ได้มีโอกาสรับรู้การเรียนการสอนของโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งที่ใช้หลักสูตรอเมริกัน และครูผู้สอนชาวอเมริกัน... เปรียบเทียบระบบการเรียนการสอนที่ตัวเองเคยร่ำเรียนมาแม้จะนานแล้ว...แต่เหมือนจะมีความแตกต่างอยู่ค่อนข้างมาก.... ในแง่ไหน ? ในแง่เน้นความคิด และเน้นความจำ ต้องบอกว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนหลักสูตรอเมริกันนั้น...ไม่มีการทอสอบความรู้เด็กด้วยข้อสอบแบบ ปรนัย (ก ข ค ง) เลยแม้แต่วิชาเดียว....เป็นอัตนัยล้วนๆ...สุดแต่จะมีบรรยายโวหารกันเช่นไร และแน่นอนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ประเด็นของความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กที่อยากพูดแต่เป็นประเด็นรูปแบบของการทดสอบภูมิรู้ของผู้เรียนเป็นประการสำคัญ เนื้อหาในบทเรียนนั้นมีอยู่ในแต่ละวิชา เนื้อหา แต่ละบท มีขอบเขตและจุดประสงค์รองรับอยู่ในตัว....วิธีการถ่ายทอดโดยผู้สอนไปสู่ผู้เรียนจึงเป็นประเด็นสำคัญที่อยากพูดถึง...ไม่ใช่ในฐานะนักการศึกษา แต่ในฐานะผู้สังเกตุการการเรียนการสอนที่เป็นเหตุนำไปสู่ผลว่าเด็กผู้เรียนนั้น"คิดเป็น"หรือ"นกแก้วนกขุนทอง" หนังสือเล่มโตในวิชาหนึ่งๆที่จะสอบความรู้เป็นบทๆไปและจะไม่กลับมารวบยอดตอนปลายเทอมอีก...ทำให้การ focus ของเด็กก็จะ concentarte ได้ตรงและลึก.... อ่านมาก่อนล่วงหน้าทุกคน....ก่อนเข้าชั้นเรียนครูทำตัวเป็นเพียง...advisorขณะที่การ อภิปราย กันในหมู่นักเรียนอย่างอิสระ เป็นการใช้เวลาหลักในห้องเรียน...โต้แย้ง เห็นด้วย เห็นต่าง และในประเด็นที่หาข้อยุติไม่ได้advisor ก็จะชี้จุดพิจารณาให้คิด ให้จับกัน คนที่ไม่สนใจการเรียนและรบกวนเพื่อน...จะถูกให้ออกไปอยู่นอกห้องเรียนจนหมดคาบและมีหนังสือไปถึงผู้ปกครองให้มาเซ็นต์ชื่อรับทราบ ใครเวลาเรียนไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้...ไม่มีสิทธิ์สอบ คนที่ตอบได้ตรงประเด็นจะมีคะแนน โบนัสให้ ทำให้บางคนมีคะแนนเกิน100 % ในบางวิชา ! เขาเรียนกันอย่างนี้...! การตอบคำถามเป็นการบรรยายด้วยความเข้าใจของตัวเองอย่างอิสระ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้สมองตีบตันแบบ ก ข ค ง อะไรพรรนั้นเด็ดขาด ในการพิจารณากระบวนการการเกิดขึ้นของเหล่า"นกแก้วนกขุนทอง"ของผู้เรียนหลักสูตรแบบไทยๆ....ผู้เขียนมองว่าต้นตอคือตรงนี้เอง ปรนัย...คำตอบสำเร็จรูป ที่ไม่ทำให้สมองเด็กพัฒนา แต่ทำให้คนตรวจข้อสอบสบาย ยิ่งกระดาษเฉลยคำตอบใช้ "บุหรี่เจาะช่องข้อที่ถูกไว้" แล้วทาบลง...เฮ้อครูล่ะสบายเหลือหลาย ลูกศิษย์ทั้งหลายเอ๋ย.... ความคุ้นเคยของวิธี coach เด็กแบบทางเดียว เป็นอีกประเด็นของผู้สอนอายุมากของไทยที่ยากจะเปลี่ยนแปลงได้...และมีอยู่มากมายทั่วประเทศนี้ซึ่งจะห่างไกลมากกับคำว่า "child center" การโต้แย้งอย่างมีเหตุผลและมีอารยะโดยไม่มีเรื่องวัยเป็นตัวตัดสินในสังคมฝรั่งนั้น เป็นวิถีของเขา...จึงในทุกมหาสมาคมหรือประชุมชน การแสดงความเห็นด้วยความคิดเห็นในมุมมองของตนจะไม่ค่อยเห็นความเขินอาย...ประหม่า และหลบสายตาผู้เป็นวิทยากรอบรมเลย.... มีหลายพฤติกรรมที่แตกต่างกันเมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จากการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน... การกล้าแสดงออก... การแสดงความคิดอย่างมีเหตุผลของตนเอง ในมุมมองของตนเอง ที่อาจถูกหรือผิด ก็ไม่เป็นไร แต่เป็นไปโดยชอบและได้รับความเคารพสมควรแก่สถานภาพเสมอไป... การพยายามคิดตามคำพูดหรือความคิดอื่นที่แตกต่างอย่างมีโยนิโสมนสิการและอย่างเข้าใจในความที่"ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเรา" นั้นย่อมเกิดจากหลักสูตรที่เน้นการถกเถียงด้วยเหตุผล...และเป็นตัวของตัวเองโดยแท้ และเมื่อใดก็ตามที่"ความมีอาวุโส" แสดงตน...เมื่อนั้นเหตุผลมักเลือนหายและมันเลือนหายไปตั้งแต่"หูที่จะฟังนั้นปิด" และ "ปากที่จะพูดนั้นเปิด" ต้องอีกนานแค่ไหน ? ต้องไปดูงานกันอีกกี่ประเทศ....กี่รุ่น....คำตอบสำเร็จรูปถึงอาจสูญพันธุ์หมดไปได้ จากแผ่นดินไทย ? นี่คือคำถาม !!!!!
การจัดการศึกษาไทยที่ผ่านมา ถูกออกแบบเพื่อสังคมอุตสาหกรรมมาตลอดค่ะ
จึงไม่แปลกนะคะที่เราคุ้นเคยกับการเรียนเเบบทองจำ เรียนสูตรสำเร็จตาม "หลักสูตร"
เน้นที่ "รูปเเบบ" เมื่อจบออกมาแล้วจึงเหมือนสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน ทุกชิ้นเหมือนกันหมดค่ะ
เเละวิ่งหางานทำเหมือนสินค้าวิ่งหาผู้ซื้อ เมื่อไม่มีคนซื้อก็ขายไม่ออก
เช่นกันค่ะเมื่อขายไม่ออกก็ตกงาน เพราะไม่มีคนจ้าง
เมื่อไม่มีคนจ้างก็ คิดงานเองไม่เป็น เพราะการศึกษาไม่ได้สอนให้คิดงานเอง
แต่สอนให้ไปรับจ้าง ไม่ได้สอนให้บูรณาการชีวิตทุกส่วนเข้าด้วยกันค่ะ
สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ยังคงพอใจกับการจัดการศึกษาแบบอุตสาหกรรม
ไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าโลก หรือแม้กระทั่งชุมชนของเราเปลี่ยนไปอย่างไร
ไม่ต้องไปดูงานต่างประเทศหรอกค่ะ เพียงแค่สร้าง เป้าหมายการเรียนรู้
ที่ชัดเจน แสวงหาความรู้ที่หลากหลาย ทั้งเนื้อหา สาระ กระบวนการ วิธีการ
ไม่ยึดติดกรอบและสูตรสำเร็จแต่หาความรู้ใหม่ที่จะนำไปสู่การปฎิบัติที่เกิดผลดีแก่ชีวิตค่ะ