27 สาระที่ 2 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
ให้นักศึกษาที่มีเวลาน้อยได้ศึกษาจาก
blog Mail นี้เพิ่มเติมความรู้
นิยามของสิ่งมีชีวิตอย่างที่เรารู้จักบนโลก
สิ่งมีชีวิตคืออะไร
สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมีความแตกต่างกันอย่างไร
สิ่งมีชีวิตบนโลกมีหลายรูปแบบ (life form) นับตั้งแต่ แบคทีเรีย
ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมีโครงสร้างอย่างง่ายๆ
จนกระทั่งสิ่งมีชีวิตชั้นสูง เช่น มนุษย์
เป็นสัตว์หลายเซลล์มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อน
อย่างไรก็ดีสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลกย่อมมีคุณสมบัติที่แตกต่างไปจากสิ่งไม่มีชีวิต
ดังนี้
ข้อจำกัดทางอายุขัย
สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่เป็นวัฏจักร มีวัย อายุขัย และวงรอบชีวิตที่แน่นอน
เช่น ยุงมีอายุขัย 7 วัน มนุษย์มีอายุขัยประมาณ 80 ปี
ส่วนสิ่งไม่มีชีวิต เช่น
ก้อนหินจะสิ้นอายุขัยตราบเมื่อผุพังหรือสึกกร่อน
เปลวไฟมีอายุตราบเท่าที่มีเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยง
สิ่งไม่มีชีวิตไม่มีกำหนดอายุขัยเป็นคาบเวลาที่แน่นอน
การสืบพันธุ์
เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีอายุขัยจำกัดเป็นคาบเวลา
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสืบพันธุ์เพื่อจะดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้
การสืบพันธุ์จำเป็นต้องมีความสามารถในการคัดลอกคุณสมบัติของตัวเอง
เช่น ลูกคนก็ต้องเป็นคน ลูกสุนัขก็ต้องเป็นสุนัข
วิวัฒนาการ
สิ่งมีชีวิตมีความประสงค์ที่จะคงเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้
ดังนั้นจึงต้องมีความสามารถในการปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
โดยที่การคัดลอกตัวเองในการสืบพันธุ์นั้น
จะมีการกลายพันธุ์ทีละเล็กน้อยอย่างช้าๆ ในระยะเวลาที่ยาวนาน เช่น
นกวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์
โครงสร้างร่างกาย
ในการดำรงชีวิตและสืบพันธุ์ สิ่งมีชีวิตจำเป็นจะต้องมี ร่างกาย
พลังงาน และชุดคำสั่งทางพันธุกรรม เพื่อสั่งให้เซลล์แต่ละเซลล์ทำงาน
นั่นหมายความว่า ชีวิตเป็นทั้งสสาร พลังงาน และข่าวสาร
กระบวนการเผาผลาญอาหาร
สิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก
ร่างกายต้องการวัตถุดิบเพื่อสร้างโครงสร้างและพลังงาน
โดยอาศัยกระบวนการเผาผลาญอาหาร (Metabolic process)
ซึ่งปลดปล่อยผลผลิตและสิ่งเหลือใช้ กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม
เซลล์ (Cell)
สิ่งมีชีวิตบนโลกมีโครงสร้างหลักเป็นคาร์บอนและน้ำ
ซึ่งหากพิจารณาเทียบกับองค์ประกอบทางเคมีของเปลือกโลกในตารางที่ 1
แล้ว จะเห็นว่าร่างกายมนุษย์มีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกับเปลือกโลก
นั่นหมายความว่า สิ่งมีชีวิตนำธาตุที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมบนเปลือกโลก
มาสร้างเป็นร่างกายนั่นเอง
ตารางที่ 1 ธาตุในระบบชีวภาพ (หน่วยที่ใช้เป็น จำนวน n : 100,000
อะตอม)
ธาตุ
|
เลขอะตอม
|
เปลือกโลก
|
มหาสมุทร
|
ร่างกายมนุษย์
|
ไฮโดรเจน (H)
|
1
|
2,882
|
66,200
|
60,562
|
คาร์บอน (C)
|
6
|
56
|
1.4
|
10,680
|
ไนโตรเจน (N)
|
7
|
7
|
<1
|
2,440
|
ออกซิเจน (O)
|
8
|
60,425
|
33,100
|
25,670
|
โซเดียม (Na)
|
11
|
2,554
|
290
|
75
|
แมกนีเซียม (Mg)
|
12
|
1,784
|
34
|
11
|
ฟอสฟอรัส (P)
|
15
|
79
|
<1
|
130
|
กำมะถัน (S)
|
16
|
33
|
17
|
130
|
คลอรีน (Cl)
|
17
|
11
|
340
|
33
|
โปแตสเซียม (K)
|
19
|
1,374
|
6
|
37
|
แคลเซียม (Ca)
|
20
|
1,878
|
6
|
230
|
เซลล์เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
เซลล์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกประกอบด้วยธาตุหลัก 4 ธาตุ คือ ไฮโดรเจน
ออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอน
ซึ่งเป็นธาตุเบาที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกและในจักรวาล
นอกจากนั้นเซลล์ยังใช้ฟอสฟอรัสและกำมะถัน
ในการสร้างวัสดุโครงสร้างของเซลล์
และกระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงาน
ธาตุทั้งหกนี้พบทั่วไปในสารอินทรีย์ของเซลล์ โดยประกอบกันเป็นโมเลกุล
ดังนี้
น้ำ เป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์
มีอยู่ประมาณร้อยละ 70 ของน้ำหนักเซลล์ทั้งหมด
ไขมัน (Lipids)
มีโครงสร้างเป็นไฮโดรคาร์บอน ไม่ละลายน้ำ
เป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื้อต่างๆ
และมีหน้าที่เก็บสะสมพลังงานเคมี
คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate)
มีโครงสร้างเป็นไฮโดรคาร์บอนเช่นเดียวกับไขมัน แต่มีกลุ่มไฮดรอกซิล
(-OH) ซึ่งมีคุณสมบัติในการละลายน้ำ ประกอบด้วยวงแหวนโมเลกุลของน้ำตาล
ซึ่งเมื่อแตกตัวแล้วให้พลังงานออกมา
โปรตีน (Protein)
เป็นโมเลกุลที่มีความสลับซับซ้อนมากที่สุด ประกอบขึ้นด้วยกรดอะมิโน
(Amino acid) หลายชนิดเรียงต่อกันเป็นสายยาวสลับซับซ้อน
คอยทำหน้าที่ต่างๆ ภายในเซลล์
นับตั้งแต่ควบคุมปฏิกิริยาเคมีไปจนถึงเป็นโครงสร้างของร่างกาย ได้แก่
โปรตีนโครงสร้าง เช่น ขน เล็บ เอ็น; โปรตีนขนส่ง เช่น เฮโมโกลบิน
ในเม็ดเลือด; โปรตีนภูมิคุ้มกัน เช่น แอนติบอดี; โปรตีนเร่งปฏิกิริยา
เช่น เอนไซม์ เป็นต้น (สิ่งชีวิตสร้างโปรตีนมากมายหลายพันชนิด
ขึ้นจากกรดอะมิโนเพียง 20 ชนิด)
ภาพที่ 1 โครงสร้างโปรตีนซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของกรดอะมิโนชนิดต่างๆ
เรียงต่อกัน

กรดนิวคลีอิก (Nucleic acid)
เป็นโมเลกุลที่ใหญ่ที่สุดในเซลล์ เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลคำสั่ง
ซึ่งระบุหน้าที่การทำงานของเซลล์ รวมถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วย
กรดนิวคลีอิกมี 2 ชนิดคือ DNA และ RNA
o DNA ย่อมาจาก Deoxyribonucleic acid หรือ กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก
เป็นโมเลกุลสายคู่ มีหน้าที่สะสมข้อมูลพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
ซึ่งสามารถสืบทอดมรดก (ชุดคำสั่ง) จากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง
o RNA ย่อมาจาก Ribonucleic acid หรือ กรดไรโบนิวคลีอิก
เป็นโมเลกุลสายเดี่ยว มีหน้าที่จำลองรหัสพันธุกรรมของ DNA
เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ โดยการสังเคราะห์โปรตีน
ถ่ายทอดชุดคำสั่งไปยังเซลล์ตัวอื่นต่อไป
ภาพที่ 2 ตัวอย่างโครงสร้างโมเลกุลของสารอินทรีย์

ส่วนประกอบของเซลล์
เซลล์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยของเหลวใสคล้ายวุ้นที่เรียกว่า
ไซโทพลาสซึม (Cytoplasm) ซึ่งห่อหุ้มด้วยเยื่อบางๆ (Membrane)
ที่ยอมให้สารบางชนิดผ่านเข้าออกได้ ภายในเซลล์บรรจุ โครโมโซม
(Chromosome)
ซึ่งเป็นที่รวบรวมของชุดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเซลล์
โครโมโซมทำหน้าที่ถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมใน DNA ไปสู่เซลล์รุ่นถัดไป
นอกจากนั้นภายในเซลล์ยังมี ไรโบโซม (Ribosome)
ซึ่งมีหน้าที่ถอดรหัสพันธุกรรมจาก DNA
เพื่อคัดเลือกกรดอะมิโนชนิดต่างๆ สร้างเป็นโปรตีนชนิดต่างๆ
เซลล์บางชนิดอยู่กับที่
เซลล์บางชนิดเคลื่อนที่ได้ด้วยการโบกสะบัดหางยาวที่ยื่นออกมาเรียกว่า
แฟลเจลลัม (Flagellum) ดังที่แสดงในภาพที่ 3
ภาพที่ 3 โครงสร้างเซลล์

โพรคาริโอต (Prokaryote) เป็นเซลล์ขนาดเล็กที่ไม่มีนิวเคลียส
อุบัติขึ้นบนโลกในรูปของแบคทีเรียเมื่อ 3.5 ล้านปีก่อน ส่วนยูคาริโอต
(Eukaryote) เป็นเซลล์ขนาดใหญ่มีโครงสร้างสลับซับซ้อน
อุบัติขึ้นบนโลกเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน ยูคาริโอต
มีโครโมโซมจำนวนหลายชุดบรรจุอยู่ในนิวเคลียส ภายนอกนิวเคลียสยังมี
ออร์แกเนลล์ (Organelle) หรือโครงสร้างเล็กๆ
ซึ่งทำหน้าที่จำเพาะต่างหากอีก ได้แก่
คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
ทำหน้าที่สังเคราะห์อาหารด้วยแสงอาทิตย์
ไมโทคอนเดรียน (Mitochondrion)
ทำหน้าที่หายใจนำออกซิเจนมาย่อยสลายอาหารให้เกิดพลังงาน
โกลจิบอดี (Golgi body)
ทำหน้าที่สะสมผลผลิตไว้เป็นพลังงานออกมา
สัตว์และพืช เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยเซลล์มากมายหลายล้านเซลล์
ประกอบกันเป็นอวัยวะต่างๆ
และทำงานร่วมกันเป็นระบบที่ใหญ่และสลับซับซ้อน
เซลล์ของพืชต่างจากเซลล์ของสัตว์ตรงที่มีผนังเซลล์ที่แข็งแรง
และมีคลอโรพลาสซึ่งเป็นโครงสร้างสีเขียวบรรจุคลอโรฟิลล์ไว้เพื่อจับพลังงานจากดวงอาทิตย์
เพื่อสร้างอาหารจากน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์
โดยอาศัยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis)
พันธุกรรม (Gene)
พันธุกรรม
หรือ ยีน หมายถึง การส่งทอดข้อมูลข่าวสารของเซลล์
จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่งโดยผ่านโครโมโซม สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ
มีจำนวนโครโมโซมบรรจุอยู่ในเซลล์เป็นจำนวนเฉพาะไม่เหมือนกัน เช่น
เซลล์ของมนุษย์มี 46 โครโมโซม เซลล์ของลิงซิมแปนซีมี 48 โครโมโซม
เซลล์ของต้นสนมี 22 โครโมโซม ส่วนเซลล์ของปลาทองมีถึง 94 โครโมโซม
โครโมโซมเป็นที่รวบรวมของข้อมูลภาษาทางพันธุกรรม หรือ ยีน
ซึ่งเก็บรวบรวมไว้เป็นรหัส ซึ่งเขียนขึ้นด้วยกรดนิวคลีอิค
เรียงต่อกันเป็นคำและประโยค
ภาพที่ 4 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส

ในขณะที่สิ่งมีชีวิตมีอายุมากขึ้น
ร่างกายก็จะเติบโตใหญ่ขึ้น เซลล์ของมันยังคงมีขนาดคงเดิม
แต่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นโดยการแบ่งตัว และเพิ่มจำนวนมากขึ้น
การแบ่งตัวที่ทำให้เกิดเซลล์สองเซลล์ที่เหมือนกัน เราเรียกว่า ไมโทซิส
(Mitosis) ภาพที่ 4 แสดงให้เห็นขั้นตอนของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
ดังนี้ (1) โครโมโซมภายในนิวเคลียสเริ่มหดตัวสั้นและหนาขึ้น (2)
จับตัวเป็นคู่ๆ เป็นรูปตัว X (3) โครโมโซมเรียงตัวเป็นเส้นตรง (4)
เซลล์เริ่มขยายตัวทำให้โครโมโซมแยกตัวออกสองข้าง (5)
เซลล์สร้างผนังแบ่งเป็น 2 นิวเคลียส (6) เซลล์แยกตัวออกเป็น 2
เซลล์โดยอิสระ การแบ่งตัวแบบนี้ทำให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่
มีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ
ภาพที่ 5 โครโมโซมของมนุษย์ (เพศหญิง)

ในการสืบทอดพันธุกรรมด้วยเพศ
จะมีการแบ่งตัวชนิดพิเศษอีกรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งทำให้เซลล์ที่เกิดใหม่มีความแตกต่างกัน เราเรียกว่า ไมโอซิส
(Meiosis) ภาพที่ 5 แสดงให้เห็นถึงโครโมโซมของมนุษย์จำนวน 23 คู่
เรียงตามขนาดใหญ่ไปเล็ก โครโมโซมคู่ที่ XX
เป็นโครโมโซมพิเศษซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นเพศหญิง
สเปิร์มซึ่งอยู่ในอัณฑะของเพศผู้ และไข่ซึ่งอยู่ในรังไข่ของเพศเมีย
จัดเป็น “เซลล์เพศ” (Sex cell) ถือเป็นเซลล์พิเศษ เมื่อเกิดการปฏิสนธิ
สเปิร์มของเพศผู้เข้าไปอยู่ในนิวเคลียสในไข่ของเพศเมีย
ทำให้เซลล์ไข่มีโครโมโซมครบ 46 ตัว (ในกรณีของมนุษย์)
ภาพที่ 6 การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส (อาศัยเพศ)

ภาพที่
6 แสดงให้เห็นขั้นตอนการแบ่งตัวแบบไมโอซิส ดังนี้ (1)
โครโมโซมภายในนิวเคลียสเริ่มหดตัวสั้นและหนาขึ้น (2) จับตัวเป็นคู่ๆ
เป็นรูปตัว X (3) โครโมโซมจับคู่ประกบกันแลกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรม (4)
แต่ละคู่แยกตัวจากกัน (5) เซลล์เริ่มขยายตัวออก (6)
เซลล์สร้างผนังแบ่งเป็น 2 นิวเคลียส (7) เซลล์แยกตัวออกเป็น 2
เซลล์โดยอิสระ (8) เซลล์เริ่มขยายตัวทำให้โครโมโซมแยกตัวออกสองข้าง
(9) เซลล์สร้างผนังแบ่งเป็น 2 นิวเคลียส (10) เซลล์แยกตัวออกเป็น 4
เซลล์โดยอิสระ การแบ่งตัวแบบนี้ทำให้เซลล์ที่เกิดขึ้นใหม่แต่ละเซลล์
มีคุณสมบัติเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างไปจากเซลล์ต้นกำเนิด
นี่เป็นสาเหตุทำให้ตัวเรามีความแตกต่างและคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษ
รหัสพันธุกรรม (Genetic code)
โครโมโซม
ประกอบขึ้นด้วยโมเลกุลของกรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก หรือ DNA
ซึ่งเป็นโมเลกุลสายคู่บิดเป็นเกลียวต่อเนื่องดังที่แสดงในภาพที่ 7
แสดงถึงโครงสร้างโมเลกุลของ DNA
ซึ่งประกอบขึ้นด้วยกลุ่มโมเลกุลย่อยของกรดนิวคลีอิกที่เรียกว่า
“นิวคลีโอไทด์” (Nucleotide) แต่ละนิวคลีโอไทด์ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3
หน่วย คือ น้ำตาลไรโบส 5 อะตอมคาร์บอน [R] อยู่ตรงกลาง
ปลายข้างหนึ่งต่อเชื่อมกับ กลุ่มฟอสเฟต [P]
โดยมีปลายอีกข้างหนึ่งต่อเชื่อมกรดนิวคลีอิกที่ฐานไนโตรจีเนียส [B]
ซึ่งมีด้วยกัน 4 ชนิดคือ อะดีนิน (A), ไทมิน (T), กัวนิน (G)
และไซโทซิน (C) หากนำโครโมโซม (ในเซลล์มนุษย์) หนึ่งเส้นมายืดออก
จะได้ระยะทางประมาณ 2-3 เมตร ซึ่งมีฐานไนโตรจีเนียสประมาณ 3
ล้านฐาน
ภาพที่ 7 โครงสร้าง DNA

เนื่องจากโครงสร้างของ
DNA ซึ่งเป็นโมเลกุลสายคู่ (Double helix)
นิวคลีโอไทด์ซึ่งอยู่คู่กันจึงเชื่อมต่อกันที่ฐานไนโตรจีเนียสโดยมีข้อแม้ว่า
“A คู่กับ T” และ “C คู่กับ G” เท่านั้น
ดังนั้นลักษณะของการจับคู่ฐานจึงมีเพียง 4 รูปแบบ เท่านั้น คือ {A-T},
{T-A}, {C-G} และ {G-C} เท่านั้น นี่คือตัวอักษรในรหัสพันธุกรรม
ภาษาพันธุกรรมมีความคล้ายคลึงกับภาษามนุษย์ “คำ”
ที่ใช้ในรหัสพันธุกรรมเรียกว่า “โคดอน” (Codon) หนึ่งโคดอนประกอบด้วย
กลุ่มลำดับฐาน ซึ่งอ่านครั้งละ 3 ตัวอักษร เช่น [{A-T}, {C-G}, {T-A}]
ดังตัวอย่างในภาพที่ 8 ดังนั้นกลุ่มของลำดับฐานจึงมี 64 กลุ่ม
ที่แตกต่างกัน ถ้อยคำเหล่านี้จัดเรียงต่อกันคำต่อคำ
เป็นประโยคข้อมูลตลอดความยาวของสาย DNA
ภาพที่ 8 รหัสพันธุ์กรรม 1 โคดอน

เมื่อเซลล์เกิดการแบ่งตัว
สายดีเอ็นเอจะจำลองแบบตัวเอง (Replication) โดยการถอดซิปตัวเองออก
คลายฐานไนโตรจีนัส เพื่อให้โมเลกุลของกรดนิวคลีอิกคัดลอกแบบตัวเอง
จนเกิดสายโมเลกุลใหม่อีก 2 เส้น ซึ่งเหมือนกันทุกประการ ประกบกันเป็น
สายเก่า-ใหม่ จำนวน 3 คู่ ดังภาพที่ 9
ภาพที่ 9 การจำลองแบบ DNA

ในการทำงานของร่างกาย
เซลล์จะต้องถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อนำข้อมูลข่าวสารจาก DNA
ไปสู่ปฏิบัติ โดยมีผลลัพธ์เป็นการสังเคราะห์โปรตีนชนิดต่างๆ
จากโมเลกุลของกรดอะมิโนหลายชนิด (ภาพที่ 10) เมื่อการถอดรหัสเริ่มขึ้น
เอนไซม์ (โปรตีนเร่งปฏิกิริยา)
จะเปิดสายโมเลกุลเกลียวคู่ให้แยกจากกันตามจุดที่ต้องการ
เอนไซม์อีกชนิดหนึ่งจะสร้างสาย “เมสเซนเจอร์ อาร์เอ็นเอ” (messenger
RNA) หรือ mRNA เข้าไปประกบคู่กับ สาย DNA ข้างหนึ่ง
โดยการเชื่อมฐานนิวโตรจีเนียสเข้าด้วยกัน แต่ฐานใน RNA มีเพียง A, C,
G, ไม่มี T (ไทมิน) แต่มี U (ยูราซิล) แทน
เมื่อ mRNA ทำการคัดลอกข้อมูลจาก DNA เสร็จแล้ว
จะเดินทางผ่านผนังนิวเคลียสออกมา จากนั้นไรโบโซมซึ่งมี RNA
อีกชนิดหนึ่งซึ่งบรรจุอยู่ภายในเรียกว่า “ทรานสเฟอร์อาร์เอ็นเอ”
(transfer RNA) หรือ tRNA จะเคลื่อนตัวไปตามสาย mRNA
เพื่อแปลรหัสพันธุกรรมทีละ 1 โคดอน หรือ 3 ตัวอักษร เช่น [{A-U},
{U-A}, {C-G}] ข้อมูลจาก nRNA เป็นคำสั่งการให้ tRNA
คัดเลือกโมเลกุลของกรดอะมิโนทั้ง 20 ชนิด
เรียงลำดับให้ถูกต้องเพื่อสังเคราะห์โปรตีนชนิดที่ต้องการ
เมื่อไรโบโซมเคลื่อนที่มาถึงรหัสที่บอกว่า หยุด
ก็จะได้สายโปรตีนโมเลกุลที่สมบูรณ์ และหลุดออกไปจากไรโบโซม
เพื่อทำหน้าที่ๆ เซลล์ต้องการ ต่อไป
ภาพที่ 10 การทำงานของ RNA

|
|
| |
ที่มา : The LESA Project
http://www.lesa.in.th/index.html
|
ครู กศน.อำเภอคลองหลวง ปรับวิธีการเรียนเปลี่ยนวิธีการสอน ใช้สื่อที่หลากหลาย เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะกับบุคคล
ขออนุญาต นำไปเป็นครูต้นแบบ ให้ครู กศน.อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ยินดีครับ วิธีการเรียนการสอนใหม่โดยใช้สื่อนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จาก กศน.อยุธยา โดยแท้จริง ขอขอบคุณอีกครั้ง