มนุษย์ยุคแรก ไม่มีการตั้งหลักแหล่งที่ถาวร ยังคงร่อนเร่และดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชพันธุ์ธัญญาหารตามแหล่งอาหารทั่วไป
ต่อมา เมื่อมนุษย์มีวิวัฒนาการมากขึ้น เริ่มมีการกำหนดรูปแบบในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น เช่น รู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผา และเครื่องมือหินขัดเพื่อการล่าสัตว์ รู้จักปลูกพืชเพื่อเป็นอาหาร และเริ่มมีพิธีกรรมบางอย่าง เช่น พิธีการฝังศพ รวมทั้งรู้จักตั้งหลักแหล่งขึ้นบนที่ราบน้ำท่วมถึง เช่น ในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งนับเป็นชุมชนหมู่บ้านก่อนที่อื่นใดในประเทศไทย และมีหลักฐานว่าชุมชนเหล่านี้รู้จักการเลี้ยงสัตว์และถลุงโลหะ เพื่อใช้ทำเครื่องประดับและเครื่องมือเครื่องใช้
การที่มนุษย์รู้จักตั้งหลักแหล่งบนที่ราบน้ำท่วมถึงตามธรรมชาติ นำมาซึ่งความสามารถในการเพาะปลูกพืชพันธุ์สามารถเลี้ยงสัตว์ได้โดยไม่ต้องร่อนเร่ย้ายที่อยู่เพื่อหาอาหารอีกต่อไป และเมื่อมีการรวมตัวกันเข้าเป็นชุมชนจึงส่งผลให้เกิดความต้องการในสิ่งจำเป็นพื้นฐานเพื่อให้สังคมดำรงอยู่ได้ต่อไป แต่ความสามารถในการจัดหาสิ่งจำเป็นของแต่ละชุมชนมีไม่เท่ากัน จึงก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกัน เช่น นำอาหารไปแลกเปลี่ยนกับอาวุธ หรือนำเครื่องประดับไปแลกกับเครื่องมือเครื่องใช้ เป็นต้น
ต่อมา เมื่อชุมชนมีการพัฒนาขึ้นเป็นสังคมเมือง และโครงสร้างทางสังคมสลับซับซ้อนขึ้น ความต้องการสิ่งจำเป็นจึงเพิ่มขึ้น แต่การแลกเปลี่ยนมีข้อจำกัดด้วยตัววัตถุและความเหลื่อมล้ำในการตีค่าของสิ่งแลกเปลี่ยน มนุษย์จึงเริ่มนำวัตถุหรือสิ่งของมีค่าที่เป็นที่ต้องการทั่วไป เช่น สัตว์เลี้ยง อาวุธหรือเครื่องประดับใช้แทนค่าในการแลกเปลี่ยน ระบบการแลกเปลี่ยนด้วยสื่อกลางจึงเกิดขี้น
เมื่อมีการค้นพบโลหะและนำมาทำเป็นเครื่องประดับและอาวุธ ความต้องการโลหะจึงมีอยู่ทั่วไป ประกอบกับโลหะมีคุณลักษณะที่สำคัญ คือมีความคงทนสามารถตัดแบ่งเป็นขนาดต่างๆ ได้ตามต้องการและพกพาได้สะดวก รวมทั้งเมื่อนำมาหลอมรวมกันเป็นก้อนใหญ่ก็ยังคงคุณสมบัติดังเดิม จึงมีการนำโลหะมาใช้เป็นสื่อกลางในการกำหนดค่าของสิ่งแลกเปลี่ยน
โลหะที่ขุดพบและเป็นที่ต้องการของชุมชน ได้แก่ ทองคำ เงิน และทองแดง แต่เนื่องจากเงินเป็นโลหะมีค่าและหาง่าย จึงได้รับความนิยมนำมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ตลอดจนได้รับการพัฒนานำมาประดิษฐ์เป็นสื่อกลางในรูปแบบ “เงินตรา” ของอาณาจักรต่างๆ
อาณาจักรฟูนัน
อาณาจักรฟูนัน เป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อตั้งเป็นปึกแผ่นมั่นคงบนดินแดนสุวรรณภูมิ มีความรุ่งเรืองทางการค้าขายและมีอำนาจในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๑๑ สันนิษฐานว่าศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาภายหลังจึงขยายอาณาเขตไปยังลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้
อาณาจักรฟูนันได้รับเอาแบบแผนการปกครองและกลไกทางสังคมมาจากอินเดีย ผ่านทางการเผยแผ่ศาสนาและการค้ามีเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองจากการค้ากับอาณาจักรต่างดินแดน
อิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียที่ปรากฎชัดประการหนึ่ง คือการปกครองด้วยระบบกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง การแผ่ขยายอำนาจ การทำนุบำรุงและส่งเสริมศาสนา รวมทั้งการส่งเสริมการค้า ทั้งภายในและภายนอกอาณาจักรเพื่อสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่บ้านเมือง
ด้วยความรุ่งเรืองของอาณาจักร ผู้คนจากที่ต่างๆ รวมทั้งจีนและอินเดียจึงพากันเดินทางเข้ามาค้าขายและตั้งรกราก ดังปรากฎในบันทึกพงศาวดาร นิทาน และชาดกที่กล่าวถึงการเดินทางเข้ามาแสวงโชคและค้าขายในสุวรรณภูมิ รวมทั้งหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะเหรียญแบนของชาวตะวันตกที่ทำจากโลหะเงิน ทองคำ และโลหะอื่นๆ เช่น เหรียญทองอันโทนิอุสแห่งโรมัน ซึ่งเก่าแก่นับได้ถึง พ.ศ. ๖๙๕ ตะเกียงโรมันสัมฤทธิ์ของรางวงศ์ปโตเลมีแห่งอียิปต์ ซึ่งพบที่โบราณสถานพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งบริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง
สำหรับสื่อกลางที่ชาวฟูนันใช้ในการค้าขาย พบว่าเป็นเหรียญลักษณะกลมแบนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ความหนาและน้ำหนักแตกต่างกัน โดยมีน้ำหนักประมาณ ๗ – ๑๐ กรัม ส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะเงิน ซึ่งขุดพบในบริเวณต่างๆ ของประเทศไทยในปัจจุบันที่เชื่อว่าเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันมาก่อน เช่น ที่อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย และอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร และยังขุดพบแม่พิมพ์เหรียญที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเกิดข้อสันนิษฐานว่าชาวฟูนันน่าจะทำเงินตราขึ้นใช้เอง โดยปรับรูปแบบจากเงินตราที่พ่อค้าชาวอินเดียนำเข้ามาใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสินค้า
ลวดลายของเหรียญที่พบนั้น ด้านหนึ่งเป็นรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวงแผ่รัศมี มีจุดไข่ปลาเรียง ๒ แถว อีกด้านมีสัญลักษณ์ศรีวัตสะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระนารายณ์อยู่ตรงกลาง ข้างหนี่งของศรีวัตสะเป็นบัณเฑาะว์ หมายถึงกลองเล็กชนิดหนึ่งที่พราหมณ์ใช้ในพิธีต่างๆ อีกข้างหนึ่งเป็นเครื่องหมายสวัสดิกะส่วนบนสุดของเหรียญเป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ลวดลายที่ปรากฎบนเหรียญแสดงให้เห็นความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ นอกจากนั้น ยังพบเหรียญรูปพระอาทิตย์ที่ถูกตัดเป็นเสี้ยวๆ ขนาด ๑/๒ ๑/๔ ๑/๘ และ ๑/๑๖ ซึ่งสันนิษฐานว่าใช้เป็นเงินปลีกย่อยในการค้าขาย
อาณาจักรฟูนันเรืองอำนาจอยู่ประมาณ ๕๐๐ ปี และเริ่มเสื่อมอำนาจลงเมื่ออาณาจักรเจนละ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนครอบครองอาณาจักรฟูนันได้
เมื่ออาณาจักรฟูนันเริ่มเสื่อมอำนาจลง มีแคว้นและอาณาจักรอีกกว่า ๑๐ แห่ง ตั้งตัวเป็นอิสระและผลัดเปลี่ยนกันครองอำนาจ โดยยังคงสืบทอดระบบความเชื่อและระบบการปกครองที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียเช่นเดียวกับอาณาจักรฟูนัน ในขณะเดียวกันเป็นช่วงเวลาที่ขอมเรืองอำนาจ แคว้นและอาณาจักรเหล่านี้จึงรับอิทธิพลวัฒนธรรมและความเชื่อจากขอมไว้ด้วย

(เหรียญสมัยฟูนัน)
ข้อมูล : จากเพื่อนักศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.รามคำแหง
เรียบเรียง : วาทิน ศานติ์ สันติ