สิ่งที่เราพอใจอาจเป็นพิษร้ายระยะยาวต่อชีวิตของเราเอง หรือต่อลูกหลานของเรา นี่คือเรื่องราวในบทความในนิตยสารไทม์ ที่ผมเล่าในบันทึกที่ ๙๔๑
การวิจัย คนที่เกิดในช่วงที่พ่อแม่มีอาหารอุดมสมบูรณ์และบริโภคมากเกินไป อายุเฉลี่ยสั้นลง ๑๐ ปี คำอธิบายคือ ในช่วงนั้นยีนเพื่อการมีอายุยืนยาวของคนจะถูกปิดสวิตช์ และสวิตช์นั้นคงทนในลักษณะที่ถ่ายทอดไปให้ลูกด้วย ลูกจึงอยู่ในสภาพที่ยีนเพื่อการมีอายุยืนยาวถูกปิดสวิตช์ ทำให้อายุสั้นลง
ตรงกันข้าม คนที่เกิดในช่วงที่พ่อแม่ตกอยู่ในภาวะยากแค้น อาหารไม่ค่อยเพียงพอ จะมีอายุยืนยาว เพราะยีนอายุยืนของพ่อแม่จะถูกเปิดสวิตช์
นี่คือตัวอย่างทางชีววิทยา ว่าสิ่งที่เราพอใจ ไม่จำเป็นที่จะให้ผลดีแก่เราในระยะยาวของชีวิตเสมอไป
เมื่อวานผมดูหนัง บีบีซี เรื่องอินเดีย ที่คุณ Michael Wood ไปคุยกับนักปราชญ์อินเดียรุ่นที่โตทันมหาตมะคานธี นักปราชญ์ท่านบอกว่าไม่รู้สึกโกรธเคืองอังกฤษเลย นึกขอบคุณเสียด้วยซ้ำ ว่าถ้าไม่ได้อังกฤษมาครอบครองเป็นเมืองขึ้น อินเดียคงไม่เป็นประเทศเดียวขนาดใหญ่โตเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบัน เพราะตอนนั้นอินเดียแบ่งแยกเป็นรัฐย่อยๆ ภายใต้มหาราชาจำนวนมากมาย และล้าหลังเพราะต่างวรรณะ ต่างศาสนา ต่างภาษา ซึ่งเวลานี้ความหลากหลายเหล่านี้กลายเป็นพลัง เป็นตัวอย่างทางตรงกันข้าม ว่าสิ่งที่ไม่ดี ไม่น่าพอใจ ในช่วงเวลาหนึ่ง อาจกลายเป็นสิ่งดีในเวลาต่อมา นี่คือตัวอย่างทางสังคมในระดับประเทศ
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะให้ความพอใจ (อิษฐารมณ์) หรือให้อนิษฐารมณ์ เราสามารถดูดซับผลประโยชน์ในปัจจุบันได้ทันที โดยการเอามาเป็นการเรียนรู้ เป็นข้อเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง ภาวะยากลำบากคือโอกาสยิ่งใหญ่ในการฝึกฝนความอดทน
ผมเคยเห็นลูกของคนที่มีฐานะ กลายเป็นคนขาดโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีในช่วงที่ตนรับผิดชอบชีวิตของตน เพราะตอนอายุน้อยมัวเพลิดเพลินชีวิตที่มีเหลือเฟือที่พ่อแม่หยิบยื่นให้ จนไม่มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง จนผมเอามาเป็นข้อเตือนใจในการเลี้ยงลูก ที่จะปล่อยให้เขาเผชิญความลำบากบ้าง และอาจจะเกินเลยไปเป็นทอดทิ้งลูก ให้ลูกเผชิญภาวะขาดความรักความเอาใจใส่ นี่คือตัวอย่างในระดับครอบครัว
ในอีกกรณีหนึ่ง ผู้ชายที่หาความสุขโดยการสูบบุหรี่ตอนอายุก่อนวัยหนุ่ม คือตั้งแต่ก่อนอายุ ๑๑ ขวบ พบว่าชายเหล่านี้ต่อไปเมื่อมีลูก ลูกชายจะอ้วนง่ายกว่าคนทั่วไป และจะเป็นโรคอื่นๆ ของวัยผู้ใหญ่บ่อยกว่า ได้แก่เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
ที่จริงบทความนี้เขาสรุปความรู้ใหม่ด้านพันธุศาสตร์ คือเรื่อง epigenetics เขาเล่าเรื่องการศึกษาที่เรียกว่า Overkalix Study กับ ALSPAC ที่นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องอิทธิพลเหนือยีน ที่เวลานี้กำลังเป็นการวิจัยที่ทำท่าว่าจะต้องใหญ่กว่า Human Genome Project มาก เพราะเขาประมาณว่า epigenome ใหญ่กว่า genome ประมาณ ๕๐ – ๑๐๐ เท่า
เรื่องราวในชีวิตของเรามันซับซ้อนเหลือประมาณ และวิทยาศาสตร์ก็กำลังก้าวเข้าไปให้หลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “กรรมมีจริง” โดยที่ผลกรรมบางอย่างมาจากสภาพแวดล้อม หรือมาจากการกระทำของพ่อแม่ หรือมาจากการกระทำรวมๆ ของคนในสังคม
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ม.ค. ๕๓
สวัสดีค่ะอาจารย์
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
เรื่องราวชีวิตของคนเรามันซับซ้อนเหลือประมาณจริงๆครับผม ความสัมพันธ์ในเชิงระบบใน สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ที่เกิดขึ้นในโลก ในจักรวาลนี้ ซับซ้อนเหลือประมาณสุดจินตนาการ ยิ่งในโลกของ Mind ที่เชื่อมต่อกับสนามในมิติต่างๆที่การชั่ง ตวง วัด ยังเข้าไม่ถึงพอ ก็สุดจินตนาการไปอีกขั้นครับผม
เวลาที่กระผมนั่งสงบ หลายครั้งก็เคยถามตัวเองว่า คนเราเกิดมาทำอะไร และมีเป้าหมายการเกิดเพื่ออะไร สิ่งที่ต้องแสวงหาในทางโลกมันคืออะไร อะไรคือความสุข อะไรคือทุกข์ คำถามเหล่านี้ก็เกิดกับกระผมหลายครั้ง อะไรจริง อะไรไม่จริง
สมัยตอนเด็กๆกระผมเคยนั่งจินตนาการถึงว่า กระผมเองว่า มีความสัมพันธ์กับพ่อแม่อย่างไร ทำไมกระผมต้องมาเกิดกับท่าน หรือเกิดในสิ่งแวดล้อมนี้ ตอนเด็กๆแม่กระผมเล่านิทานตอนคืน กระผมก็จินตนาการว่า โลกเรานี้มันกลมหรือแบนเราเดินไปจะตกจากโลกไหม บางทีกระผมเคยคิดว่า ตัวกระผมเองมีความเกี่ยวข้องกับดวงจันทร์ไหม ทำไมดูเหมือนมันยิ้มอย่างมีชีวิตกับกระผม และเหมือนเดินตามกระผมตลอดเส้นทาง ตอนไปดูหนังกลางแปลงต่างหมู่บ้านยามค่ำคืน
พอโตขึ้นหน่อยตอนปริญญาตรี กระผมนั่งดูดาวในท้องไร่ท้องนา (ตอนนี้เปลี่ยนสภาพเป็นสวนเกษตร) กระผมก็รู้สึกทึ่งว่า “ใครอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น” ทำไมมันมากมายมหาศาลและมีทิศทางการเคลื่อนที่แบบมีรูปแบบ และไม่มั่ว ทั้งที่มันมากมายมหาศาล (พลางคิดในใจแบบเด็กๆว่าเทวดาคงทำงานดีและไม่เหนื่อย) เมื่อมองกลับไปที่ท้องไร่ท้องนา ก็จินตนาการว่าดวงดาวมันจะเกี่ยวข้องกับพืชในไร่นากระผมไหม และมันเกี่ยวข้องกับกระผมไหม เพียงแค่คิดในใจ และสรุปในใจกับตัวเองว่าโลกและจักรวาลนี้ “มันคงเกิดด้วยความบังเอิญได้ยาก เพราะมันมีความมีระบบระเบียบซ่อนอยู่ภายใต้ความซับซ้อนยุ่งเหยิง”
ตอนนี้จบทำงาน กระผมก็คิดว่า การคิดที่มีสุขคงต้องผสมผสานหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกันให้ดี การสุดโต่งมากในทางใดทางหนึ่งอาจจะสร้างทุกข์และสร้างปัญหาในการดำเนินชีวิต การมองโลกด้วยความหลากหลาย ด้วยความต่างจึงเป็นการพยายามสร้างความเข้าใจ ในความเหมือนและความต่างอันหลากหลาย กระผมคิดว่าคนเรามีความแตกต่างที่ชัดเจนที่สัมผัสได้ง่ายคือทุนแห่งวัตถุ คือ กิน กาม เกียรติ และอำนาจ (material world) เป็นลักษณะสิ่งที่ชั่ง ตวง วัดได้ง่าย ขณะทุนที่สำคัญอีกอย่างคือ ทุน(ฐาน)ทางจิต อยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถชั่ง ตวง วัดได้ง่ายๆเลยและอาจจะมีสภาวะข้ามมิติเวลาโลกๆที่เราอยู่ (convention time-bounce) กระผมคิดว่า การสร้างทุนแบบนี้ คงเป็นลักษณะของการปัดเป่าอกุศลกรรม เหมือนกับสร้างบารมี สร้างความดี มีความเป็นปัจเจกสูง ทำแทนกันได้ยาก การที่เราจะเข้าไปเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกจึงไม่ใช่ของง่ายๆเลย แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งดีงามก็ตาม บางอย่างเมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็เหมือนต้องมองอย่างมีอุเบกขาไปก่อน ในเมื่อ “สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง” กระผมเชื่อว่าสิ่งเราไม่รู้น่าจะมากมายมหาศาลกว่าที่เรารู้นัก เพราะในเมื่อเราเองยังควบคุมตัวเองไม่ได้ทั้งหมดเลย แสดงว่ามันก็ไม่รู้โดยแท้จริง กระผมคิดในใจว่าเราคงไปเปลี่ยน “Universal law” ไม่ได้ การเคารพธรรมชาติหรือความหลากหลายเป็นพื้นฐานก่อนคืออันดับแรก จากนั้นมาทำความเข้าใจ เพื่อพัฒนา มององค์ความรู้ธรรมชาตินี้ เชื่อมกับทั้งวิถีชีวิต ทรัพยากร สังคม เศรษฐกิจ และทำความเข้าใจสิ่งต่างๆนั้นเชื่อมกับความต้องการของมนุษย์ในทางที่ประเสริฐ เมื่อได้ทางที่ชัดเจนแล้วจากนั้น ก็ใช้หลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงตรัสไว้ คือ “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา”ซึ่งคงแตกต่างไปตามเงื่อนไขและปัจจัย ของแต่ละสถานที่กับเวลา
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
สวัสดีค่ะอาจารย์ มาตามอ่านย้อนหลังไปหลายๆตอน ค่ะ อ่านไปก็ได้พิจารณาไป อ่านแล้วเหมือนได้ปฏิบัติธรรม เจริญสติไปกับการอ่าน และเกิดปัญญา กราบขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณลุงหมอ
หนูเพิ่งได้เข้าเน็ตเมื่อคืนที่ผ่านมาค่ะ เริ่มเขียนบล็อกอีกแล้วค่ะ
ที่ห่างหายไปนานเพราะหนูอ่านหนังสือเรียนและทำการบ้านค่ะ
ปีนี้หนูจะได้มาเข้าโรงเรียนในจังหวัดแล้วค่ะ เพราะคุณครูอยากให้หนูมีกลุ่มเรียนรู้ที่ดีค่ะ
หนูคิดถึงคุณลุงหมอและชอบอ่านบันทึกของคุณลุงทุกบันทึกค่ะ
เข้าใจบ้างและไม่เข้าใจบ้าง แต่เป็นเรื่องที่หาอ่านยากค่ะ สื่อถักทอหนูก็ชอบอ่านค่ะ
ขอให้คุณลุงหมอมีสุขภาพดีนะคะ
ด้วยความเคารพค่ะ
น้องนัท