ภาวะผู้นำแห่งองค์กรการเรียนรู้ คือ แนวทางก้าวสู้สังคมอุดมปัญญา

LOLe Model

สุวัฒสัน รักขันโท 
หลักสูตร ศึกษาศาสตรดุษฎีบันฑิต สาขาวิชา ภาวะผู้นำและนวัตกรรมทางการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

-------------------------------------------

 LOLe Model (แบบภาวะผู้นำองค์กรแห่งการเรียนรู้)


องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) คือ องค์การซึ่งคนในองค์กรสามารถขยายขอบเขตความสามารถของเขา เพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง เป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิด และขยายแนวความคิดใหม่ๆ ออกไป สามารถแสดง ออกทางความคิดได้อย่างอิสระ และเป็นที่ผู้เรียนรู้  สามารถเรียนรู้ด้วยกันอย่างต่อเนื่อง (Senge, 2006)

องค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์กร โดยมุ่งเน้นพัฒนาการเรียนรู้ภาวะผู้นำ (Leadership)ในองค์กร และการเรียนรู้ร่วมกันของคนในองค์กร (Team Learning) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะ และร่วมกันพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลง ตอบสนองสังคมในยุคสังคมฐานความรู้

มาร์ควอตส์ (Marquardt, 1996) ได้ให้คำนิยามของ “ องค์กรแห่งการเรียนรู้ ” ไว้ว่า องค์กรที่มีบรรยากาศของการเรียนรู้ทั้งในรายบุคคลและกลุ่ม มีวิธีการเรียนรู้ที่เป็นพลวัต มีการสอนคนของตนเองให้มีกระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อช่วยให้เข้าใจในสรรพสิ่ง สามารถเรียนรู้ จัดการ และใช้ความรู้เป็นเครื่องมือไปสู่ความสำเร็จควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยองค์ประกอบของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ พลวัตการเรียนรู้ (learning dynamics) การปรับเปลี่ยนองค์กร (organization transformation) การเพิ่มอำนาจแก่บุคคล (people empowerment) การจัดการความรู้ (knowledge management) และการใช้เทคโนโลยี (technology application) องค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นองค์กรที่มีความปรารถนาในการที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อการพัฒนาการทำงาน มีการแบ่งปันความคิดในการทำงาน มีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม มีการทุ่มเททรัพยากรเพื่อลงทุนให้บุคลากรทุกระดับเกิดการเรียนรู้ตลอดจนสร้างค่านิยมเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมและทดลองทำสิ่งใหม่ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์การ (Yulk, 2002)

              จากสาระเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า มีความรู้ การเรียนรู้ มีแนวคิด และความสามารถใหม่ๆ เกิดขึ้นและเคลื่อนไหวอยู่ในองค์กรการเรียนรู้ตลอดเวลา ซึ่งสมาชิกขององค์กรทุกคนจะต้องตื่นตัวและพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลดีต่อองค์กรโดยรวม และการจะขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นองค์กรการเรียนรู้ ขึ้นอยู่ที่หลักการ 5 ประการ (The Fifth Discipline) ของ Senge โดย Senge เชื่อว่าหัวใจของการสร้าง Learning Organization (LO) เป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ทั้งองค์กร มีดังนี้

              1.  System Thinking มีความคิดความเข้าใจเชิงระบบ ทุกคนต้องมีความสามารถในการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ นอกจากมองภาพรวมแล้ว ต้องมองรายละเอียดของส่วนประกอบย่อยในภาพนั้นให้ออกด้วย หลักการข้อนี้สามารถแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อนต่างๆ ภายในองค์กรได้

              2.  Personal Mastery มุ่งสู่ความเป็นเลิศและรอบรู้ โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึงเป้าหมายด้วยการสร้างวิสัยทัศน์ส่วนตน (Personal Vision) เมื่อลงมือกระทำ และต้องมุ่งมั่นสร้างสรรค์จึงจำเป็นต้องมี แรงมุ่งมั่นใฝ่ดี (Creative Attention) มีการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ (Commitment to the Truth) ที่ทำให้มีระบบการคิดตัดสินใจที่ดี รวมทั้งใช้การฝึกจิตใต้สำนึกในการทำงาน ทำงานด้วยการดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ

              3.  Mental Model มีรูปแบบวิธีการคิดและมุมมองที่เปิดกว้าง ผลลัพธ์ที่จะเกิดจากรูปแบบแนวคิดนี้จะออกมาในรูปของผลลัพธ์ 3 ลักษณะคือ

                   1)  เจตคติ หมายถึง ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใดๆ

                   2)  ทัศนคติ หมายถึง แนวความคิดเห็น และ

                   3)  กระบวนทัศน์ หมายถึง กรอบความคิด หรือแนวปฏิบัติที่เราปฏิบัติตามๆ กันไป จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรในที่สุด

              4.  Shared Vision การสร้างและสานวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์องค์กร เป็นความมุ่งหวังขององค์กรที่ทุกคนต้องร่วมกันบูรณาการให้เกิดเป็นรูปธธรรมในอนาคต ลักษณะวิสัยทัศน์องค์กรที่ดี คือ กลุ่มผู้นำต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นนำเข้าสู่กระบวนการพัฒนาวิสัยทัศน์อย่างจริงจัง

              วิสัยทัศน์ จะต้องมีรายละเอียดชัดเจน เพียงพอที่จะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้ วิสัยทัศน์องค์กรต้องเป็นภาพบวกต่อองค์กร

              5.  Team Learning การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม องค์กรมุ่งเน้นให้ทุกคนในทีมมีสำนึกร่วมกันว่า เรากำลังทำอะไร และจะทำอะไรต่อไป ทำอย่างไร ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าของงาน

              การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทึมขึ้นกับ 2 ปัจจัย คือ IQ และ EQ ประสานกับการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม และการสร้างภาวะผู้นำแก่ผู้นำในองค์กรทุกระดับ

              การเรียนรู้ความเป็นทีม ต้องเริ่มด้วย การสนทนา หรือการเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความหมายของงานอย่างอิสระ จนกลายเป็น “ ความคิดร่วมกัน ” ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทีมถือเป็นหน่วยการเรียนรู้พื้นฐานที่สำคัญในองค์กรสมัยใหม่ องค์กรจะเรียนรู้และขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จไม่ได้เลย หากขาด การทำงานเป็นทีม

              การพัฒนาองค์กรให้ไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อที่จะทำให้องค์กรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมขององค์กรได้ ซึ่งผู้นำขององค์กรจะต้องให้ความสำคัญ และบริหารจัดการให้เกิดขึ้น โดยมีลักษณะทั้งหมด 11 ประการ (Marquardt and Reynolds, 1994) คือ

              1.  มีโครงสร้างที่เหมาะสม (Appropriate structure) กล่าวคือ จะต้องมีขั้นการบังคับบัญชาให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดความอิสระในการทำงาน และเกิดความคล่องตัวในการประสานงาน กับทีมข้ามสายงานหรือระหว่างแผนกอื่นๆ มีมากขึ้น

              2.  มีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภายในองค์กร (Corporate learning culture) การมีวัฒนธรรมองค์กรที่เด่นชัด มีการทำงานและการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ สมาชิกในองค์กรมีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเรียนรู้ ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ภายในองค์กรไปพร้อมๆ กับประสิทธิภาพขององค์กรด้วย เพราะวัฒนธรรมขององค์กรโดยเฉพาะวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ จะต้องมาจากค่านิยมและนโยบายขององค์กร จึงจะเกิดเป็นวัฒนธรรมร่วมขององค์กร หรือ "องค์กรนวัตกรรม" ที่แข็งแกร่งได้

              3.  มีการเพิ่มอำนาจแก่สมาชิก (Empowerment) เป็นการกระจายอำนาจความรับผิดชอบและการตัดสินใจแก้ปัญหาไปสู่พนักงานระดับล่างอย่างทั่วถึงกัน ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานได้ฝึกฝนการเรียนรู้และค้นคว้าหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเองมากขึ้น รวมถึงการได้มีอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้เรียนรู้ ผลลัพธ์จากสิ่งที่ตนได้ตัดสินใจลงไปอีกด้วย

              4.  มีการตรวจสอบสภาพแวดล้อม (Environment scanning) องค์กรแห่งการเรียนรู้ นอกจากจะเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นแล้วยังต้องมีลักษณะที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งองค์กรต้องทำการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร เพื่อสะท้อนภาพให้เห็นถึงความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่การสรรค์สร้างนวัตกรรมได้อย่างชัดเจน

              5.  มีการสร้างสรรค์องค์ความรู้ (Knowledge creation) รวมทั้ง มีความสามารถในการถ่ายโอนความรู้เหล่านั้นไปยังสมาชิกอื่นในองค์กรเพื่อให้เกิดการผลอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านช่องทางการสื่อสารและเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการสร้างฐานข้อมูลที่เข้าถึงกันได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

              6.  มีเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ (Learning technology) โดยมีการนำวิทยาการคอมพิวเตอร์อันทันสมัยเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เกิดการเรียนรู้ เพราะเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะช่วยในการปฏิบัติงานที่มีการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีการเก็บข้อมูล ประมวลผล ซึ่งจะช่วยทำให้มีการกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็วมากขึ้น

              7.    ให้ความสำคัญกับคุณภาพ (Quality) การที่องค์กรให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพ ทั่วทั้งองค์กร (Total Quality Management: TQM) ที่เน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ผลการเรียนรู้ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ กลายเป็นผลงานที่ดีขึ้น โดยถือหลักในการพัฒนาคุณภาพตามคุณค่าในสายตาของผู้รับบริการ

              8.  เน้นเรื่องกลยุทธ์ (Strategy) มีการยึดเอาการเรียนรู้เป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการดำเนินธุรกิจขององค์กร หรือยึดเป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กร เช่น เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ของการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (action learning) หรือเน้นย้ำสมาชิกถึงกลยุทธ์การเรียนรู้โดยเจตนา โดยให้กลยุทธ์ทั้งสองที่กล่าวมา รวมเป็นจิตสำนึกของสมาชิกในองค์กรควบคู่ไปกับการปฏิบัติงาน ซึ่งจะนำไปสู่กลยุทธ์การบริหารจัดการองค์กรในด้านอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

              9.  มีบรรยากาศที่สนับสนุนการทำงาน (Supportive atmosphere) เป็นบรรยากาศภายในองค์กรที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสมาชิก เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพอย่างเป็น อิสระและต่อเนื่อง เป็นองค์กรที่เอาใจใส่ต่อความเป็นมนุษย์ เคารพศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันไร้ซึ่งการแบ่งแยก และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการทำงาน

              10. มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมและเป็นเครือข่าย (Teamwork and Networking) การทำงานในลักษณะนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำให้กลายเป็นพลังร่วมในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยสมาชิกในองค์กรจะต้องตระหนักถึงความร่วมมือกัน การแบ่งปันความรู้ การทำงานและแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งสามารถนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและการบริการได้

              11. สมาชิกมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Vision) วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่เป็นความมุ่งหวังขององค์กร ที่ทุกคนจะต้องร่วมกันทำให้เกิดความเป็นรูปธรรมขึ้น เป็นการเน้นให้เกิดการเรียนรู้ ในเรื่องที่มีทิศทางเป็นไปตามความต้องการร่วมกันขององค์กร

              ผู้นำ (Leader) คือ บุคคลที่เป็นกลไกสำคัญในการที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ หรือความล้มเหลวได้ การศึกษาเรื่องภาวะผู้นำ (Leadership) นั้น ได้มีการศึกษาวิจัยกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน จนทำให้เกิดแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับภาวะผู้นำมากมาย เช่น แนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้นำ (Trait approach) ซึ่งเชื่อว่าตัวผู้นำต้องมีคุณลักษณะพิเศษที่เหนือกว่าบุคคลอื่นๆ แนวคิดนี้จึงพยายามศึกษาคุณลักษณะของผู้นำที่ประสบความสำเร็จแล้วนำคุณลักษณะที่ศึกษาพบมากำหนดเป็นคุณลักษณะของผู้นำแนวคิดเชิงพฤติกรรม (Behavioral approach) แนวคิดนี้ มุ่งศึกษาแบบฉบับพฤติกรรมของผู้นำเพื่อค้นหาว่า ผู้นำที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นจะใช้แบบฉบับพฤติกรรมการนำอย่างไร เพื่อที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ แนวคิดผู้นำเชิงสถานการณ์ (Situational approach) แนวคิดนี้ มุ่งศึกษาความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรมของผู้นำกับความต้องการของสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผู้นำในการนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย แนวคิดภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactional approach) แนวคิดนี้  มุ่งเน้นศึกษาทักษะในการบริหารจัดการของผู้นำว่าบริหารจัดการอย่างไร ถึงจะประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง และแนวคิดภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลงสภาพ (Transformational approach) แนวคิดนี้ มุ่งเน้นศึกษาว่า จะนำอย่างไรให้ผู้ตามปฏิบัติงานได้เหนือกว่าความคาดหวัง

              จะเห็นได้ว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้จะเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำ (Leadership) ในองค์กรซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรการเรียนรู้ ให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในการขับเคลื่อนดังกล่าว ต้องมีบุคลากร (Team) เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างบูรณาการ

              องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรแบบบูรณาการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผลก็คือ การทำงานเป็นทีมของบุคลากรในทุกระดับ เพราะการทำงานเป็นทีมถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จองค์กร เนื่องจากองค์กรการเรียนรู้ มีลักษณะการทำงานที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายหน่วยงาน หลายระดับ การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ประชาชนและผู้รับบริการ

              การทำงานเป็นทีม หมายถึง การร่วมกันทำงานของสมาชิกที่มากกว่า 1 คน โดยที่สมาชิกทุกคน จะต้องมีเป้าหมายเดียวกัน มีการวางแผนการทำงานร่วมกัน ตัดสินใจทำอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน และต้องร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

              การทำงานเป็นทีม จึงมีความสำคัญในทุกองค์กร ในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของหน่วยงาน การทำงานเป็นทีมมีบทบาทสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรที่ต้องอาศัยความร่วมมือของกลุ่มสมาชิก

              ลักษณะที่สำคัญของทีม 4 ประการ ได้แก่

              1.  การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล หมายถึง การที่สมาชิกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกันในกิจการของกลุ่มหรือทีม ตระหนักในความสำคัญของกันและกัน แสดงออกซึ่งการยอมรับต่อกัน การให้เกียรติกัน (สำหรับกลุ่มขนาดใหญ่มักมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายมากกว่าการติดต่อกันแบบตัวต่อตัว)

              2.  มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายร่วมกัน หมายถึง การที่สมาชิกกลุ่มจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมร่วมกันของกลุ่มหรือทีม โดยเฉพาะ จุดประสงค์ของสมาชิกกลุ่มที่ต้องสอดคล้องกับองค์กร มักจะนำมาซึ่งความสำเร็จของการทำงานได้ง่าย

              3.  การมีโครงสร้างของทีมหรือกลุ่ม หมายถึง ระบบพฤติกรรม ซึ่งเป็นแบบแผนเฉพาะของกลุ่ม สมาชิกกลุ่มจะต้องปฏิบัติตามกฎหรือมติของกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแบบทางการ (Formal Group) หรือกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ (Informal Group) ก็ได้ สมาชิกทุกคนต้องยอมรับและปฏิบัติตามเป็นอย่างดี ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มย่อย อาจจะมีกฎเกณฑ์แบบไม่เป็นทางการ เพราะมีความสนิทสนมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกด้วยกัน

              4.  สมาชิกมีบทบาทและมีความรู้สึกร่วมกัน การรักษาบทบาทที่มั่นคงในทีมหรือกลุ่ม จะมีความแตกต่างกันตามลักษณะของกลุ่ม รวมทั้งความรู้ความสามารถของสมาชิก โดยมีการจัดแบ่งบทบาทและหน้าที่ ความรับผิดชอบ กระจายงานกันตามความรู้ ความสามารถ และความถนัดของสมาชิก

              ในการขับเคลื่อนองค์กรแห่งการเรียนรู้ไปสู่ความสำเร็จ บุคลากรทุกคนในองค์กรล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ทั้งผู้นำ (Leader) และ ทีมงาน (Team) นอกจากมีภาระงานตามขอบข่ายที่ตนเองรับผิดชอบแล้ว ต้องทำงานสอดคล้องประสานกันอย่างลงตัว รวมทั้ง ต้องมีวิสัยทัศน์องค์กรร่วมกัน (Vision) มีปัญญารอบรู้ในภาระงาน (Intelligence) มีความสามารถในการปฏิบัติงาน (Competency) มีความจริงใจทั้งต่อคนและต่อองค์กร (Honesty) มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ (Integrity) มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ (Accountability) มีความเด็ดขาด แน่วแน่ (Decisiveness) ดังนี้

              วิสัยทัศน์ (Vision) คือ การมองภาพอนาคต จากจินตนาการของผู้นำและทีมบุคลากรในองค์กร โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริง และกำหนดจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงกับภารกิจ พันธกิจ

ค่านิยมและความเชื่อเข้าด้วยกัน แล้วมุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งเป้าหมายดังกล่าว ต้องชัดเจน ท้าทาย มีพลัง และที่สำคัญคือ ต้องมีความเป็นไปได้ รวมทั้งผู้นำและทีมบุคลากร ต้องมีคุณลักษณะร่วมกัน ดังนี้

              1.  มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันนี้ และที่จะมีผลไปข้างหน้า

              2. คาดเดาอนาคตได้ตรงกับความเป็นจริง ด้วยทัศนวิสัยในการมองครบทุกมิติ

              3.  มองเห็นการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภายนอกและภายใน “ จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ ”

              4.  คิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ ไม่ยึดติด

              5.  เมื่อนำไปใช้ ต้องได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

              ทั้งนี้ ต้องคำนึงตลอดเวลาว่า ในโลกยุคใหม่ที่มีเงื่อนไขของยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งแต่เดิมการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จอยู่ที่  “ องค์กร + กลยุทธ์ ” =  “ ผลสำเร็จ ” แต่แนวคิดใหม่ในการขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จอยู่ที่ “ ผู้นำ + ทีม + วิสัยทัศน์ ”  =  “ ผลสำเร็จที่มีประสิทธิภาพ ”

              วิสัยทัศน์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคต เป็นจุดเริ่มต้นของพรุ่งนี้ที่ผู้นำและทีมร่วมกันคิด สร้าง และขับเคลื่อน และเป็นอนาคตที่เป็นจริง (Realistic) เชื่อถือได้ (Credible) และดึงดูด (Attractive) เป็นเป้าหมายที่องค์กรมุ่งไปให้ถึงการเป็นองค์กรการเรียนรู้ วิสัยทัศน์ ไม่เพียงแค่มีบทบาทเฉพาะในการทำให้องค์กรเริ่มต้นการพัฒนาเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนป้ายบอกทาง (Signpost) สำหรับบุคลากรขององค์กรทุกคน เพื่อให้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กร ตลอดจนเป้าหมายที่องค์กรจะก้าวไปให้ถึงการเป็นองค์กรการเรียนรู้ด้วย

              ปัญญารอบรู้ในภาระงาน (Intelligence) หรือมี “ ไอคิวหรือ “ เชาวน์ปัญญา ” หมายถึง ความรอบรู้อย่างชัดเจนในขอบข่ายของภาระงานที่บุคลากรแต่ละคนรับผิดชอบ และรวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถเฉพาะตัวด้านต่างๆ ของผู้นำและทีมบุคลากรด้วย ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในหลายๆ ส่วน ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรก้าวไปสู่องค์กรการเรียนรู้อย่างยั่งยืนและถาวร

              ไอคิว หรือ เชาน์ปัญญา ในอีกความหมายหนึ่ง เป็นเรื่องของความสามารถในการปรับตัวทางสังคมด้วย ซึ่งหมายถึง

                   -    ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตนเองและปรับตัวต่อสถานการณ์และบุคคลต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

                   -    ความสามารถในการรู้จักวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง สามารถปรับปรุง และเรียนรู้การยับยั้งอารมณ์ในการโต้ตอบต่อสถานการณ์และบุคคล

                   -    ความสามารถในการเข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการติดต่อสื่อสารเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นๆ

              รวมถึงรู้จักความสามารถของตนเอง (Self – Knowledge) รู้จักวิธีการมุ่งพัฒนาตนเอง (Self – Development)  รู้จริงและมีความน่าเชื่อถือ (Authenticity) และรู้จักวางตนเสมอต้นเสมอปลาย (Balance) ซึ่งทั้งหมดนี้ จะช่วยย้ำให้เห็นความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับปัญญาความรอบรู้ในภาระงาน คือ ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในองค์กร หากทุกคนมีปัญญาความรอบรู้ในภาระงาน และมีความสามารถเฉพาะตัวด้านต่างๆ อย่างมีคุณภาพเพียงพอ จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              ความสามารถในการปฏิบัติงาน (Competency) หมายถึง ในการปฏิบัติงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้นั้น ทั้งผู้นำและทีมบุคลากรต้องมีคุณลักษณะ ต้องมีความสามารถทางเทคนิคและวิธีการ (Technical) มีความ สามารถในขอบข่ายของหน้าที่ (Cross – Functional) มีความสามารถเกี่ยวกับการวิเคราะห์ (Analytical Ability) มีความสามารถในการใช้ความยุติธรรมอย่างมีเหตุผล (Reasoned Judgment) และรวมถึงต้องมีคุณลักษณะอื่นๆ อีก ดังนี้

              1.  การเปิดรับและพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

              2.  การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร และเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมของบุคลากรในองค์กร

              3.  การมีความเชื่อมั่นในความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

              4.  การแสวงหาความรู้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบ

              5.  การส่งเสริม สืบค้น และนำศักยภาพที่ดีที่สุดของบุคลากรในองค์กรมาปรับใช้กับองค์กร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นองค์กรการเรียนรู้

              6.  การมองประเด็นในทุกแง่มุม และมีมุมมองใหม่ๆ เสมอในการปรับปรุงการปฏิบัติงานและองค์กร

              7.  การแสวงหาและใช้ประโยชน์จากข้อมูลป้อนกลับทุกเรื่อง

              8.  การเรียนรู้จากความผิดพลาด

              9.  การเปิดรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์

                  ซึ่งการกำหนดกรอบความสามารถในการปฏิบัติงาน (Competency) นั้น สามารถจำแนก ได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

              1.  Core Competency คือ ความสามารถในการปฏิบัติงานหลักขององค์กรนั้นๆ โดยบุคลากรทุกคนในองค์กรต้องมีคุณสมบัติแห่งความสามารถที่เหมือนกัน เพราะความสามารถและคุณสมบัติ ที่โดดเด่นเหล่านี้  จะเป็นตัวผลักดันให้องค์กรบรรลุสำเร็จเป็นองค์กรการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              2.  Technical Competency คือ ความสามารถในการปฏิบัติงานเฉพาะด้าน หรือความ สามารถตามลักษณะงาน ซึ่งมีขั้นตอนความสามารถแตกต่างกันไป ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หรือคาดหวัง ความสามารถประเภทนี้จะสะท้อนถึงความลึกซึ้งของความสามารถที่บุคลากรต้องมีก่อนที่จะได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน และในขณะที่กำลังปฏิบัติงาน

                  3.    Professional Competency คือ ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพที่พนักงานในแต่ละระดับ หรือในแต่ละตำแหน่งงานต้องมี และจะแตกต่างกันไปตามสายงานที่รับผิดชอบ รวมถึงต้องรู้จักแก้ปัญหาและรู้จักป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งในการปฏิบัติงานและในองค์กรด้วย

(ติดตามต่อตอน 2)