เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
เรื่องราวชีวิตของคนเรามันซับซ้อนเหลือประมาณจริงๆครับผม ความสัมพันธ์ในเชิงระบบใน สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ที่เกิดขึ้นในโลก ในจักรวาลนี้ ซับซ้อนเหลือประมาณสุดจินตนาการ ยิ่งในโลกของ Mind ที่เชื่อมต่อกับสนามในมิติต่างๆที่การชั่ง ตวง วัด ยังเข้าไม่ถึงพอ ก็สุดจินตนาการไปอีกขั้นครับผม
เวลาที่กระผมนั่งสงบ หลายครั้งก็เคยถามตัวเองว่า คนเราเกิดมาทำอะไร และมีเป้าหมายการเกิดเพื่ออะไร สิ่งที่ต้องแสวงหาในทางโลกมันคืออะไร อะไรคือความสุข อะไรคือทุกข์ คำถามเหล่านี้ก็เกิดกับกระผมหลายครั้ง อะไรจริง อะไรไม่จริง
สมัยตอนเด็กๆกระผมเคยนั่งจินตนาการถึงว่า กระผมเองว่า มีความสัมพันธ์กับพ่อแม่อย่างไร ทำไมกระผมต้องมาเกิดกับท่าน หรือเกิดในสิ่งแวดล้อมนี้ ตอนเด็กๆแม่กระผมเล่านิทานตอนคืน กระผมก็จินตนาการว่า โลกเรานี้มันกลมหรือแบนเราเดินไปจะตกจากโลกไหม บางทีกระผมเคยคิดว่า ตัวกระผมเองมีความเกี่ยวข้องกับดวงจันทร์ไหม ทำไมดูเหมือนมันยิ้มอย่างมีชีวิตกับกระผม และเหมือนเดินตามกระผมตลอดเส้นทาง ตอนไปดูหนังกลางแปลงต่างหมู่บ้านยามค่ำคืน
พอโตขึ้นหน่อยตอนปริญญาตรี กระผมนั่งดูดาวในท้องไร่ท้องนา (ตอนนี้เปลี่ยนสภาพเป็นสวนเกษตร) กระผมก็รู้สึกทึ่งว่า “ใครอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น” ทำไมมันมากมายมหาศาลและมีทิศทางการเคลื่อนที่แบบมีรูปแบบ และไม่มั่ว ทั้งที่มันมากมายมหาศาล (พลางคิดในใจแบบเด็กๆว่าเทวดาคงทำงานดีและไม่เหนื่อย) เมื่อมองกลับไปที่ท้องไร่ท้องนา ก็จินตนาการว่าดวงดาวมันจะเกี่ยวข้องกับพืชในไร่นากระผมไหม และมันเกี่ยวข้องกับกระผมไหม เพียงแค่คิดในใจ และสรุปในใจกับตัวเองว่าโลกและจักรวาลนี้ “มันคงเกิดด้วยความบังเอิญได้ยาก เพราะมันมีความมีระบบระเบียบซ่อนอยู่ภายใต้ความซับซ้อนยุ่งเหยิง”
ตอนนี้จบทำงาน กระผมก็คิดว่า การคิดที่มีสุขคงต้องผสมผสานหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกันให้ดี การสุดโต่งมากในทางใดทางหนึ่งอาจจะสร้างทุกข์และสร้างปัญหาในการดำเนินชีวิต การมองโลกด้วยความหลากหลาย ด้วยความต่างจึงเป็นการพยายามสร้างความเข้าใจ ในความเหมือนและความต่างอันหลากหลาย กระผมคิดว่าคนเรามีความแตกต่างที่ชัดเจนที่สัมผัสได้ง่ายคือทุนแห่งวัตถุ คือ กิน กาม เกียรติ และอำนาจ (material world) เป็นลักษณะสิ่งที่ชั่ง ตวง วัดได้ง่าย ขณะทุนที่สำคัญอีกอย่างคือ ทุน(ฐาน)ทางจิต อยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถชั่ง ตวง วัดได้ง่ายๆเลยและอาจจะมีสภาวะข้ามมิติเวลาโลกๆที่เราอยู่ (convention time-bounce) กระผมคิดว่า การสร้างทุนแบบนี้ คงเป็นลักษณะของการปัดเป่าอกุศลกรรม เหมือนกับสร้างบารมี สร้างความดี มีความเป็นปัจเจกสูง ทำแทนกันได้ยาก การที่เราจะเข้าไปเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกจึงไม่ใช่ของง่ายๆเลย แม้จะรู้ว่าเป็นสิ่งดีงามก็ตาม บางอย่างเมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็เหมือนต้องมองอย่างมีอุเบกขาไปก่อน ในเมื่อ “สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง” กระผมเชื่อว่าสิ่งเราไม่รู้น่าจะมากมายมหาศาลกว่าที่เรารู้นัก เพราะในเมื่อเราเองยังควบคุมตัวเองไม่ได้ทั้งหมดเลย แสดงว่ามันก็ไม่รู้โดยแท้จริง กระผมคิดในใจว่าเราคงไปเปลี่ยน “Universal law” ไม่ได้ การเคารพธรรมชาติหรือความหลากหลายเป็นพื้นฐานก่อนคืออันดับแรก จากนั้นมาทำความเข้าใจ เพื่อพัฒนา มององค์ความรู้ธรรมชาตินี้ เชื่อมกับทั้งวิถีชีวิต ทรัพยากร สังคม เศรษฐกิจ และทำความเข้าใจสิ่งต่างๆนั้นเชื่อมกับความต้องการของมนุษย์ในทางที่ประเสริฐ เมื่อได้ทางที่ชัดเจนแล้วจากนั้น ก็ใช้หลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงตรัสไว้ คือ “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา”ซึ่งคงแตกต่างไปตามเงื่อนไขและปัจจัย ของแต่ละสถานที่กับเวลา
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต