ผมอึดอัดกับสภาพทำงานอยู่ในระบบกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาแบบตกยุคผิดกระบวนทัศน์ จนคิดจะลาออกมาตลอดเวลาหลายเดือน   เพราะสภาพจิตใจเช่นนั้นมันทำลายสุขภาพ   แล้วผมก็ได้พิสูจน์กับตนเองในวันที่ ๔ ก.พ. ๕๓

          วันนี้ผมเตรียมตัวทำงานแบบ “วันอันยาวนาน” ซึ่งตกเย็นจะหมดแรง    เพราะจะมีประชุมถึง ๔ ช่วง ตั้งแต่เช้ามืดจนเย็น   ซึ่งเอาเข้าจริงผมมีงานถึง ๕ ช่วง และจบตอน ๑๘ น.  โดยเริ่ม ๗.๓๐ น.   โดยที่ตอน ๖.๓๐ ผมก็เริ่มทำงานเขียนบันทึกใน บล็อก   และจริงๆ แล้วก่อนออกจากบ้านเวลา ๖.๐๐ น. ผมทำงานที่บ้านแล้ว ๑ ชม.   จึงอยู่ในสภาพที่ผมทำงานต่อเนื่อง ๑๓ ชั่วโมง   โดยที่เป็นงานประธานการประชุม กกอ. เกือบ ๔ ชม. ซึ่งเป็นงานที่เหนื่อยมาก

          แต่ตกเย็นผมกลับรู้สึกสดชื่นสบายใจ ไม่รู้สึกเหนื่อยอย่างวันอื่นๆ ที่มีงานหนักเช่นนี้  

          ผม AAR กับตัวเองว่า น่าจะเป็นเพราะในช่วง เย็นวันที่ ๓ ถึงเย็นวันที่ ๔ ก.พ. เกิดสัญญาณว่าจะมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ใช้ในการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา   ซึ่งจะทำให้เรากำกับดูแลระบบอดมศึกษาอย่างได้ผล   คือจะทำให้อุดมศึกษารับใช้ทำประโยชน์แก่สังคมได้ดีขึ้น   จะสามารถดูแลได้ผลยิ่งขึ้นไม่ให้สถาบันอุดมศึกษาอันธพาล ที่ใช้ช่องโหว่หรือจุดอ่อนของระบบกำกับดูแล จัดการศึกษาแบบด้อยคุณภาพ เป็น “การศึกษาพาณิชย์”

          หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่วงการ “ผู้นำ” ของการกำกับดูแลอุดมศึกษา เห็นพ้องกันว่า กกอ./สกอ. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแลอุดมศึกษา   ยังมีหน่วยงานที่สำคัญอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นส่วนสำคัญของกลไกกำกับดูแลอุดมศึกษา    เช่น สำนักงบประมาณ,  กพร.,  สมศ.,  สตง.,  กพ.,  คุรุสภา,  วช.,  สวทช.,  สนช.,  สกว.,  สวรส.,  สคช.,  สวทน.,  กยศ.,  และองค์กรวิชาชีพ (เช่น แพทยสภา, สภาการพยาบาล, สภาเภสัชกรรม ฯลฯ) เป็นต้น  

          เราเห็นว่า จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการทำงานของ กกอ./สกอ. จากกำกับดูแลรายสถาบันอุดมศึกษา มาเน้นกำกับดูแลระบบ   และเน้นทำหน้าที่ coordinate ระบบกำกับดูแลโดยหน่วยงานที่หลากหลาย 

          เราจะพัฒนาทักษะในการทำหน้าที่ coordinate ระบบกำกับดูแลนี้

          และจะเขียนกฎหมายอุดมศึกษาฉบับใหม่เพื่อให้การกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาตามแนวนี้ ได้ผล

          ผมคิดว่า tension ในการทำงานเพื่อระบบกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาของผมได้มาถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ ถึงต้นปี ๒๕๕๓ นี้เอง   แล้วเราก็เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์”   ทำให้ผมสบายอกสบายใจสบายตัวอย่างประหลาด   ผมว่านี่คือปรากฏการณ์ของ Complex – Adaptive System

          ผลการประชุมระดมความคิดหาประเด็นหลักเพื่อยกร่างกฎหมายอุดมศึกษาใหม่ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อค่ำวันที่ ๓ ก.พ. ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้งานหนักไม่ทำให้ผมเหนื่อย   เราได้ข้อสรุปที่ดีมาก   มีความหวัง   โดยเราจะรื้อโครงสร้างของระบบกำกับดูแลอุดมศึกษาภาพใหญ่   

          ท่าทีของ กกอ./สกอ. ต่อ TQF สาขาศึกษาศาสตร์ ก็ทำให้ผมชื่นใจ    ที่เราเห็นตรงกันว่าหลักสูตรผลิตครูสำคัญเกินกว่าที่เราจะปล่อยให้ดำเนินการตามกระบวนทัศน์เดิมได้   ประกอบกับท่านเลขาธิการ สกอ. ดร. สุเมธ แย้มนุ่น เพิ่งกลับมาจากดูงานการผลิตครูที่ประเทศฟินแลนด์พอดี   ทำให้เรามองเห็นแนวทางผลิตครูสำหรับศตวรรษที่ ๒๑   ที่ไม่ใช้ตามแนวคิดที่คณะทำงานเสนอมา    เราจึงไม่รับ TQF สาขานี้ตามที่เสนอ   แต่ให้กลับไปปรับปรุงใหม่แบบยกเครื่องตามหลักการและแนวทางที่เราอภิปรายกันเกือบ ๒ ชม.

          และท่าทีของ กกอ./สกอ. ต่อกรณีวิทยาลัยนครราชสีมาเปิดสอนพยาบาลศาสตร์โดยไม่ผ่านการอนุมัติหลักสูตรโดยสภาการพยาบาล   ก็ทำให้ผมสบายใจ   เพราะเน้นใช้หลัก “การคุ้มครอง” ทั้งคุ้มครองผู้บริโภค และคุ้มครองผู้ให้บริการ    เพื่อประโยชน์ต่อสังคม   โดยใช้เวทีสาธารณะ เปิดแผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะในการรักษาผลประโยชน์ของสังคม   ดังที่ผมบันทึกไว้เมื่อวานนี้ 

          เพิ่งเริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์นะครับ   กว่าเราจะเดินไปใกล้ปลายอุโมงค์ก็คงใช้เวลาอีกเป็นปี 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๕ ก.พ. ๕๓