สรุปสถานการณ์ด้านสถานะบุคคลและสิทธิของคนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติประจำปี ๒๕๕๒

ด้านสถานะบุคคล 

๒ >> ๑ ปี ๑๑ เดือนของกฎหมายใหม่ -- ข้อเด่นและข้อด้อย

 

เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สังคมไทยได้ประกาศใช้กฎหมายใหม่ ๒ ฉบับคือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๑ (บังคับใช้นับแต่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) และพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ (บังคับใช้นับแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) กล่าวได้ว่ามีหลายเรื่อง หลายมาตราในกฎหมายใหม่ ๒ ฉบับนี้ที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติของหลายแสนชีวิตในประเทศไทย อย่างไรก็ดี ๑ ปี ๑๐ เดือนของการเดินทางของกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ กลับพบว่า หลักการของหลายเรื่องในกฎหมายใหม่ ๒ ฉบับนี้ยังคงเดินไปไม่ถึงปลายทาง

 

กรณีกฎหมายสัญชาติ 

๒.๑  ลูกพ่อไทย ยังคงไม่ได้รับการรับรองจากรัฐไทยว่าเป็นคนไทย เพราะกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ วรรคสอง ยังไม่เสร็จ

แม้ว่าจะยังไม่มีการประเมินตัวเลขว่า เด็ก(หรือผู้ใหญ่) กลุ่มนี้มีจำนวนเท่าใด แต่ในแง่สถานการณ์ปัญหาแล้ว ‘น้อย บ้านบะไห’ เป็นตัวอย่างของเด็กที่มีพ่อเป็นคนไทย แต่แม่เป็นคนต่างด้าว และไม่ได้สัญชาติไทย เพียงเพราะพ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส (พ่อไม่ได้เป็น “บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย”) น้อย บ้านบะไห จึงกลายเป็นคนไร้สัญชาติ และแก้ปัญหาความไร้รัฐของตัวเองด้วยการไปขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานข้ามชาติ เมื่อน้อยไม่ไปต่ออายุใบอนุญาตทำงาน น้อยจึงอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกจับในข้อหาคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ขาดโอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านต่างๆ ที่สำคัญน้อยขาดแม้แต่โอกาสที่จะทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงตัวเอง[1]

มาตรา ๗ วรรคสองแห่งกฎหมายใหม่ กำหนดว่า เด็กที่เกิดจากพ่อไทย และแม่เป็นคนต่างด้าว แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรส เด็กก็จะสามารถมีสัญชาติตามพ่อ (ตามหลักสายโลหิตจากพ่อ) ได้ ทว่าทางปฏิบัติในการพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกนั้นให้รอกฎกระทรวง ซึ่งจนถึงปัจจุบันกฎกระทรวงดังกล่าวยังไม่ถูกประกาศบังคับใช้[2]

พร้อมๆ กับการทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อติดตามและผลักดันให้กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวออกมาบังคับใช้ ทาง SWIT ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี อัยการจังหวัดอุบลราชธานี สถานีตำรวจภูธรโขงเจียม ด่านตรวจคนเข้าเมืองโขงเจียม และสำเนาถึงองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง อธิบายและสร้างความเข้าใจถึงสถานะบุคคลตามกฎหมายของน้อย และเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์ว่าเป็นคนไทย อันเนื่องมาจากเป็นลูกของพ่อไทยตามกฎหมายใหม่ เด็กหญิงหรือเด็กชาย, เขาหรือเธอจะต้องไม่ถูกตำรวจจับ จะต้องไม่ถูกดำเนินคดีฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย และจะต้องไม่ถูกส่งออกไปนอกประเทศไทย เพียงเพราะกฎกระทรวงยังไม่ออกมาบังคับใช้ (ที่ ฝสร. ๑๒/๒๕๕๒  ลว ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒)

 

๒.๒  เด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่พ่อแม่เข้าเมืองผิดกฎหมาย และไม่ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราว ยังคงเป็น “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ตั้งแต่เกิด” เพราะกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง ยังไม่เสร็จ

เด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่เป็นลูกของพ่อแม่ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยพ่อหรือแม่นั้นเป็นคนได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย, ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราว หรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก็จะไม่ได้สัญชาติไทย (มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๕) และยังคงเป็น “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยการเกิด” (มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓)

แม้มาตรา ๗ ทวิวรรค ๓ ซึ่งแก้ไขในกฎหมายสัญชาติ ฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๒ จะกำหนดว่าให้กำหนด “สถานะบุคคลและฐานะการอยู่” ของเด็ก(หรือบุคคล) กลุ่มนี้เสียใหม่ โดยการกำหนดสถานะบุคคลและฐานะการอยู่ใหม่นี้ จะต้องคำนึงถึงหลักความมั่นคงและหลักสิทธิมนุษยชนประกอบกัน แต่สถานะบุคคลใหม่นี้ยังอยู่ระหว่างรอการกำหนดโดยกฎกระทรวง

อย่างไรก็ดี อาจกล่าวได้ว่ากรณีของเด็กชายพล ได้กลายเป็นกรณีตัวอย่างของการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสถานะบุคคลของเด็กกลุ่มนี้ เพียงแต่ว่า เฉพาะกรณีของเด็กที่เป็นลูกของแรงงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนได้รับใบอนุญาตทำงาน

เด็กชายพลเป็นลูกของแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตทำงาน ถูกจับเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ และจะถูกดำเนินการผลักดันออกนอกประเทศ ด้วยเพราะภายใต้มติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ และ วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒) เนื่องจากเด็กชายพล ไม่ถูกถือว่าเป็น “ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ” และไม่มีสิทธิอาศัยตามแรงงานที่มาขึ้นทะเบียน

การเคลื่อนไหวของทั้งภาควิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน โดยการเสนอแนะข้อกฎหมายเพื่อการกำหนดสถานะบุคคลให้กับเด็กชายพล (รวมถึงเด็กคนอื่นๆ ที่มีข้อเท็จจริงเหมือนเด็กชายพล) ทำให้เด็กชายพลไม่ถูกส่งตัวออกนอกประเทศและได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา[3] และในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดสถานะบุคคลให้ลูกของแรงงานข้ามชาติ มีสถานะบุคคลเป็น “ผู้ติดตามแรงงาน”

การติดตามเพื่อผลักดันให้กฎกระทรวงตามมาตรา ๗ ทวิวรรคสามออกมาใช้บังคับ โดยจะต้องมีเนื้อหาที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและหลักสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินต่อไป

 

๒.๓  คนไทยตามมาตรา ๒๓ มีทั้งด้านดีและด้านที่มีอุปสรรค

โดยเจตนารมณ์ของมาตรา ๒๓ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑ ก็คือต้องการเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ (กล่าวคือหากเป็นคนที่เกิดก่อนวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ ซึ่งเคยมีสัญชาติไทย จะถูกถอนสัญชาติ หากเกิดหลังวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๑๕ จะไม่ได้สัญชาติไทย มีผลตั้งแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕-๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕) โดยกลับคืนสัญชาติไทยให้กับบุคคลดังกล่าว อย่างไรก็ดี มีเงื่อนไขคือ คนที่เข้าข่ายคนไทยตามมาตรา 23 จะต้องมีเอกสารการเกิด (แสดงว่าเกิดในประเทศไทย) มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร (แสดงว่าอาศัยอยู่ต่อเนื่องในประเทศไทย) หรืออาจใช้พยานบุคคลเพื่อประกอบการยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ก็จะทำให้บุคคลดังกล่าวได้รับการรับรองว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยจากรัฐ โดยจะได้รับการกำหนดเลขประจำตัว ๑๓ หลัก (ขึ้นต้นด้วยเลข ๘) ได้รับการบันทึกชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้านและได้รับบัตรประจำตัวประชาชน

ด้านเด่น:  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ได้มีความเห็นว่าคนไทยตามมาตรา ๒๓ นั้น เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังนั้น จึงมีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน (ดูเรื่องเสร็จที่ ๒๒๖/๒๕๕๒)

ด้านด้อย: ในทางปฏิบัติพบว่า ยังคงมีข้อจำกัดที่คนไทยตามมาตรา 23 จะได้รับการรับรองว่ามีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย จริงที่ว่าด้านหนึ่ง-มาจากการขาดความรู้ความเข้าใจของคนไทยตามมาตรา 23 เอง แต่อีกด้านหนึ่งก็พบว่าหน่วยงานทะเบียนราษฎรทั้งในระดับเทศบาล อำเภอหรือเขต ยังคงขาดความรู้ความเข้าใจต่อการลงรายการสัญชาติในทะเบียนบ้านในกรณีของคนไทยตามมาตรา 23, การไม่ลงวันที่รับคำขอ (อาจตีความได้ว่าเกรงว่าจะเป็นการเริ่มนับระยะเวลา อันเป็นฐานการฟ้องคดีปกครอง), การปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ล่าช้าเกินสมควร ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้แก่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม, อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี, อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ฯลฯ

ตลอดร่วม ๒ ปีที่ผ่านมา ด้วยการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสถานะบุคคลและสิทธิ รวมถึง SWIT ซึ่งทำงานร่วมกับภาคี/เครือข่าย อาทิ มูลนิธิกระจกเงา, คลินิกกฎหมายชาวบ้านอำเภอแม่อาย ฯลฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการบังคับใช้กฎหมายใหม่เพื่อแก้ปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำความเห็นทางกฎหมายเพื่อปรับทัศนคติและความเข้าใจต่อข้อกฎหมายและทางปฏิบัติของการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้คนไทยตามมาตรา ๒๓ จนนำไปสู่การออกหนังสือสั่งการทั้งสิ้น ๕ ฉบับ[4] อย่างไรก็ดี การไม่ปฏิบัติหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าของหน่วยงานทะเบียนราษฎรในหลายพื้นที่ หลายจังหวัดยังคงมีอยู่

 

๒.๔ การมีสัญชาติไทยโดยการเกิด : การเลือกปฏิบัติที่แตกต่างต่อคนที่มีข้อเท็จจริงเหมือนกัน (คนไทยตามมาตรา ๒๓ และคนไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง)

ขณะที่คนไทยตามมาตรา ๒๓ ได้รับการตีความว่าเป็นคนไทยโดยการเกิด ทำให้สามารถมีสิทธิทางการเมือง (สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง มีสิทธิเลือกตั้ง) ปรากฏว่ายังมีอีกหลายชีวิตที่ได้รับผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ เช่นเดียวกัน แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสิทธิทางการเมืองได้ เพียงเพราะเขาหรือเธอมีสัญชาติไทย ด้วยวิธีการอื่น ในช่วงเวลาก่อนที่มาตรา ๒๓ จะถูกบังคับใช้ กล่าวคือ มีสัญชาติไทยโดยคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา ๗ ทวิวรรคสอง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๓๕) หรือคนไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง

มีกรณีตัวอย่างของคนไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง ที่ลุกขึ้นมาใช้กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับคนไทยตามมาตรา ๗ ทวิวรรคสอง

นายสุขสันต์ สมัครลงรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น และถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้ว่า “ขาดคุณสมบัติ” เพราะไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่มีสัญชาติไทยโดยคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุขสันต์ฟ้องว่าคำสั่งทางปกครองของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อศาลปกครองนครราชสีมา ศาลปกครองชี้ว่านายสุขสันต์มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (คดีหมายเลขดำที่ ๒๘๒/๒๕๕๐ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๖๒/๒๕๕๑) อย่างไรก็ดี คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์

ระหว่างที่รอผลการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ทาง SWIT เห็นว่า หลักการหนึ่งที่ควรถูกยืนยันก็คือบุคคลในสถานการณ์ข้อเท็จจริงเดียวกัน ไม่ควรถูกเลือกปฏิบัติโดยแตกต่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่จะเป็นคุณแก่บุคคลนั้น

 

กรณีกฎหมายการทะเบียนราษฎร

๒.๕  “ชาวบ้านแม่อาย ๑,๒๔๓  คน” >> ๔ ปีผ่านไปปัญหาวนกลับมาที่เดิม

๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ คือวันที่ชาวบ้านแม่อายจำนวน ๑,๒๔๓ คน ถูกอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่เพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎรประเภทคนไทย ด้วยผลของคำสั่งทางปกครองฉบับนั้นชาวบ้านทั้งหมดสูญเสียสถานะผู้มีสัญชาติไทยไปในพริบตา ชาวบ้านแม่อาย ด้วยการสนับสนุนจากอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เลือกที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเอง

๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๘ ศาลปกครองสูงสุด (หมายเลขคดีดำที่ อ.๒๙๙/๒๕๔๗ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๑๗/๒๕๔๘) พิพากษาว่าคำสั่งของอำเภอแม่อายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามวิธีการและขั้นตอนการออกคำสั่งตามมาตรา ๓๐ แห่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ โดยไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ชี้แจง โต้แย้งคัดค้านหรือแสดงพยานหลักฐานใดๆ ต่ออำเภอแม่อาย อันจะทำให้อำเภอแม่อายสามารถพิจารณาทบทวนหรือตรวจสอบข้อโต้แย้งคำคัดค้านดังกล่าว ก่อนที่จะมีการออกคำสั่งที่จะกระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับคำสั่ง

ไม่เกินเลยไปเลยที่จะกล่าวว่า ด้วยกรณีแม่อายนี้เอง ทำให้เกิดการแก้ไขพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ โดยเพิ่มเติมเป็นมาตรา ๑๐ วรรค ๔ ให้นายทะเบียนมีอำนาจระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรได้ อันเป็นมาตรการก่อนการมีคำสั่งเพิกถอนชื่อบุคคลออกจากทะเบียนราษฎร ในกรณีที่มีความสงสัยว่าการมีชื่อในทะเบียนบ้านนั้นอาจได้มาโดยไม่สุจริต

เดือนตุลาคม ๒๕๕๒ อำเภอแม่อายเป็นอำเภอแห่งแรกในประเทศไทย ที่ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๐ วรรค ๔ นี้ กับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวบ้านในจำนวน ๑,๒๔๓ รายเดิม

ในครั้งนี้ คำสั่งระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรของอำเภอแม่อาย ถูกตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งอีกครั้ง ด้วยเพราะการออกคำสั่งดังกล่าว เป็นไปโดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริง (ข้อ ๑ กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการโต้แย้งหรือชี้แจงข้อเท็จจริงการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียน พ.ศ.๒๕๕๑) ทั้งนี้องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสถานะบุคคลและสิทธิ รวมถึงสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ ซึ่งทำงานร่วมกับภาคี/เครือข่าย ได้ทำความเห็นทางกฎหมายเพื่อขอทราบแนวทางปฏิบัติของข้อกฎหมายดังกล่าว[5] พร้อมๆกับการประสานงานทำความเข้าใจจากภาควิชาการและคลินิกกฎหมายชาวบ้านอำเภอแม่อาย กรมการปกครองจึงได้มีการออกหนังสือสั่งการชี้แจงเรื่องการสั่งระงับการเคลื่อนไหวรายการทะเบียนราษฎร ตามมาตรา ๑๐ วรรคสี่ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑[6]

ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านแม่อายผู้ได้รับคำสั่ง ไม่ประสงค์ที่จะใช้กระบวนการทางศาลปกครองชี้ให้อำเภอแม่อายยกเลิกเพิกถอนคำสั่งตนเอง

จากการดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยอนุกรรมการด้านสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ไร้สัญชาติไทย ไทยพลัดถิ่น ผู้อพยพและชนพื้นเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งทาง SWIT เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอนุกรรมการ ได้เชิญอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กรมการปกครอง เข้าชี้แจง ๒ ครั้ง ซึ่งทางอำเภอแม่อาย โดยจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งฯ ดังกล่าว ภายในต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา[7]

แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏว่าอำเภอแม่อายมีคำสั่งยกเลิก คำสั่งระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎรแต่อย่างใด

 

๒.๖  การจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า >> ปี ๒๕๕๓ ปีแห่งการขับเคลื่อนร่วมกันของภาคีวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า

การจดทะเบียนการเกิด หมายถึง การรับรองถึงจุดเกาะเกี่ยวของเด็กหรือบุคคลกับประเทศที่เด็กหรือบุคคลนั้นถือกำเนิด อันนำไปสู่การออกเอกสารยืนยันถึงจุดเกาะเกี่ยว  หรือเอกสารแสดงตน (Identification paper) ฉบับแรกของบุคคลเพื่อรับรอง “การเกิดของมนุษย์คนหนึ่ง” เอกสารดังกล่าว ได้แก่ ใบรับรองการเกิดที่ออกโดยสถานพยาบาล หรือ ท.ร.๑/๑, หนังสือรับรองการเกิดออกโดยผู้ใหญ่บ้าน หรือ ท.ร.๑ ตอนหน้า, สูติบัตร, ใบรับรองสถานที่เกิด ฯลฯ  อย่างไรก็ดี เป็นการยากที่จะประเมินถึงจำนวนที่แท้จริงของเด็กหรือบุคคลที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิด (ในปี ๒๕๔๙ พบว่าในแต่ละปีจะมีเด็กประมาณ ๕๑,๐๐๐,๐๐๐ คน จากทั่วโลกที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิด (UNICEF 2007[8]) แต่ข้อเท็จจริงที่พบในทางปฏิบัติก็คือ เด็กหรือคนที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิด มีทั้งกรณีที่เป็นเด็กหรือคนที่มีสัญชาติไทย รวมถึงไร้รัฐไร้สัญชาติ อาทิ มากกว่า ๒๐ กรณีในพื้นที่จังหวัดระนอง ภูเก็ตและพังงา(ตุลาคม ๒๕๕๑- กันยายน ๒๕๕๒)[9], ที่บ้านเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อำเภอโขงเจียม อำเภอโพธิ์ไทร ฯลฯ จังหวัดอุบลราชธานี ฯลฯ เพียงแต่ยังไม่มีการรวบรวมเพื่อการอ้างอิงหรือในเชิงฐานข้อมูล ส่วนสาเหตุของการที่เด็กหรือบุคคลทุกคนไม่สามารถได้รับการจดทะเบียนการเกิดได้อย่างถ้วนหน้านั้น กล่าวได้ว่ามีสาเหตุทั้งในแง่ของประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย (ความไม่รู้ ไม่เข้าใจหรือไม่บังคับใช้กฎหมายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ) ความไม่รู้ไม่เข้าใจของเด็กหรือบุคคลทั่วไปเอง

ผลที่ตามมาจากการไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิดก็คือ เด็กหรือบุคคลดังกล่าวมักถูกตั้งข้อสงสัยถึงจุดเกาะเกี่ยวของเด็กและบุคคลกับประเทศไทย ถูกสันนิษฐานว่าเป็นเด็กต่างด้าวหรือคนต่างด้าวเข้าเมืองมา หรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย อันนำไปสู่การเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานด้านต่างๆ อาทิ ถูกปฏิเสธสิทธิทางการศึกษา (ถูกสถานศึกษาปฏิเสธ ไม่ให้เข้าเรียน, ไม่ออกวุฒิการศึกษาให้) ถูกปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน, ถูกปฏิเสธการออกเอกสารแสดงตนประเภทอื่นๆ ตามมา เช่นถูกปฏิเสธการออกบัตรประจำตัวประชาชน, ถูกปฏิเสธที่จะได้รับการเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านประเภทต่างๆ ที่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงของตัวเอง, ซึ่งเชื่อมโยงต่อไปถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานด้านอื่นๆ อีก อาทิการเดินทาง การทำงาน, อาจตกอยู่ในความเสี่ยงหรือตกเป็นเหยื่อของกระบวนการค้ามนุษย์ ฯลฯ

ในทางตรงกันข้าม หากเด็กหรือบุคคลได้รับการจดทะเบียนการเกิด ย่อมหมายถึงว่า เกิดการรับรองโดยกฎหมายถึงการเกิดขึ้นของมนุษย์คนหนึ่งๆ[10] ผลทันทีที่ตามมาก็คือบุคคลดังกล่าวจะเป็นบุคคลที่มีตัวตนในทางกฎหมาย ประเทศไทยได้ยอมรับว่าเป็นรัฐเจ้าของบุคคล (Personal state)[11] อาจเป็นในฐานะคนชาติ (National) หรือบุคคลที่มีสัญชาติไทย หรือในฐานะราษฎรต่างด้าวในทะเบียนราษฎรไทย (recorded in the civil register by the applicable government authority) ซึ่งสะท้อนถึงจุดเกาะเกี่ยวของเด็กหรือบุคคลดังกล่าวกับประเทศไทย (ตามหลักดินแดน) เด็กหรือบุคคลดังกล่าวจะไม่ตกเป็นเด็กหรือคนไร้รัฐ

อย่างไรก็ดี เด็กหรือบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนการเกิด ไม่ว่าจะในขั้นตอนใด ย่อมไม่ได้หมายความว่าเด็กหรือบุคคลดังกล่าวจะได้รับสัญชาติไทยเสมอไป หากแต่จะเป็นไปตามข้อเท็จจริงของเด็กหรือบุคคลแต่ละคน โดยเด็กอาจได้รับการบันทึกว่ามีสัญชาติตามพ่อ-แม่ตามหลักสายโลหิต

กล่าวได้ว่า การได้รับการจดทะเบียนการเกิด จึงมีความสำคัญในแง่ของพยานหลักฐานเพื่อการพัฒนาสถานะบุคคลของเด็กหรือบุคคลดังกล่าวต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บริบทของการจัดการหรือการแก้ไขปัญหาประชากรข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านที่ปรากฎตัวในประเทศไทยในสถานะของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ รวมถึงภายใต้บริบทของก้าวต่อไปของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยกับ 3 ประเทศเพื่อนบ้านคือลาว พม่าและกัมพูชา[12]

การจดทะเบียนการเกิดได้รับการรับรองว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน (ข้อ ๗ แห่งอนุสัญญาสิทธิเด็ก, ข้อ ๑๕ ปฏิญญาสิทธิมนุษยชน, ข้อ ๒๔ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง(แพ่ง)และการเมือง)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสาระสำคัญแห่งการประกันสิทธิเด็ก ที่สำคัญได้แก่ สิทธิในสถานะบุคคลของเด็ก, การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ อาทิ สิทธิที่จะมีชื่อ การมีสัญชาติ บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน การศึกษา การป้องกันการถูกค้ามนุษย์ การค้าบริการ/การละเมิดทางเพศ การใช้แรงงานเด็ก ฯลฯ

มีการคาดการณ์ถึงตัวเลขของเด็กที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิดว่ามีจำนวน ๑ ล้านคน (โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ๒๕๕๒)ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วตัวเลขประมาณการณ์น่าจะสูงกว่านี้ เพราะยังมี “ผู้ใหญ่” อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิด

ในปี ๒๕๕๓ นี้ SWIT ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) (ภายใต้โครงการพัฒนาองค์ความรู้และกลไกการทำงานเครือข่ายด้านสถานะบุคคลและสิทธิเพื่อผลักดันการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า ), องค์การแอคชันเอด ประเทศไทย หรือการร่วมกันของภาควิชาการและภาคองค์กรพัฒนาเอกชนในการบังคับใช้กฎหมาย คือพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๑ และพัฒนาคู่มือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างทางของการจดทะเบียนการเกิด โดยเป้าหมายก็คือการจดทะเบียนการเกิดถ้วนหน้า

 

 


[1] ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ http://gotoknow.org/blog/new-act/325855

[2] คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดวิธีการและค่าธรรมเนียมคำขอพิสูจน์ความเป็นบิดาซึ่งมีสัญชาติไทยของผู้เกิดเพื่อการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

[3] ความเห็นและข้อเสนอทางกฎหมายเพื่อการคุ้มครองเด็กชายพล (เด็กชายอับดุลลา) รวมถึงเด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยจากพ่อแม่ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย และได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ(เด็กเกิดไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ แห่งพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ฉบับวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒, งานวิชาการภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (SWIT), มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ./HRDF)และ โครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล (โครงการบางกอกคลินิก) รวมถึงองค์กรเครือข่ายวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน, ดู http://gotoknow.org/blog/new-act/325771

[4] หนังสือสั่งการ ฉบับที่ ๑ มท ๐๓๐๙.๑/ว ๑๕๘๗ ลว ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ,ฉบับที่ ๒ มท ๐๓๐๘.๔/ว ๗๘๔๐ ลว ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ,ฉบับที่ ๓  มท ๐๓๐๙.๑/ว ๙๔๘๙ ลว ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ ,ฉบับที่ ๔ มท ๐๓๐๙.๑/ว ๑๙๘๙๕ ลว ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ , ฉบับที่ ๕ มท ๐๓๐๙.๑/ว ๕๕๒๗ ลว ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๕

[5] หนังสือความเห็นทางกฎหมาย เรื่อง ขอให้ชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา ๑๐ วรรคสี่ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และขอให้มีหนังสือสั่งการเพื่อทำความเข้าใจต่อการดำเนินการดังกล่าว ที่พิเศษ ๒/๒๕๕๒ ลว ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๒, ดู http://gotoknow.org/blog/new-act/325774

[6] ที่ มท.๐๓๐๙.๑/ ว ๖๑ ลว ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๒ , ดู  http://gotoknow.org/blog/new-act/325774

[7] รายงานการประชุม อนุกรรมการด้านสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ไร้สัญชาติไทย ไทยพลัดถิ่น ผู้อพยพและชนพื้นเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ครั้งที่ ๔/๒๕๕๑

[8] http://plan-international.org/birthregistration

[9] ดูรายกรณีเพิ่มเติม ที่http://gotoknow.org/blog/papermoon

[10] ขั้นตอนการจดทะเบียนการเกิดตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายไทยได้รับรองไว้ ประกอบไปด้วย ๓ ขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่เอกสารแสดงตนลักษณะต่างๆ กล่าวคือ หนึ่ง-การรับรองจุดเกาะเกี่ยวของคนเกิด (ใบรับรองการเกิด หรือท.ร.๑ ตอนหน้า และหนังสือรับรองการคลอด) สอง-การรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมาย (สูติบัตรประเภทต่างๆ) และสาม-การรับรองรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎร (แบบพิมพ์ประวัติ, ทะเบียนบ้านประเภทต่างๆ)ดูเพิ่มเติม http://learners.in.th/blog/human-right-and-archanwell/257821

[11] ในทางตรงกันข้ามคือ เด็กหรือบุคคลดังกล่าวจะไม่ตกเป็นเด็กหรือคนไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร (unregistered

person) เด็กหรือคนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล (undocumented person) เด็กหรือคนไร้รัฐ (stateless person) หรือต้องเผชิญกับความไร้รัฐ (Statelessness) เป็นคนผิดกฎหมาย (unlawful people), ดูเพิ่มเติม http://gotoknow.org/blog/my-work-on-birth-registration/56506

[12] ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล, (ร่าง) รายงานความคืบหน้าของวิทยานิพธ์ระดับดุษฎีบัณฑิต หัวข้อ “แนวคิดทางกฎหมายในการพัฒนาสถานะบุคคล”, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ฉบับวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ (ปรับปรุงจากฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๒)