ต่อจากบันทึกฉบัที่แล้วที่ได้เขียนถึงเรื่องความมั่นคงไว้ ในส่วนบันทึกนี้จะเป็นการกลั่นกรองถึงสิ่งบางสิ่งที่ขาดหายไปจากการทำงานด้านสถานะบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องนี้ ตัวผู้เขียนเองก็น้อมรับคำวิพากวิจารในเรื่องนี้เสมอ

        ทำไมถึงต้องตั้งหัวข้อที่ว่า "องค์กรพัฒนาเอกชน : กับงานสถานะบุคคล" เรื่องนี้อาจจะมองว่า เขียนขึ้นมาเพื่ออะไร? มันเป็นสิ่งที่ดีแล้วหรือที่เขียนอย่างนี้? ตัวผู้เขียนได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่า บันทึกนี้ต้องการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดในการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนอันทำงานด้านสถานะบุคคล เพื่อนำมาตั้งเป็นกรอบหรือระบบการทำงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการขจัด"ความไร้รัฐไร้สัญชาติ"ในสังคมไทย

       เขียนเพื่ออะไร?

         จากที่ได้ทำงานด้านสถานะบุคคลมาเป็นระยะเวลาที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และได้เห็นถึงระบบการทำงานหรืออาจจะเป็นวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรแล้วนั้นก็ได้พบเห็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการไม่มีกระบวนการทำงานที่มุ่งไปยังเป้าหมายอย่างชัดเจน นี่คือจุดอ่อนที่ทำให้ปัญหาด้านสถานะบุคคลนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขไปได้ด้วยดีเท่าที่ควร จะเห็นได้ว่าหลายกรณียังคงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของสถานะบุคคล เช่นที่ทางหน่วยงานราชการยังมอง NGO ว่าเป็นคนที่ทำให้ชาวบ้านได้สัญชาติไทยกันมาก เมื่อไม่เป็นดังเปล่าก็ใช้วิธีรุนแรง  เป็นต้น

         ก็ต้องตอบคำถามแรกนี้ก่อนเลยว่า สถานะบุคคลของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคลว่าเขานั้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรและมีข้อกฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาบ้าง และทั้งนี้สถานะบุคคลนั้น "มิได้" มีความหมายว่าเป็น "การมีสัญชาติไทย"เพียงแค่นั้น เพราะยังคงหมายถึงมีสถานะบุคคลเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองชอบด้วยกฎหมาย หรือการมีสถานะบุคคลที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวในประเทศไทย หรือแม้แต่การมีชื่ออยู่ในระบบการทะเบียนราษฎรด้วย 

       ด้วยเหตุนี้จึงสามารถบอกได้ว่าการทำงานด้านสถานะบุคคลนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมุ่งเน้นให้คนที่มาขอความช่วยเหลือได้มีสัญชาติไทยไม่ (แต่อนาคตเขาอาจจะมีสัญชาติไทยหรือไม่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายที่จะออกมาบังคับใช้ในช่วงต่อมา)

       แต่สิ่งที่ได้เห็นก็คือการที่คนทำงานด้านสถานะบุคคลนั้นขาดไป ซึ่งตัวผู้เขียนเองจะขออธิบายถึงกระบวนการที่จะช่วยนำพาไปสู่หนทางที่จะแก้ไขปัญหาด้านสถานะบุคคลได้อย่างเป็นระบบดังนี้

       1. การมองอย่างเป็นระบบ ถึงกระบวนการที่เราจะได้มาซึ่งข้อเท็จจริง นั่นก็หมายถึงการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน มิใช่การมองเพียงด้านเดียว เพราะการมองอะไรเพียงด้านเดียวก็จะเหมือนกับ "การทำงานแบบปิดตาข้างเดียว"

       2. กระบวนการนำไปสู่ข้อเท็จจริง นั่นหมายถึงการที่คนทำงานจะลงไปเก็บซึ่งข้อเท็จจริงของตัวบุคคลซึ่งข้อเท็จจริงนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ลึกและแน่น มีพยานหลักฐานที่ชัดแจ้ง ที่สามารถใช้ยืนยันกับทางภาครัฐได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากกระบวนการหลากหลาย แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ชัดเจนจับต้องได้และแสดงผลออกมาสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความ หรือ การวิจัยย่อย

       3. การจับข้อเท็จจริงปรับเข้ากับข้อกฎหมาย ในกระบวนการนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คนทำงานด้านสถานะบุคคลจำเป็นต้องมีเพราะหากมั่วในข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายก็จะมั่วตามไปด้วยและสถานะบุคคลของคนที่เขาช่วยเหลือก็จะมั่วไปด้วย จุดนี้จะทำให้ปัญาด้านสถานะบุคคลไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องตามข้อบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

       4. การมีคุณธรรมของคนทำงานด้านสถานะบุคคล สิ่งนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่คนทำงานด้านนี้จะต้องมี เพราะถือได้ว่างานด้านนี้นั้นเป็นงานที่ยืนบนเส้นด้าย และเป็นงานที่เสมือนกับการเป็นทนายความอย่างหนึ่ง ซึ่งในมรรยาททนายความก็กำหนดว่าทนายความนั้นต้องมีคุณธรรม

      ที่ได้กล่าวมาในข้างต้นนั้นเป็นระบบการทำงานอย่างคร่าวๆที่ควรจะมีทุกองค์กรที่ทำงานด้านสถานะบุคคล เพราะป็นขั้นตอนพื้นฐานของงานด้านสถานะบุคคล แต่ทั้งนี้การทำงานด้านนี้นั้นต้องมีการประเมินระบบการทำงานของตนเองอยู่เสมอและมีการปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันเสมอ "การประเมินตนเอง"

"การประเมินตนเอง" นั้นมีความหมายอย่างมากเพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ในการทำงานด้านสถานะบุคคล อย่างเป็นระบบ เพราะจะเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสถานะบุคคล และได้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคล ซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้เกิด "สูตรการทำงาน"

      ด้วยเหตุนี้เองจึงอาจจะกล่าวได้ว่ากระบวนการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสถานะบุคคลนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนระบบการทำงานที่ไม่เน้นที่ความ "สะดวก" "สบาย" "ง่าย" เพราะสามาสิ่งที่กล่าวนั้นคือกระบวนการอันตรายที่จะเกิดขึ้นและทำให้การทำงานด้านสถานะบุคคลนั้นจะซ้ำซาก วนไปเวียนมา ไม่สามารถแก่ไขได้อย่างเป็นระบบ แต่ควรจะใช้ความตระหนักว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ และต้องการความมุมานะในการเข้าไปแก้ไขหรือช่วยเหลือ และอาจหมายถึงจะไม่มีความสะดวกให้เราอาจจะต้องอยู่กับกองหนังสือเพื่อแสวงหาหนทางออกให้แก่บุคคล

     และทั้งนี้การแก้ไขปัญหาด้านสถานะบุคคลนั้นก็ควรที่จะเริ่มกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเป็นพื้นที่ ซึ่งระบบนี้นั้นอาจจะเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นกรอบในการทำงาน ว่าลักษณะงานจะไปในทิศทางไหน และในพื้นที่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป็นระบบที่เน้นการมีความรู้ของกลุ่มบุคคลผู้ประสบปัญหา นั่นก็คือการสร้างรากฐานให้มั้นคง เมื่อรากฐานมั่นคงแล้วก็เริ่มต้นสู่กระบวนการช่วยเหลือตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของแต่ละบุคคลว่าเขาเหล่านั้นจะเข้าตามหลักเกณฑ์ใด และสุดท้ายนั่นก็คือ การเดินไปสู่เป้าหมายคือการขจัดความไร้รัฐไร้สัญชาติของคนในพื้นที่ทำงาน