  7. หากคนมีศักดิ์ศรีที่แท้แล้วไม่ควรกังวลว่าใครจะคิดอย่างไร  การปกป้องศักดิ์ศรี คือการรักษาการทำดี  คิดดี  ทำในสิ่งที่ถูกอยู่เสมอจึงไม่จำเป็นต้องไปโกรธเคืองใคร  เพราะว่าแท้จริงแล้วเราจะเป็นอย่างไรไม่ขึ้นอยู่กับคำพูดของใครคนใด แต่อยู่ที่เรากำหนดทำหรือคิดเอง
  8. สาเหตุที่คนใดจะไปกล่าวตำหนิตัวเรานั้น  น่าจะมีสาเหตุ 3 อย่าง คือ

           ก.     คือความที่เขาไม่เข้าใจ ไม่รู้จริงๆ ว่าเราเป็นอย่างไร  หากเป็นเช่นนี้ เราจ้องอธิบาย ทำความเข้าใจ แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องอารมณ์ขุ่น

           ข.     ความมีอคติของเขาที่มีต่อเรา / องค์กร ซึ่งจริงๆเขาอาจไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่มีอคติเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว  ข้อนี้ต้องชี้แจงให้ฟัง และถ้ายังไม่ยอมเข้าใจ เราเองต้องเป็นฝ่ายเข้าใจเขาว่า เขาตั้งใจจะคิดแบบนั้น  เราต้องฝึกฝนตนเองให้ได้ว่าเราทำใจได้  เราไม่โกรธเพราะรู้เท่าทัน  

           ค.     เราได้ทำอย่างที่เขาว่าตำหนิให้เราจริง   ถ้าเป็นสาเหตุนี้ เราต้องยอมรับแล้วนำมาพิจารณาปรับปรุง และไม่ควรโกรธ แต่ควรขอบคุณเขา

 

สรุปว่า เรายังฝึกฝนได้ไม่ดีพอ 

         ยิ้มในใจแล้วบอกว่าเราจะต้องฝึกมากกว่านี้

*******************************************************no-war