วันที่ ๑๑ ม.ค. ๕๓ ผมหยิบหนังสือ “Towards a Competitive Higher Education System in a Global Economy” ของ World Bank มาอ่านเพื่อเตรียมตัวไปอภิปรายในการประชุมวันที่ ๒๒ ม.ค. ๕๓


          แค่ย่อหน้าแรกของ Executive Summary ผมก็เถียงผู้จัดทำหนังสือนี้แล้ว    ในตอนท้ายสุดของย่อหน้าเขาเขียนว่า “It also focuses on the extremely important relationships between higher education, research and development, innovation policies, and the private sector.”


          เขาชี้ความสำคัญเฉพาะต่อ private sector   ผมเถียงว่า government sector นี่แหละตัวดี ที่ต้องการการวิจัย   แต่จะไม่สามารถใช้พลังของการวิจัยได้เลยหากยังทำงานแบบคิดว่า “ข้ารู้ดี”   และกำหนดกติกาและเกณฑ์ต่างๆ ให้ผู้อื่นถือปฏิบัติ   โดยไม่ยอมรับว่าเป็นกติกาและตัวชี้วัดที่ใช้ในสมัย “คนเรายังโง่”


          ถ้ายอมรับว่ากติกาและตัวชี้วัดที่กำหนดนั้น ควรจะได้รับการปรับปรุงพัฒนา    ก็ต้องมีการวิจัยเพื่อพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัด    เมื่อไรที่มีพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัด ก็จะต้องมีคำถามว่าเป็นพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ดีที่สุดแล้วหรือ   ควรยึดมั่นถือมั่นพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัดนี้แค่ไหน   จะปรับเปลี่ยนไปเป็นพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ดีขึ้นได้อย่างไร 


          หากคิดอย่างนี้ กระบวนการใช้เกณฑ์และตัวชี้วัด  ก็จะกลายเป็นกระบวนการพัฒนาเกณฑ์และตัวชี้วัดไปในตัว   เกิดเป็น action research เพื่อพัฒนาตัวชี้วัด และพัฒนาหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินไปในตัว 


          หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินคนอื่น (หน่วยงานอื่น) เป็นหน่วยงานที่น่าสงสารเพราะต้องแสร้งทำตัวเป็นผู้รู้    ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่รู้จริง    เมื่อตกอยู่ในสภาพแสร้งทำเช่นนี้ ก็จะไม่มีจิตวิญญาณของผู้ต้องการเรียนรู้    องค์กรแบบนี้จึงไม่มีวันที่จะเป็น Learning Organization   แต่จะเป็น “องค์กรชาล้นถ้วย” 


          จะไม่เป็น “องค์กรชาล้นถ้วย” ต้องเอาตัวชี้วัดมาเป็นโจทย์วิจัย   ตั้งคำถามว่าจะหาตัวชี้วัดที่ดีกว่านี้ได้อย่างไร    ตัวชี้วัดอะไรที่ดีกว่านี้    โดยเอาผลการประเมิน และ feedback ของผู้ถูกประเมินเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์หาคำตอบ


 

วิจารณ์ พานิช
๑๑ ม.ค. ๕๓