สารสนเทศ (information) เป็นสิ่งที่ผมคลั่งใคล้ ตั้งแต่สมัยทำงานบริหารในมหาวิทยาลัย ผมพยายามสร้างระบบการทำงาน/ตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลหลักฐาน หรือสารสนเทศนั่นเอง แต่ตอนนั้นเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า แต่ผมก็พยายามทำให้มีการเก็บข้อมูล เอาข้อมูลมาวิเคราห์และสังเคราะห์ใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงงาน และคิดไปข้างหน้า
ผมเดาว่าชีวิตของผมก้าวหน้าพอสมควร เพราะปัจจัยนี้ด้วย
การประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลปีนี้เป็นเรื่องระบบข้อมูลสุขภาพ ใช้ชื่อว่า Global Health Forum นับเป็นครั้งที่ ๔ แล้วที่เราจัดประชุมวิชาการเชิงนโยบายสุขภาพระดับโลกแบบนี้ เขามาอุปโลกน์ให้ผมเป็นประธานในนามทำให้ผมได้อาศัยเป็นนักเรียนไปกับเขาด้วย
นิสัยอย่างหนึ่งของผมคือชอบของแปลกๆ คิดแปลกๆ จึงชอบใจมากที่การประชุมนี้เขามีส่วนหนึ่งที่คิดแปลก คือเรื่องข้อมูลสุขภาพที่เรียกว่า health information นี้มันมีรากฐานมาจากข้อมูลความเจ็บป่วย และข้อมูลปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรค ดังนั้นเวลานี้ health information จึงถูกครอบครองโดย “ข้อมูลทุกขภาพ” ในการประชุมนี้เราจะพูดกันเรื่อง “ข้อมูลสุขภาพ” หรือที่น่าจะใช้ภาษาอังกฤษว่า well-being information และปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้ผู้คนสุขภาพดี
อย่างนี้ผมชอบ
ส่วนที่ผมไม่ค่อยชอบคือการทำงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศ มันมีกลิ่นการเมืองระหว่างประเทศ หรืออย่างน้อยก็กลิ่นทำงานหวังผลส่วนตัวส่วนองค์กร ซึ่งนี่คือธรรมดาโลก ที่ผมอ่อนด้อย และทำให้ชีวิตผมเป็นได้แค่นี้ ทำงานใหญ่ไม่ได้ เพราะรังเกียจการแสวงผลประโยชน์ส่วนตนหรือวงแคบ และในการประชุมนี้เราระมัดระวังไม่ให้มีการโฆษณาสินค้า โดยผมตั้งใจไปสังเกตการณ์ด้วยว่า มีการโฆษณาแอบแฝงตรงไหนบ้าง
วันที่ ๒๖ ม.ค. ๕๓ หมอสุวิทย์ (ประธานตัวจริง) อี-เมล์มาบอกว่าการประชุม side meeting (ซึ่งมี ๑๑ การประชุม และถ้ารวมที่จะประชุมในวันที่ ๒๗ และ ๒๘ ด้วยจะมีทั้งหมด ๑๔ การประชุม) ประสบความสำเร็จมาก ทีมเลขานุการกิจของไทย ที่มาจากหลากหลายหน่วยงานทำงานเข้าขากัน จัดการประชุมได้อย่างมีคุณภาพสูงเป็นที่ประทับใจทั่วหน้า ผมก็ชื่นใจ เพราะเท่ากับเราได้ทำงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนกสำเร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว แม้งานจะยังไม่เปิด
ขณะที่ผมนั่งพิมพ์บันทึกนี้ (เช้าวันที่ ๒๗) ก็มีรายการ site visit หรือ field trip ไปดูกิจการระบบข้อมูลข่าวสารในบริการสุขภาพไทย ใน ๗ สถานที่ ซึ่งจะมีส่วนสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อเป็น medical hub ของไทยในภูมิภาคด้วย
ผมนั่งอ่านเว็บไซต์ของการประชุมด้วยความชื่นใจ เพราะมีคุณภาพสูงมาก แสดงความละเอียดลออเอาใจใส่ให้ข้อมูลอย่างพอเหมาะพอดี
ทาง HMN (Health Metrics Network) เจ้าภาพร่วม เขายกร่างข้อตกลง Call to Action เอาขึ้นเว็บไซต์ให่อ่านและออกความเห็น ทำให้ผมเกิดความคิดว่า องค์การระหว่างประเทศทั้งหลายมักจะโดนประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่ให้เงินสนับสนุนครอบงำทางอ้อม ดังนั้นเวลาตกลงอะไรกันก็มักจะอยู่ภายใต้บริบทของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ค่อยสอดคล้องกับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศอย่างไทยจึงต้องรู้ทันและหาวิธีคิดวิธีปฏิบัติของเราเอง ที่ใช้ได้ผลในบริบทของเรา
อุปสรรคสำคัญที่สุดที่จะให้ระบบข้อมูลข่าวสารมีพลัง เกิดการขับเคลื่อนเชิงนโยบายคือวัฒนธรรมอุปถัมภ์ ซึ่งหมายความว่าสังคมชอบเปิดโอกาสให้ความเห็นแก่ตัวของคนส่วนน้อยทำงาน ไม่ใช่ให้ระบบปัญญา (ความรู้ สารสนเทศ ข้อมูล) ทำงาน ดังนั้นเราต้องไม่ใช่แค่วางระบบสารสนเทศเชิงเทคนิค ต้องขับเคลื่อนสังคมให้เปิด เพื่อไล่ระบบอุปถัมภ์ออกไป เราจึงจะทำงานแบบตรงไปตรงมาได้ แล้วระบบสารสนเทศจึงจะมีพลังอย่างแท้จริง
และในการประชุมวันแรก ช่วง Plenary I ผมก็ได้กลิ่น donor mentality แรงขึ้น ซึ่งมันจะครอบงำประเทศกำลังพัฒนา ผมจึงไป feedback กับหมอสุวิทย์และ ดร. ชื่นฤทัย ผู้รับผิดชอบด้านวิชาการ เป็นความท้าทายที่เราจะร่วมกันแก้ไขสำหรับการประชุมครั้งต่อไป
ในการประชุมครั้งนี้ มีกิจกรรมใหม่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกคือ marketplace เป็นที่แสดงนิทรรศการนั่นเอง เลือกเอา Success Story ของประเทศต่างๆ คัดเลือกเชื้อเชิญให้มาแสดงเรื่องราวด้วยโปสเตอร์ แล้วให้ผู้เข้าร่วมประชุมลงคะแนนให้รางวัล ซึ่งมองมุมหนึ่งก็คือการใช้เครื่องมือ KM กระตุ้นการ ลปรร. SS ของการพัฒนา HIS เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้คนนั่นเอง
ช่วงปิดการประชุมเป็นความลับ ดร. ชื่นฤทัย แม่งานจะไม่ยอมให้ใครทราบว่าจะเป็นอย่างไรจะกว่าจะถึงเวลานั้น ก็จะรู้เอง ซึ่งก็จริงดังคาด พิธีปิดสนุกและได้สาระเป็นที่พอใจเสียจนคนยังไม่ออกจากห้องประชุม แม้จะเลยเวลาเที่ยงไปแล้ว ท่านที่สนใจน่าจะเข้าไปดูรูปบรรยากาศพิธีปิดได้จากเว็บไซต์
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ม.ค. ๕๓