ผมอยากให้เด็กรุ่นใหม่ได้อ่านเรื่องนี้

          ท่านที่รัก ผมดีใจมากที่วันแห่งความรักปีนี้ หลายท่านที่เข้ามาได้แสดงความเห็นที่มีคุณค่าต่อวันแห่งความรักเป็นอย่างยิ่ง ขอยกตัวอย่าง.....

 

“ฝากขอบคุณ..อ.แกะ(ผศ.ดร. ชนสรณ์ ภูเด่นแดน)..ด้วยนะคะ..ที่ถ่ายทอดความรักที่มีคุณค่าและยิ่งใหญ่..ในครั้งนี้"

และ “คิดถึงแม่ขึ้นมา น้ำตามันก็ไหลอยากกลับไป ซบลงที่ตรงตักแม่”

 

หรือ “แม่ของ ผศ.ดร. ชนสรณ์ ภูเด่นแดน เป็นแม่ที่สมควรยกย่องอ่านแล้วซาบซึ้งจัง   ทำให้รักแม่เรามากขึ้นวาเลนไทน์ปีนี้มีความหมายมากกว่าปีก่อนๆเพราะบันทึกหน้านี้  ทำให้รักแม่มากขึ้นกว่าทุกปี”

 

          นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเห็น ผมมีความรู้สึกว่าอยากให้วันแห่งความรัก พวกเราสมควรจะมอบความรักให้กับผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าง....ทุกปีที่ผ่านมาเราได้มอบความรัก ลงทุนซื้อดอกกุหลาบที่สวยที่สุดมอบให้กับคนรัก(ที่ไม่ใช่แม่)

 

          ขอบคุณ อ.แกะ มากที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ผมก็เห็นหน้า อ.แกะแบบเต็มก็พร้อมกับท่านนี่แหละ เป็นคนหนุ่มที่ผมชื่นชมมาก ท่านกำลังทำดอกเตอร์อยู่ที่เยอรมัน ความรู้สึกที่ท่านเข้ามาอ่านเป็นอย่างนี้ครับ(ที่อีเมล์ผม)

 

         “สวัสดีครับอาจารย์ ผมรู้สึกปลื้มใจนะครับ ที่เห็นคนเข้ามาอ่าน เข้ามาแสดงความคิดเห็น ยิ่งทำให้ผมอยากนำเสนอถึงชีวิตที่ไม่ยอมแพ้ของแม่คำหม่าย ร้องไห้ไปหลายรอบนะครับอาจารย์ ยิ่งคิดถึงท่านมากยิ่งขึ้น ท่านเพิ่งจะได้มีความสุขในไม่กี่ปีมานี้นะครับ หมายถึงสุขใจนะครับ เรื่องความขยันทำงานไม่หยุด มันคงติดเป็นนิสัยเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้วครับ ผมเคยห้ามไม่ให้ทำงาน ห้ามจนไม่รู้จะห้ามยังไงแล้วครับ สุดท้ายก็ห้ามไม่ได้ แต่ท่านมีความสุขกับอะไรก็ให้ทำได้แต่ต้องให้ประมาณกำลังตัวเอง ก็บอกท่านแค่นั้นนะครับ ด้วยความนับถือ อ แกะ”

 

“แม่ผู้ไม่เคยหยุดพัก”……..ตอน 2

           ….แม่คำหม่าย ถิตย์พงษ์….เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาว ปีนี้เธออายุ 19 ปี เธอเป็นคนสวย รูปร่างดี ผิวขาว มีหนุ่ม ๆ มาช่วยเธอเลี้ยงควายไม่ขาด มีมาขายขนมจีบแทบทุกคืน เธอเล่าว่าในเวลานั้นทั้งหมู่บ้านจะมีเธอ และ เพื่อนของเธออีกคนนึง ที่เป็นที่หมายปองของหนุ่ม ๆ ในระแวกนั้น แต่เธอเองยังไม่ได้ตกลงปลงใจกับใครเลย ชายหนุ่มที่มาจีบเธอก็มีตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดา ไปจนถึงครูสอนนักเรียนในระแวกนั้น ช่วงเวลานั้นเองเพื่อนของเธอก็ตัดสินใจแต่งงานมีครอบครัวไปกับครูอีกคนหนึ่ง  สำหรับตัวเธอเองก็มีคนที่เธอบอกว่าใช่ในใจแล้วเช่นกัน

            อยู่มาวันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อพ่อกับแม่เรียกเธอกลับบ้านด่วน วันนี้เธอดีใจมากยิ้มทั้งวันเพราะเธอได้กลับบ้านมาอยู่กับพ่อแม่ พี่ ๆ น้อง ๆ ของเธอ แต่สิ่งที่เธอยังไม่ทันได้เตรียมใจใว้เลยก็ย่างเข้ามาหาเธอแล้ว ….หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ พ่อกับแม่เรียกเธอเข้ามาคุยเป็นการส่วนตัว พ่อของเธอเริ่มต้นพูดขึ้นว่า พ่อ :     หม่าย

คำหม่าย : จ๋าพ่อ

พ่อ : ปีนี้อายุเม่าไหร่แล้วลูก

คำหม่าย : 19 จ๊ะพ่อ

พ่อ : พ่อว่าก็สมควรจะมีครอบครัวได้แล้วนะลูก…..ระหว่างนี้ เธอมีลางบอกเหตุยังไงชอบกล เธอดูจากสีหน้าพ่อกับแม่ที่เปลี่ยนไป ท่านทั้งสองมีความกังวลอย่างบอกไม่ถูก เธอเองก็รับรู้ได้…..

พ่อ : คืออย่างนี้นะ พ่อกับแม่ได้หารือกันว่าลูกน่าจะมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาได้แล้ว เมื่อวานผู้ใหญ่ที่อยู่บ้านอุ่มเม่าเขามาสู่ขอลูกกับพ่อให้หลานชายของเขา…..(หลานชายคือสามีของแม่คำหม่ายในปัจจุบัน)……..

คำหม่าย : แล้วพ่อว่ายังไงจ๊ะ

                         ….ณ เวลานี้ ไม่ต้องรอคำตอบจากปากพ่อ เธอเองก็พอจะทราบคำตอบเป็นอย่างดี น้ำตาเธอไหลออกมาท่วมอก เธอกลืนน้ำตาโดยที่ไม่ยอมให้พ่อกับแม่ได้รับรู้ ก่อนที่เธอจะได้ยินคำตอบจากพ่อของเธอ เธอพูดไม่ออก เธอหยุดคิด เธอรู้จักผู้ชายคนนี้ เขาเป็นคนดี มีพี่น้องร่วมสายโลหิตสามคน เขากำพร้าพ่อและแม่ตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ถึงอย่างไร ชายคนนี้ก็ไม่ใช่ชายในดวงใจของเธอ เธอไม่ได้รักเขาเลยแม้แต่น้อย….

พ่อ : ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้เห็นดีเห็นงามแล้ว เขาเป็นคนดี และที่สำคุญเขามีที่นา ซึ่งพ่อคิดว่าเขาจะเลี้ยงดูลูกได้

คำหม่าย : พ่อกับแม่ว่าดีลูกก็ไม่ขัดข้องจ๊ะ ลูกขอตัวไปนอนก่อนนะจ๊ะ…….วันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุข ความสุขที่ได้กลับบ้านเกิด เพราะนาน ๆ ครั้งเธอจะได้มีโอกาสได้ร่วมวงกินข้าว ๆกับครบอครัวของเธอ กับน้อง ๆ ที่เธอคิดถึง แต่.. ทว่าก็เป็นวันที่เธอเจ็บปวดมากที่สุดที่อีกไม่กี่วันเธอจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับคนที่เธอไม่ได้มีใจให้เลยแม้แต่นิดเดียว คืนนี้หมอนเก่า ๆ ที่เธอนอนหนุน มันเปียกราวกับเพิ่งตกจากน้ำหรือเปียกฝนมา แต่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง หากแต่มันเกิดจากน้ำตาที่ระบายความทุกข์ ความเศร้าของเธอ ที่ไม่อาจให้พ่อกับแม่ที่เรอเคารพรักได้รับรู้……..

            โห่ หิ้วโห่……เสียงขบวนแห่ขันหมากที่ไม่เหมือนการแต่งงานธรรมดาก็ดังขึ้น  ไม่ปกติธรรมดาตรงที่ งานนี้เขากำลังแห่เธอเพื่อไปแต่งที่บ้านเจ้าบ่าว ตามธรรมเนียมอิสานขบวนเจ้าบ่าวจะต้องแห่มาแต่งที่บ้านฝ่ายหญิง แต่สำหรับงานแต่งของเธอนั้นมันอยู่ในช่วงที่ฤกษ์ไม่ดีเป็นการแก้เคล็ดต้องแห่เจ้าสาวมาหาเจ้าบ่าว

            ระหว่างทางนั้นจะต้องเดินทางข้ามแม่น้ำโดยการนั่งเรือหาปลาของชาวบ้านข้ามลำน้ำมาขึ้นฝั่งของหมู่บ้านเจ้าบ่าว  เธอนั่งอยู่ที่กลางลำเรือ น้ำตาเธอได้หยดลงไปกับสายน้ำตลอดทางที่ข้ามฝั่ง เธอร้องไห้ ร้องไห้  และร้องไห้ มาตลอดระยะทาง

            ............................................................................................................................

            ผม(เบดูอิน)อยากให้เด็กรุ่นใหม่ได้อ่านเรื่องนี้ครับ