ความหมายของทะเบียนประวัติอาชญากร

 

ทะเบียนประวัติอาชญากร เป็นหน่วยงานที่มีประโยน์และมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสืบสวนสอบสวนแก่พนักงานสอบสวน รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามการเกิดอาชญากรรมภายในประเทศ รวมทั้งต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ในการปฏิบัติงาน คำว่า "ทะเบียน" "ประวัติ" และ "อาชญากร" จึงถือกำเนิดขึ้นเป็นกองทะเบียนประวัติอาชญากร โดยมีหน้าที่ในการเก็บบันทึกเรื่องราวและรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรูปคดี โดยมีความหมายดังนี้

 

[แก้] ทะเบียน

ทะเบียน มีความหมายตามพจนานุกรมฯ ว่า หมายถึงบัญชีที่ใช้จดลักษณะของคน สัตว์ สิ่งของ เช่น ทะเบียนบ้านหรือสำมะโนครัว ทะเบียนสมรส ฯลฯ ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบ ยืนยันและอ้างอิง หรือใช้ในการพิสูจน์ความจริงในรูปคดี

 

[แก้] ประวัติ

ประวัติ หมายถึงเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ข่าวคราวและความเป็นไปได้ของสถานที่หรือเหตุการณ์ เช่น ประวัติของสถานที่สำคัญต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการกล่าวถึงเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น หรือความเป็นไปได้ของสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งตัวบุคคล ซึ่งประวัติในการเก็บบันทึกข้อมูลนั้น จะเป็นการเก็บบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้ทราบเรื่องราว ข่าวคราวและความเป็นไปได้ของบุคลหรือสถานที่เกิดเหตุต่าง ๆ

 

[แก้] อาชญากร

อาชญากร หรือ อาชญากรรม โดยคำว่าอาชญากร หมายความถึงตัวบุคคลผู้กระทำความผิด ส่วนอาชญากรรมหมายถึงการกระทำความผิด โดยความหมายของคำว่าอาชญากรรม แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ อาชญากรรมทางด้านกฎหมายและอาชญากรรมทางด้านสังคม โดยอาชญากรรมทางด้านกฎหมาย หมายถึงการกระทำความผิดใ ๆ ก็ตามซึ่งกำหนดที่ใช้อยู่ขณะนั้น บัญญัติไว้ว่าเป็นการกระทำความผิดและมีการกำหนดบทลงโทษ เช่น การลักทรัพย์เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 เป็นต้น

 

ดังนั้นจะเห็นว่า อาชญากรรมทางด้านกฎหมาย คือการกระทำความผิดทางอาญา และผู้กระทำความผิดทางอาญาจึงถือว่าเป็นอาชญากร ยกเว้นการกระทำความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งถือเป็นความผิดทางลหุโทษ หรือเด็กที่กระทำความผิด ก็จะถือว่าไม่เป็นอาชญากร

 

อาชญากรรมทางด้านสังคม มีความหมายตามชื่อคือสังคม โดยถือเอาความประพฤติเป็นใหญ่ ซึ่งหมายถึงการประพฤติปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่ชั่วร้าย สร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์ทรมาน หรือได้รับความเจ็บปวด ทั้งร่างกายหรือจิตใจ ไม่เคารพต่อประโยชน์หรือสิทธิของบุคคลอื่น หรือเบียดแย่งชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกันซึ่งเป็นภัยต่อสังคม ก็คือว่าเป็นอาชญากรทางด้านสังคมเช่นกัน

 

ดังนั้น กองทะเบียนประวัติอาชญากร จึงเป็นหน่วยงานเดียวภายในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านของบุคคล ซึ่งได้แก่ผู้ที่กระทำความผิดทางด้านคดีอาญา เช่น ผู้ต้องหา จำเลย นักโทษ คนพ้นโทษ รวมทั้งบุคคลที่ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม ผู้ร้ายที่ก่อคดีแล้วหลบหนีความผิด คนหายหรือคนพลัดหลงทาง และรวมถึงคนตายที่ไม่ทราบชื่อและประวัติส่วนบุคคล หน้าที่หลักของกองทะเบียนประวัติอาชญากรคือเก็บบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล เช่น แผ่นลายพิมพ์นิ้วมือ รูปถ่าย แผนประทุษกรรม ประวัติย่อ ตำหนิรูปพรรณสัณฐานของบุคคล หมายจับ

 

นอกจากบุคลากรแล้ว กองทะเบียนประวัติอาชญากร ยังเก็บบันทึกประวัติของสิ่งของ เช่น ทรัพย์ที่สูญหายหรือถูกประทุษร้าย ได้แก่ยานพาหนะ อาวุธปืนและทรัพย์สินอื่น ๆ โดยเก็บลักษณะในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ตำหนิรูปพรรณ ชนิดวัตถุและหมายเลขทะเบียน เป็นต้น[3]

 

อาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Crime)

พ.ต.อ.อภิชาติ  สุริบุญญา

รองผู้บังคับการ กองการต่างประเทศ (ตำรวจสากล)

 

I. บทนำ

 

            โดยทางปรัชญาแล้ว สรรพสิ่งในโลกนี้มักมีสองขั้วเสมอ กล่าวคือ ในสิ่งเดียวกันมีทั้งที่ส่งผลดีต่อมนุษย์ และในขณะเดียวกันก็สามารถส่งผลร้ายต่อมนุษย์ด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ ไฟฟ้า ที่ให้ความสว่างแก่มวลมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถนำความตายมาสู่มนุษย์ได้เช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่งยานพาหนะประเภทต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านการเดินทาง สามารถย่นย่อระยะเวลาให้กับมนุษย์ได้อย่างดี แต่บางครั้งก็ทำให้มวลมนุษย์จำนวนมากพบจุดจบอย่างเอน็จอนาถ ทั้งหมดนี้สามารถกล่าวได้ว่า ยิ่งมนุษย์คิดค้นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้นมากขึ้นเท่าใดก็ตาม มนุษย์ก็ยิ่งได้รับผลร้ายที่แอบแฝงในสรรพสิ่งที่พวกเขาคิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มากเท่านั้น  ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็อยู่ที่ตัวมนุษย์เองว่า จะใช้สิ่งนั้นไปในทางที่ดีมีประโยชน์เพื่อส่วนรวมหรือเพื่อตัวเอง

 

ข้อสรุปนี้ ไม่เว้นแม้แต่สภาวะโลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งปัจจุบัน ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า มนุษย์ได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มนุษย์พยายามคิดค้นขึ้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าทางด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ซึ่งทำให้โลกนี้กลายเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กและแคบลงไปอย่างถนัดตา มนุษย์ดื่มด่ำกับการเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฎสภาพการณ์เช่นนี้มาก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจาก การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาสร้างเครือข่ายการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่เรียกว่า “อินเทอร์เน็ต” 

 

ระบบเศรษฐกิจการค้า และระบบการเมืองการปกครองถูกเปลี่ยนแปลงด้วยอำนาจของโลกาภิวัตน์ ไม่มีใครคาดคิดว่ากำแพงเบอร์ลินจะพังทลายลง โดยที่ประเทศเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออกกลายเป็นประเทศเดียวกัน และประชาชนของทั้งสองประเทศอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความแตกต่าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้  ระบบการเมืองการปกครองของทั้งสองประเทศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  และก็ไม่มีใครคาดคิดอีกเช่นเดียวกันว่า         ลัทธิสังคมนิยมภายใต้การนำของประเทศมหาอำนาจอย่างสหภาพโซเวียต จะล่มสลาย และกลายเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

 

ที่กล่าวมาข้างต้น ดูเหมือนโลกและมวลมนุษย์จะได้ประโชน์อย่างมากมายจากโลกาภิวัตน์  คำถามคือว่า แล้วอะไรคือผลร้ายหรือมุมมืดหรือขั้วลบของโลกาภิวัตน์?  ไม่มีคำตอบอื่นใดเลย นอกจาก “อาชญากรรมข้ามชาติ” (transnational crime) Dr. Louise Shelly ผู้ก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ และการทุจริต ของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “อาชญากรรมข้ามชาติจะเป็นประเด็นสำคัญที่อธิบายความเป็นไปและภาพลักษณ์ของศตวรรษที่ 21 เหมือนกับสงครามเย็น (Cold War) ที่เคยเป็นประเด็นสำคัญและอธิบายถึงภาพลักษณ์ของศตวรรษที่ 20 และการล่าอาณานิคม (colonialism) ที่อธิบายว่าอะไรเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19” [1]

 

ทำไมอาชญากรรมข้ามชาติจึงถูกให้ความสำคัญอย่างยิ่งในศตวรรษนี้ นักวิชาการหลายท่านทั่วทุกมุมโลกกล่าวในทำนองเดียวกันกับ Dr. Shelly ว่า ศตวรรษนี้จะเป็น “ศตวรรษของการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ” คำถามเกิดขึ้นต่อไปอีกว่า อาชญากรรมข้ามชาติคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุใดมันจึงเป็นผลพวงด้านลบของโลกาภิวัตน์ และหลังจากที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว โลกมีปฏิกริยาตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง แล้วประเทศไทยรวมไปถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลักอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการอย่างไรบ้างเกี่ยวกับมหันตภัยอันร้ายแรงนี้

 

II. การเกิดขึ้นของอาชญากรรมข้ามชาติ

            อาชญากรรมข้ามชาติปัจจุบันไม่แตกต่างจากโรคมะเร็งร้ายที่กระจายไปทั่วร่างมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยภาวะร่างกายมนุษย์ที่เอื้ออำนวยต่อการกระจาย  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือว่า ไม่ว่าที่ใดๆ ก็ตาม หากสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคแล้ว เชื้อโรคนั้นก็จะกระจายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กลับมาพิจารณาสิ่งแวดล้อมของโลกในสภาพปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งมนุษย์ที่ดีและมนุษย์ที่ไม่ดี มนุษย์ที่ไม่ดีก็เปรียบเสมือนเชื้อโรคร้ายที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งสองฝ่ายต่างรอจังหวะจากสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยในการขยายพันธุ์และกิจการของตัวเอง  เมื่อสภาพแห่งโลกาภิวัตน์มาถึง มนุษย์ที่ดีก็ขยายกิจการตัวเองในทางที่ถูกกฎหมาย เช่น การขยายธุรกิจเศรษฐกิจและการค้า  เราจะเห็นได้จากการขยายตัวของบริษัทมาเป็นบรรษัท และจากบรรษัทมาเป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่บางครั้งมีทุนจดทะเบียนมากกว่าเงินงบประมาณของประเทศบางประเทศ  ในขณะที่มนุษย์ที่ไม่ดีก็อาศัยโอกาสนี้เอื้ออำนวยในการขยายกิจการของตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน แต่กิจการเหล่านั้นเป็นกิจการที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบัน เราจะเห็นอาชญากรรมท้องถิ่นธรรมดาพัฒนาตัวเองมาเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีการจัดตั้ง มีเครือข่ายในประเทศ จากนั้นก็ขยายเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายและสาขาต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาไปถึงการรวมตัวหรือการเป็นหุ้นส่วนร่วมกันระหว่างองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างประเทศที่มีสาขาทั่วโลก

 

            ฉนั้น  ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน เราจะเห็นการดำเนินธุรกิจสองประเภทที่มีการดำเนินกิจการควบคู่กันไปในลักษณะคู่ขนาน นั่นคือ ธุรกิจที่ถูกกฎหมาย หรืออาจเรียกว่า “ธุรกิจบนดิน” โดยผู้ดำเนินกิจการปฏิบัติการทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบแห่งรัฐ จ่ายภาษีให้กับรัฐ ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจอีกประเภทหนึ่งหรือเรียกว่า “ธุรกิจใต้ดิน”  ซึ่งผู้ดำเนินกิจการปฏิบัติการทุกอย่างผิดกฎหมาย หรืออาศัยช่องว่างของกฎหมายดำเนินกิจการนั้น โดยที่ไม่สนใจว่าผลของการดำเนินธุรกิจจะส่งผลร้ายต่อมนุษย์กลุ่มอื่นหรือสังคมหรือไม่ ที่สำคัญ ผู้ดำเนินการไม่เคยเสียภาษีให้กับรัฐ และหากธุรกิจใต้ดินนี้ขยายกิจการไปสู่รัฐอื่น หรือส่งผลต่อรัฐอื่นด้วยแล้วเราก็จะเรียกธุรกิจนี้ด้วยภาษาที่สวยหรูว่า “อาชญากรรมข้ามชาติ”

 

III. ผลของการเกิดขึ้นของอาชญากรรมข้ามชาติ

 

            คงไม่ต้องกล่าวโดยละเอียดว่า เมื่ออาชญากรรมเกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลต่อสังคมและประเทศชาติอย่างไรบ้าง นัยแรกของการเกิดขึ้นของอาชญากรรมก็คือ การบ่อนทำลายระบบนิติรัฐของประเทศนั้นๆ  และแสดงให้เห็นว่า กฎหมายและระบบการบังคับใช้กฎหมายของรัฐนั้นไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป กิจการตำรวจไม่มีความหมาย และสามารถตีความต่อไปจนถึงว่า การเมืองและการปกครองในประเทศนั้นล้มเหลว อ่อนแอ ประชาธิปไตยถูกบั่นทอนและไร้ประสิทธิภาพ พลเมืองในรัฐไม่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน รวมไปถึงการแสดงให้เห็นว่า ผู้ปกครองประเทศไม่มีความสามารถ และไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพลเมืองในรัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันได้ อำนาจมืดและอิทธิพลเถื่อนเข้าแทรกแซงและมีอำนาจเหนืออำนาจรัฐ  นั่นคือ ผลลัพธ์ของการเกิดอาชญากรรมที่ทุกคนทราบกันดี

 

            สำหรับผลลัพธ์ของอาชญากรรมข้ามชาติ แท้ที่จริงแล้วไม่ได้มีความแตกต่างไปจากผลลัพธ์ของอาชญากรรมท้องถิ่นเลย เพียงแต่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น ขยายวงกว้างมากกว่าหนึ่งรัฐไปยังหลายๆ รัฐ  และขยายไปยังระดับภูมิภาคและระดับโลกตามลำดับ  อันส่งผลต่อกลไกรักษาความความมั่นคงและความปลอดภัยของประชากรโลกในภาพรวม  ต้องไม่ลืมว่า สภาพของโลกปัจจุบันคือสภาวะแห่งโลกาภิวัตน์ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ทุกมิติของโลกเชื่อมโยงและผูกพันกันไปหมด และเป็นไปด้วยความรวดเร็วเหมือนใยแมงมุม จนบางครั้ง หลายคนเรียกสภาวะนี้ว่า “โลกแห่งความเชื่อมโยง” (Interconnected World)  

 

ดังนั้น  เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกถูกกระทบและส่งผลกระทบในทางลบแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะได้รับผลกระทบนั้นตามมาอย่างรวดเร็วในที่สุด  ตัวอย่างชัดเจนได้แก่ การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ที่กลุ่มก่อการร้ายบังคับเครื่องบินโดยสารพุ่งเข้าชนอาคารเวิลด์เทรด ณ กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544  ที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้เกิดภาวะสงครามและความขัดแย้งระหว่างรัฐเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก  หรือหากมองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านเศรษฐกิจจะสังเกตได้ว่า หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งล่มสลาย ก็จะส่งผลต่อเป็นลูกโซ่ต่อบริษัทธุรกิจอี่นๆ ให้มีสภาพย่ำแย่ตามไปด้วย

 

 IV. โลกดำเนินการอย่างไรต่อการเกิดขึ้นของอาชญากรรมข้ามชาติ

 

            หลังจากที่อาชญากรรมข้ามชาติส่งผลร้ายแรงต่อมวลมนุษย์ทั่วโลกอย่างต่อเนื่องตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ประกอบกับมาตรการหรือกลไกในการป้องกันและปราบปรามของแต่ละรัฐมีความแตกต่างและขาดประสิทธิภาพ ที่สำคัญ คำจำกัดความหรือนิยามของอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงความรุนแรงของอาชญากรรมในแต่ละประเภทของแต่ละรัฐก็มีความแตกต่างกันไป  ทำให้แนวทางการปฏิบัติไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

 

            อาชญากรรมข้ามชาติส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีเครือข่ายสาขา และมีการดำเนินกิจกรรมในหลายประเทศเชื่อมโยงกัน การต่อต้านปราบปรามโดยเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งจึงไม่เพียงพอ และไม่สามารถเกิดประสิทธิภาพได้ องค์การสหประชาชาติจึงได้เชิญชวนให้ทุกประเทศสมาชิกได้ร่วมมือกันเพื่อขจัดภัยพิบัตินี้ 

 

            และเพื่อให้ความร่วมมือนี้มีประสิทธิภาพและเป็นแนวทางเดียวกัน สหประชาชาติจึงได้ออกกฎหมายระหว่างประเทศที่เรียกว่า “อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” (United Nations Convention against Transnational Organized Crime) ขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศิกายน 2547 และเดือนธันวาคมปีเดียวกันในเวลาต่อมา มีประเทศสมาชิกจำนวนถึง 125 ประเทศซึ่งรวมถึงประเทศไทย จากประเทศสมาชิกทั้งหมดขององค์การสหประชาชาติจำนวน 192 ประเทศให้การลงนามรับรองต่ออนุสัญญาฉบับนี้ 

 

            วัตถุประสงค์หลักของการออกอนุสัญญาฉบับนี้ สหประชาชาติหวังจะให้อนุสัญญาฉบับดังกล่าวมีสภาพเหมือนกับธรรมนูญกฎหมายอาญาของประเทศสมาชิกทุกประเทศ หรืออาจเรียกว่าเป็นกฎหมายอาญาของโลกนั่นเอง  หมายความว่า เมื่อประเทศสมาชิกใดลงนามให้การรับรองหลักการต่ออนุสัญญาฉบับนี้แล้ว ประเทศนั้นต้องกลับไปปรับแก้กฎหมายภายในของตัวเองให้สอดคล้องต่ออนุสัญญา  และเมื่อพร้อมแล้ว ก็ประกาศให้สัตยาบันบังคับใช้อนุสัญญานี้ในประเทศนั้นต่อไป โดยสหประชาชาติเชื่อว่า หากประเทศสมาชิกทุกประเทศลงนามรับรอง แก้ไขกฎหมายภายในให้มีความสอดคล้อง และให้สัตยาบันประกาศใช้แล้ว จะทำให้กฎหมายอาญาหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติมีความหมายและมีโครงสร้างเดียวกันทั่วโลก และผลดีที่ตามมาก็คือ ความขัดแย้งในการตีความอาชญากรรมข้ามชาติและความหมายของคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะหมดไป ส่งผลให้การการปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันมากขึ้น

 

            นอกจากในด้านมิติของกฎหมายแล้ว การดำเนินการเพื่อสร้างความร่วมมือและความสอดคล้องในมิติอื่นๆ ได้ถูกดำเนินการควบคู่กันไปด้วย เช่น การเชิญชวนให้ทุกประเทศสมาชิกจัดทำข้อตกลงระหว่างรัฐซึ่งกันและกันในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และความร่วมมือในกิจการตำรวจ นอกจากนึ้  ในทุกๆ การประชุมขององค์กรระหว่างประเทศก็ยังสอดแทรกความร่วมมือในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเป็นวาระหนึ่งในการประชุมอยู่ด้วยเสมอ การสร้างสภาพแวดล้อมให้ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันหรือในภูมิศาสตร์ที่ใกล้กันรวมตัวกันเพื่อสร้างมาตรการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกันในระดับภูมิภาคก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับการรณรงค์

 

 

 

V. การดำเนินการของประเทศไทยในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

 

            ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ประเทศไทยได้ลงนามรับหลักการต่ออนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรไปแล้ว แต่ยังคงไม่ให้สัตยาบันประกาศบังคับใช้ในประเทศ เนื่องจากว่า ยังมีกฎหมายภายในประเทศบางฉบับยังไม่สอดคล้องต่ออนุสัญญาฯ และด้วยเหตุผลนี้  รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบยกร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขึ้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการ (ร่างพระราชบัญญัติฯ ปรากฎตามเอกสารแนบ)

 

            สำหรับมิติด้านนโยบายในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ  รัฐบาลได้มีคำสั่งสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ 6/2546 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 โดยมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการประกอบไปด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงทุกหน่วยงานซึ่งรวมไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย

 

            ส่วนในด้านการปฏิบัติที่ผ่านมา ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็ได้เข้าร่วมการประชุมทั้งในและต่างประเทศในส่วนภารกิจที่ส่วนราชการนั้นรับผิดชอบ เพื่อรับทราบความเคลื่อนไหวและนโยบายการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภาพรวมระดับภูมิภาคและระดับโลก จากนั้นก็นำมุมมองเหล่านั้นมาปรับปรุงนโยบายและการปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการให้สอดคล้อง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพรวมด้านแนวนโยบายระดับประเทศแล้ว ยังไม่ปรากฎภาพที่ชัดเจนมากนัก

 

VI. สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการอย่างไรบ้างเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ

 

            แนวทางหลักในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในปัจจุบันไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการแสวงหาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะอาชญากรรมข้ามชาตินั้น โดยชื่อบอกชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่ได้เกิดขึ้นหรือมีผลกระทบเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ ดังนั้น การแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ร่วมเป็นพันธมิตรในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด

 

            สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นสมาชิกขององค์การตำรวจสากล ซึ่งปัจจุบันองค์การนี้มีประเทศสมาชิกทั้งสิ้นจำนวน 184 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศสมาชิกทั้งหมดสามารถติดต่อกันโดยตรงผ่านช่องทางการสื่อสารขององค์การตำรวจสากลที่เรียกว่า I 24-7 (Information 24 hours and 7 days) ซึ่งเป็นระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วและความปลอดภัยสูง หน่วยงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับองค์การตำรวจสากลและประเทศสมาชิกทั้งหมดได้แก่ ฝ่ายการต่างประเทศ 1 (ตำรวจสากล) กองการต่างประเทศ ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารเกี่ยวกับอาชญากรรมตลอดเวลา

 

            นอกจากนี้ ในระดับภูมิภาค เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศอาเซียน (Association of Southeast Asian Nation: ASEAN) ซึ่งมีประเทศสมาชิกจำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน เวียดนาม และฟิลิปปินส์  ประเทศทั้งหมดเหล่านี้มีการประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งทางด้านความมั่นคงและการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมวัฒนธรรม โดยมีสำนักงานเลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ประสานงานกลางให้ความร่วมมือของภูมิภาคเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  ในด้านความร่วมมือด้านความมั่นคงที่กล่าวไปแล้วนั้น  รวมไปถึงความร่วมมือในเรื่องการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติด้วย

 

            ในส่วนของกิจการตำรวจ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้ง 10 ประเทศสมาชิกยังได้รวมตัวกันจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียนขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งวาระหลักของการประชุมได้แก่ การแสวงหาความร่วมมือในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลร้ายแรงต่อภูมิภาค อันได้แก่ การลักลอบค้ายาเสพติด  การก่อการร้าย  การลักลอบค้าอาวุธ  การค้ามนุษย์  การฉ้อโกงทางทะเล  อาชญากรรมเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์และบัตรเครดิต  อาชญากรรมคอมพิวเตอร์  การปลอมแปลงเอกสาร  การฉ้อโกงข้ามชาติ  ประเภทของอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้เองเป็นที่มาของกรอบและประเภทของอาชญากรรมข้ามชาติที่อาเซียนให้ความสนใจและเฝ้าระวัง

 

ย้อนกลับมาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดมีหน้าที่รับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเภททั้งหมดเป็นการเฉพาะ  ยังต้องกล่าวว่า ทุกหน่วยปฏิบัติในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่เกิดขึ้นภายในเขตพื้นที่ของตัวเอง เช่น กองบัญชาตำรวจภูธรต่างๆ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบอาชญากรรมข้ามชาติตามประเภทของฐานความผิด เช่น กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด รับผิดชอบอาชญากรรมด้านยาเสพติด กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเด็กเยาวชนและสตรีรับผิดชอบอาชญากรรมการค้ามนุษย์ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รับผิดชอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เป็นต้น

 

เมื่อหน่วยงานปฏิบัติต่างๆ พบว่า อาชญากรรมที่ตัวเองสืบสวนสอบสวนมีลักษณะเป็นเครือข่ายข้ามชาติ และมีความจำเป็นจะต้องสอบสวนบุคคลใดบุคคลหนึ่งในต่างประเทศ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานในต่างประเทศ หรือต้องขอรับการสนับสนุนจากตำรวจต่างประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว หน่วยงานนั้นก็ชอบที่จะขอรับการสนับสนุนจากกองการต่างประเทศ (ตท.) เพื่ออำนวยความสะดวกต่อความต้องการหรือความจำเป็นนั้น  

 

หลังจากที่กองการต่างประเทศรับคำร้องขอจากหน่วยปฏิบัติต่างๆ ก็จะนำเรียนผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รับผิดชอบขออนุมัติส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งจะเป็นหน่วยพิจารณาและดำเนินการส่งประเด็นนั้นไปยังประเทศที่เกี่ยวข้องต่อไป ขั้นตอนกระบวนทั้งหมดนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญา พ.ศ.2535 

 

VII. นิยามของอาชญากรรมชาติ

 

            ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น นิยามของอาชญากรรมข้ามชาติเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าควรจะเป็นอย่างไร ปัญหาที่ทำให้หาข้อสรุปไม่ได้ก็คือ แต่ละประเทศต่างประสบปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในลักษณะที่แตกต่างกัน จึงทำให้มุมมองเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติแตกต่างกันไปด้วย ปัญหานี้ทำให้แม้แต่สหประชาชาติ เมื่อครั้งที่ออกอนุสัญญาเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติก็ไม่กำหนดว่าอาชญากรรมข้ามชาติมีฐานความผิดประเภทใดบ้าง เพราะหากกำหนดฐานความผิดเป็นที่ชัดเจนแล้ว วันเวลาผ่านไปอาจทำให้ความหมายหรือนิยามไม่ทันสมัยได้ เนื่องจากสถานการณ์ของโลกและรวมไปถึงอาชญากรรมมีความเป็นพลวัตรอยู่ตลอดเวลา วันนี้ อาจบอกได้ว่า การลักลอบยาเสพติด และการค้ามนุษย์มีลักษณะการกระทำผิดที่ข้ามชาติ แต่ในวันข้างหน้าอาจจะมีฐานความผิดใหม่ๆ ที่มีลักษณะข้ามชาติได้เช่นเดียวกัน อาชญากรรมข้ามชาติจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงแค่การกระทำความผิดที่เรารู้จักเฉพาะในวันนี้เท่านั้น

 

อนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติกำหนดคำนิยามและความหมายของคำว่า “องค์กรอาชญากรรม” ไว้ว่า

 

“องค์กรอาชญากรรม ให้หมายถึง กลุ่มที่มีการจัดโครงสร้างประกอบด้วยบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป โดยรวมกลุ่มกันในระยะเวลาหนึ่งและร่วมมือกันเพื่อการก่ออาชญากรรมร้ายแรงตั้งแต่หนึ่งฐานความผิดขึ้นไปในประเภทที่ระบุไว้ในสัญญาฉบับนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินหรือทางวัตถุอย่างอื่น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม”

 

และอนุสัญญาฯ ได้ให้นิยาม “กลุ่มที่มีการจัดโครงสร้าง” ไว้ว่า “กลุ่มที่ไม่ได้รวมตัวกันโดยบังเอิญเพื่อกระทำความผิดโดยทันใด แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างเป็นทางการและไม่จำเป็นต้องมีความต่อเนื่องของการเป็นสมาชิก ตลอดจนไม่จำเป็ต้องมีโครงสร้างของกลุ่มที่เป็นระบบ”

 

ส่วนคำว่า “อาชญากรรมร้ายแรง” นั้น อนุสัญญาฯ ระบุว่า “การกระทำความผิดซึ่งสามารถลงโทษโดยการจำกัดอิสรภาพซึ่งมีอัตราขั้นสูงเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ปี หรือโดยโทษที่หนักกว่านั้น”

 

ความหมายของ “องค์กรอาชญากรรม” อีกความหมายหนึ่งซึ่งประกาศเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน 2551 ที่จะถึงนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดนิยามของ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ไว้ ดังนี้

 

“องค์กรอาชญากรรม” หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้างโดยสมคบกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำ หนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอนหรือมีความต่อเนื่องของสมาชิกภาพหรือไม่ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือหลายฐานที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่ สี่ปีขึ้นไปหรือกระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ทางทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันมิชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

 

สำหรับความหมายของ “อาชญากรรมข้ามชาติ” ในข้อ 3 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งว่าด้วย “ขอบเขตการใช้บังคับ” น่าจะเป็นความหมายที่ชัดเจนที่สุด ความในส่วนนี้เขียนขึ้นเพื่อกำหนดว่าให้ใช้อนุสัญญานี้ในการป้องกัน การสอบสวน และการฟ้องร้องดำเนินคดีต่ออาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม ซึ่งในข้อ 2 ย่อยของส่วนนี้เขียนไว้ชัดเจนว่า ลักษณะความผิดต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ หาก

 

1.      ความผิดนั้นกระทำลงในประเทศมากกว่าหนึ่งประเทศ

 

2.   ความผิดนั้นกระทำลงในประเทศหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญของการตระเตรียมการการวางแผน การสั่งการ หรือการควบคุม  ได้กระทำในอีกประเทศหนึ่ง

 

3.   ความผิดนั้นกระทำลงในประเทศหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญาในอาณาเขตของประเทศมากกว่าหนึ่งประเทศ หรือ

 

4.      ความผิดนั้นกระทำลงในประเทศหนึ่งแต่มีผลกระทบที่สำคัญเกิดขึ้นในอีกประเทศหนึ่ง[2]

 

ส่วนร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ยกร่างโดยสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น  มาตรา 3 กำหนดความหมายของ “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ไว้ว่า

 

“องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” หมายความถึง กลุ่มจัดตั้งของบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปที่รวมตัวกันในรูปแบบต่างๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงฐานใดฐานหนึ่งหรือหลายฐาน หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดหรือผลประโยชน์อย่างใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดร้ายแรงไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และเป็นอาชญากรรมที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

 

1.      เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยลักษณะแห่งการกระทำเกิดขึ้นในเขตแดนของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ

 

2.   เป็นการกระทำความผิดอาญาซึ่งในขั้นตอนที่สำคัญของการตระเตรียมการเพื่อกระทำความผิด หรือการวางแผน การสั่งการและการควบคุมการกระทำความผิดได้กระทำในอีกรัฐหนึ่ง

 

3.   เป็นการกระทำความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยเข้าร่วมกิจกรรมที่ผิดกฎหมายที่มีการดำเนินการอยู่ในรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐ

 

4.   เป็นการกระทำความผิดอาญาในรัฐหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดในอีกรัฐหนึ่ง ไม่ว่าผู้กระทำจะมีความประสงค์ให้ผลนั้นเกิดขึ้นในอาณาจักรของอีกรัฐหนึ่งไม่ก็ตาม

 

ส่วน “ความผิดร้ายแรง” นั้น ในร่างพระราชบัญญัต