สตง. ส่งหนังสือลงวันที่ ๑๓ มค. ๕๓ มาให้ประธาน กกอ. รับทราบเรื่อง “ศูนย์ พ.มหาวิทยาลัย ร ใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณของมหาวิทยาลัยไม่โปร่งใส”   โดยแนบหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาเรื่องเดียวกัน ลงวันที่เดียวกันมาให้   ผมคิดว่าน่าจะเป็นการเรียนรู้ที่ดีสำหรับระมัดระวังเรื่องเงินๆ ทองๆ และผลประโยชน์ทางตรง ทางอ้อม (และอาจจะมีทางแอบ) ในการบริหารและการกำกับดูแลมหาวิทยาลัย

          เรื่องมันเกิดขึ้นในหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานพิเศษ   ซึ่งในที่นี้ขอเรียกชื่อว่า “ศูนย์ พ”  

          สตง. แจ้งว่า ตรวจพบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณไม่โปร่งใส ใน ๔ ประเด็น คือ

๑.   ศูนย์ พ นำส่งเงินค่าลงทะเบียนอบรมหลักสูตร...ต่ำกว่าที่จัดเก็บ    คือระเบียบกำหนดชัดเจนว่าต้องนำส่งทั้งก้อน ห้ามหักค่าใช้จ่ายก่อน    แต่ศูนย์ พ หักค่าเอกสารออกก่อน


๒.   การจ้างนาง...ในตำแหน่งอาจารย์อัตราจ้างของศูนย์ พ เป็นการจ้างโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ   คืออธิการบดีใช้ดุลพินิจโดยไม่คำนึงถึงกฎระเบียบใดๆ    อัตราจ้างเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท   ในขณะที่อัตราเงินเดือนราชการปริญญาโท ๘,๘๗๐ บาท


๓.   การไปศึกษา ดูงาน และฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามระเบียบ   เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ ๓ กรณี

 
๔.   การจ้างวิทยากรของศูนย์ พ ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์คุณสมบัติวิทยากร ของศูนย์ พ

 


สตง. แจ้งให้ สกอ. ดำเนินการ ๖ ประการ

๑.   แจ้งสภามหาวิทยาลัย ร ให้ทบทวนข้อบังคับมหาวิทยาลัย ร ว่าด้วยการเงิน และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๙, ข้อบังคับมหาวิทยาลัย ร ว่าด้วยการจัดการศึกษาโครงการพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๙  และข้อบังคับมหาวิทยาลัย ร ว่าด้วยการบริหารจัดการโครงการพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๙ เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้อธิการบดีสามารถใช้ดุลพินิจในการตีความ และวินิจฉัยชี้ขาดการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวของมหาวิทยาลัย (อธิการบดีเป็นผู้อนุมัติ รวมถึงใช้ดุลพินิจในการตีความและวินิจฉัยสิ่งที่อธิการบดีได้อนุมัติ)


๒.   กรณีศูนย์ พ หักเงินค่าลงทะเบียน ก่อนนำส่งเป็นเงินรายได้มหาวิทยาลัย ร   ให้นำเงินส่วนที่ขาด จากบัญชีของศูนย์ พ ส่งเป็นเงินรายได้มหาวิทยาลัย ร   และให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีไม่ปฏิบัติตามประกาศมหาวิทยาลัย ร เรื่อง การรับและจ่ายเงินในการจัดอบรมหลักสูตรเพื่อการเทียบโอนของศูนย์ พ  หากพบว่าเกิดความเสียหายให้หาผู้รับผิดทางแพ่ง


๓.   การบรรจุ และการกำหนดอัตราเงินเดือน ในตำแหน่งอาจารย์อัตราจ้าง ของนาง... ให้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการใช้ดุลพินิจของอธิการบดีในการบรรจุนาง... ในตำแหน่งอาจารย์อัตราจ้าง และการกำหนดอัตราเงินเดือนให้นาง... หากพบว่าเกิดความเสียหายให้หาผู้รับผิดทางแพ่ง   และให้มหาวิทยาลัยฯ กำหนดกรอบอัตราเงินเดือนสำหรับการจ้างบุคลากรเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์อัตราจ้าง


๔.   การเบิกค่าใช้จ่ายและการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ต่างประเทศ   เรื่องนี้ยาวและซับซ้อนมาก   โดยสรุปคือให้ดำเนินการทางวินัยแก่ อธิการบดี รองอธิการบดี และผู้อำนวยการศูนย์ พ  และเรียกเงินคืนจาก ผศ. ... (ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ พ) เนื่องจากไม่สำเร็จการศึกษาตามที่ขออนุมัติไว้


๕.   กรณีการจ้างวิทยากรของศูนย์ พ ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์คุณสมบัติวิทยากร ของศูนย์ พ ให้ดำเนินการทางวินัยกับ ผศ. ... ผู้อำนวยการศูนย์ พ 


๖.   ควบคุม กำกับ ดูแลเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบและหลักเกณฑ์ โดยเคร่งครัด   เพื่อลดโอกาสอันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายจากกรณีดังกล่าวในโอกาสต่อไป   ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการควบคุมภายใน พ.ศ. ๒๕๔๔

          แค่อ่านเอกสาร ๑๒ หน้าผมก็เหนื่อยแล้ว    และบอกตัวเองว่า “เรื่องไม่เป็นเรื่อง”   แต่ผมก็ยอมลงทุนพิมพ์ข้อสรุปข้างบน   เพื่อเอาไว้เป็นกรณีศึกษา

          ขอย้ำว่าผมไม่มีเจตนาให้เกิดการเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัยใดๆ ทั้งสิ้น   และชื่อย่อก็เพื่อให้พิมพ์สั้น และไม่เปิดเผยชื่อ   ไม่ได้ต้องการบอกใบ้ชื่อมหาวิทยาลัย 

          เรื่องแบบนี้คงจะเกิดบ่อยกับหน่วยงานหรือโครงการพิเศษ   ที่ผู้เกี่ยวข้องอาจคิดว่าต้องการความคล่องตัวและยืดหยุ่น จึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการ   สมัยผมเป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็เคยต้องเป็นประธานกรรมการสอบสวนเรื่องแบบนี้    และพบว่าระบบที่สมัยนี้เรียกว่า “การควบคุมภายใน” มันย่อหย่อนหรือเปิดช่องให้คนฉลาดแต่ไม่เป็นคนดีหาช่องแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบได้  

          ที่จริงเราทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานพิเศษมีความคล่องตัว ยืดหยุ่น และรัดกุม ไม่ก่อปัญหาแก่ผู้บริหารได้สบายๆ   เพียงแต่ให้ยึดหลัก ความโปร่งใสและตรวจสอบได้    คือเสนอข้อบังคับให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติ   และจัดระบบควบคุมภายในไว้ตรวจสอบภายหลังอย่างเข้มงวดจริงจัง  

          นอกจากนั้น ในข้อบังคับเกี่ยวกับเงินและผลประโยชน์อย่างอื่นที่อาจมีข้อครหาได้ง่าย   อย่ากำหนดให้อธิการบดีวินิจฉัยหรือตีความ จนกลายเป็นว่าวินิจฉัยหรือตีความได้ตามอำเภอใจ    นี่คือข้อพึงระวังเพื่อการทำงานบริหารอย่างสบายใจ 

          แต่ทั้งหมดนี้ ต้องเริ่มด้วย เจตนาที่สุจริต หรือกุศลเจตนา   สมัยผมทำหน้าที่บริหาร ผมจะย้ำกับผู้ปฏิบัติงานในเรื่องนี้อยู่เสมอ ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”

 

วิจารณ์ พานิช
๒๓ ม.ค. ๕๓