การศึกษาปูมหลังหรือสาเหตุของพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ในชั้นเรียนของเด็ก
สุวัฒสัน รักขันโทหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ศษ.ด.) สาขาวิชาภาวะผู้นำ
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
------------------------------------
สาระสำคัญ
สภาพทางสังคมจะเป็นแรงเสริมสำคัญให้เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เด็กบางคนได้รับความรักความอบอุ่น ความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงทำให้เขาเป็นคนดี มีความสุขในการดำเนินชีวิต สำหรับเด็กที่ไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ จะกลายเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมได้ สิ่งเหล่านี้สามารถทำนายพฤติกรรมในอนาคตของเด็กได้
การที่เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพราะขาเรียนรู้ว่า หากเขาปรับตัวได้ในสิ่งแวดล้อมนั้น เช่น การมีพฤติกรรมก้าวร้าว ซนผิดปกติ การก่อกวนชั้นเรียน เป็นต้น จะทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อนกลุ่มหนึ่ง เขาก็ยิ่งแสดงพฤติกรรมต่างๆ ทุกอย่าง เพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และอาจไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นๆ ผลที่ได้รับ คือ ไม่มีใครสนใจและยอมรับ ซึ่งจะเกิดปัญหาในการปรับตัวเมื่อโตขึ้น
สำหรับเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูจากสภาพครอบครัวแตกต่างกัน ย่อมมีพฤติกรรมทางสังคมแตกต่างกัน โดยทั่วไปเด็กที่ครอบครัวสมบูรณ์และอบอุ่น ย่อมมีพฤติกรรมทางสังคมดีกว่าเด็กที่ครอบครัวแตกแยก ไม่สมบูรณ์ แต่เด็กทุกคนจำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งเริ่มจากครอบครัวออกไปสู่โรงเรียน เพื่อนบ้านและชุมชน เด็กจะต้องก้าวเข้าไปสู่สังคมที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เด็กต้องรู้จักการสังคมซึ่งกันและกัน เด็กที่มาจากสภาพครอบครัวต่างกัน ก็จะมีการแสดงออกทางพฤติกรรมต่างกัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยกระบวนการขัดเกลาของครูในโรงเรียน
ครู ในฐานะเป็นผู้พัฒนาการเรียนรู้และปรับพฤติกรรมของเด็กให้เป็นคนเก่ง คนดี สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และเป็นผู้ที่เด็กในวัยเรียนใช้เวลาคลุกคลีอยู่ด้วยมาก ต้องเป็นผู้เริ่มแก้ปัญหา
ในการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว ครูจำเป็นต้องใช้วิธีการหลายอย่างควบคู่กันไป จุดเริ่มแรกที่สำคัญที่สุด คือ ครูต้องทราบข้อมูล สาเหตุหรือปูมหลังของนักเรียนให้มากที่สุด เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้ตรงกับปัญหามากที่สุด ครูอาจทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนักเรียน อันประกอบด้วยข้อมูลทางด้านประวัติพัฒนาการ และสุขภาพ ประวัติการเรียน พฤติกรรมในอดีตและพฤติกรรมในปัจจุบัน รวมทั้งลักษณะปัญหา ทั้งนี้ต้องสร้างความเข้าใจ และต้องได้รับความร่วมมือด้วยดีจากผู้ปกครองในการให้ข้อมูล
การศึกษาปูมหลังของเด็ก เพื่อต้องการทราบถึงสาเหตุ หรือปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาที่ตรงกับปัญหา ถูกต้องและเหมาะสม
โดยทั่วไป การมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเด็ก เช่น โกหก ก้าวร้าว เฉยเมย ไม่ตั้งใจเรียน ก่อกวนชั้นเรียน เป็นต้น อาจเกิดจากสภาพจิตใจที่ผิดปกติ และสาเหตุทั่วไปของการมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเด็ก มีดังนี้
1) สาเหตุจากตัวเด็ก ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุทางกายหรือสมอง ได้แก่ ร่างกายพิการ ผิดปกติ สมองทึบ ปัญญาอ่อน เป็นต้น และสาเหตุทางใจ ได้แก่ การสูญเสียพ่อแม่หรือบุคคลอันเป็นที่รัก ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้รับความรัก ความเอาใจใส่ดูแล จึงทำให้กลายเป็นเด็กเงียบขรึม ก้าวร้าว หรือก่อกวน เป็นต้น
2) สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมทางบ้าน ซึ่งอาจเกิดจากทัศนคติของพ่อแม่ Adler (Alfred Adler) (อ้างถึงใน สมพร สุทัศนีย์, ม.ร.ว., 2541) นักจิตวิทยารายบุคคล (Individual Psychology) ชาวออสเตรีย กล่าวว่า ทัศนคติของพ่อแม่ มีความสำคัญต่อความประพฤติ และบุคลิกภาพของเด็กเป็นอย่างมาก เช่น เด็กที่พ่อแม่รักมากและตามใจมากเกินไป (Permissive) จะทำให้เด็กไม่รู้จักโต เมื่ออยากได้อะไรต้องได้ เมื่อมาอยู่โรงเรียน ทำให้เข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้ หรือ เด็กที่ถูกเกลียดชังจากพ่อแม่ เด็กจะเกิดความรู้สึกว่า โลกโหดร้าย ไม่มีใครรักตน จะทำให้เป็นคนก้าวร้าว ชอบจับกลุ่มเพื่อนอันธพาล หรือ เด็กที่พ่อแม่ไม่เวลาอบรมเลี้ยงดู หรือให้ความอบอุ่นเพียงพอ อาจทำให้เด็กขาดความอบอุ่น และมักแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจตลอดเวลา เป็นต้น
สิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน ครูผู้ทำหน้าที่สั่งสอนและขัดเกลาพฤติกรรม อาจขาดหลักจิตวิทยาการสอน หรือสอนไม่ดี ไม่ยุติธรรม เจ้าอารมณ์ ไม่สนใจและไม่ให้ความสนใจเด็ก หรือสนใจเด็กเฉพาะบางคน ทำให้เด็กบางคนที่ตนเองรู้สึกว่าไม่ได้รับความสนใจ จะแสดงพฤติกรรมก่อกวนชั้นเรียน เพื่อเรียกร้องความเอาใจใส่จากครู เป็นต้น
สิ่งแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ สิ่งแวดล้อมนอกบ้านที่มีส่วนสัมพันธ์กับเด็ก เช่น บ้านอยู่ใกล้กับแหล่งบันเทิง แหล่งการพนัน แหล่งอันธพาล เป็นต้น สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็กมาก เพราะเด็กมักทำตามแบบอย่างสังคมที่ตนคลุกคลีหรืออาศัยอยู่
สิ่งแวดล้อมทางสื่อมวลชน ได้แก่ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ หรืออินเตอร์เน็ต สิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของเด็กโดยตรง เพราะข้อมูลต่างๆ ทางสื่อมีส่วนยั่วยุให้เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบได้
ความสำคัญ ของการศึกษาปูมหลังหรือสาเหตุของพฤติกรรมไม่เหมาะสมในชั้นเรียนของเด็ก
การศึกษาปูมหลังของเด็ก ช่วยให้ทราบสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเด็ก เพื่อสามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาหรือปรับพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม จนเด็กสามารถปรับพฤติกรรมได้ สามารเรียนรู้และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
ประโยชน์ที่จะได้รับ จากการศึกษาปูมหลังหรือสาเหตุของพฤติกรรมไม่เหมาะสมในชั้นเรียนของเด็ก
1. ประโยชน์ต่อครู
ช่วยให้ครูเข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง จนสามารถหาวิธีแก้ปัญหาหรือปรับปรุงพฤติกรรมของเด็กให้เหมาะสม และช่วยให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน
2. ประโยชน์ต่อผู้ปกครองหรือพ่อแม่
ได้รับรู้และเข้าใจสถานภาพทางการเรียนและพฤติกรรมของลูก เพื่อได้ร่วมมือกับครูผู้สอนในการแก้ปัญหาหรือปรับพฤติกรรมของลูกให้เหมาะสมต่อไป
3. ประโยชน์ต่อโรงเรียน
ช่วยให้ผู้บริหารโรงเรียนจัดทำนโยบายและวางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการปรับพฤติกรรม หรือสนับสนุนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน
4. ประโยชน์ต่อนักเรียน
ช่วยให้นักเรียนรู้จักตนเองดีขึ้นและสามารถปรับปรุงตนเองในด้านการเรียน สังคมอารมณ์ และสติปัญญา ช่วยให้นักเรียนมีพฤติกรรมดีขึ้นจนสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมายและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
---------------------------------------
แหล่งที่มาข้อมูล
สมจิตร วัฒนคุลัง,ผศ., (บรรณาธิการ). ต้นแบบวิชาชีพครู...สู่สังคม. กิเลนการพิมพ์, กรุงเทพฯ. 2548.
สมพร สุทัศนีย์, ม.ร.ว., จิตวิทยาการปกครองชั้นเรียน. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ. 2541.
สิริพัชน์ เจษฎาวิโรจน์. การสอนระดับประถมศึกษา 2. มหาวิทยาลัยรามคำแหง, กรุงเทพฯ. 2540.
สัมมา รธนิธย์, ผศ. การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ จากประสบการณ์สู่ปฏิบัติการ. พิมพ์ครั้งที่ 3. บริษัทสำนักพิมพ์ข้าวฟ่างจำกัด, กรุงเทพฯ 2545.
สุรพงศ์ อำพันวงษ์, น.พ. “ ความห่างเหินในครอบครัว ” < http://www.elib-online.com/doctors/mental_family1. html >, ตุลาคม 2552.
ศิริบูรณ์ สายโกสุม, รศ.ดร. จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. มหาวิทยาลัยรามคำแหง, กรุงเทพฯ. 2542.
Thomas Gordon. T.E.T. : Teacher Effectiveness Training. อารี สัณหฉวี, แปล. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ,กรุงเทพฯ. 2534.