ชีวิตของผมโชคดีได้เห็นโลกหลายโลก    สมัยเด็กๆ ผมอยู่ในโลกของความแร้นแค้น   สมัยแก่อยู่ในโลกของความล้นเกิน   เมื่อเริ่มทำงานก็มีรายได้แบบที่ต้องใช้อย่างกระเบียดกระเสียน   มีชีวิตอยู่ในสภาพนี้ค่อนชีวิต   แต่เมื่ออายุเลยครึ่งศตวรรษก็มีรายได้ดีขึ้นในระดับที่ผมคิดว่าอยู่ได้สบาย

          เมื่อเข้าวัยชรา ก็ได้เข้าไปเห็นโลกธุรกิจ ที่คนเก่งๆ ค่าตัวแพงมาก    แพงอย่างน่าตกใจ

          ตอนที่ผมอยู่ สกว. ผมก็ได้รับคำบอกจากผู้ใหญ่ที่เมตตาผมบอกว่าเงินเดือนของผมต่ำกว่าความเป็นจริง ๒ เท่า    คือผมควรจะได้เงินเดือน ๓ เท่าของที่ได้รับในขณะนั้น    หากเทียบกับภาคธุรกิจ   ท่านคงบอกเป็นนัยเพื่อแนะให้ผมปรับสเกลเงินเดือน    แต่ผมเฉยเสีย บอกตัวเองว่า แค่นี้ก็เหลือกินแล้ว    การได้เงินเดือนตามสเกลธุรกิจไม่น่าจะใช่สิ่งที่เหมาะสมต่อโลกวิชาการ

          ตอนนี้ผมรู้สึกเห็นใจที่คนอายุน้อยๆ เช่น ๓๖ ปี เงินเดือนกว่า ๕ แสนบาท    เมื่อรวมโบนัสด้วยก็มีรายได้ปีละประมาณ ๑๐ ล้านบาท    ผมเห็นใจว่าคนเหล่านี้คงจะตกเข้าไปเป็นทาสของเงิน   หรือเอาเงินเป็นพระเจ้า    ซึ่งหมายความว่าเอาเงินเป็นตัววัดความสุขความสำเร็จในชีวิต   เงินเดือนสูงสำเร็จกว่าเงินเดือนต่ำ ซึ่งเป็นมายา

          คนที่เงินเดือนสูงมากๆ ก็จะมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ใช้เงินมาก   แต่ตำแหน่งที่เงินเดือนสูงผิดปกติเหล่านี้มีธรรมชาติอยู่ ๒ ประการ คือ (๑) เครียดมาก  (๒) ความมั่นคงต่ำ    หากผลประกอบการธุรกิจไม่เป็นไปตามเป้า ก็อาจหลุดจากตำแหน่งได้ง่ายๆ   และเมื่อหลุดจากตำแหน่งก็จะเจ็บมาก   เพราะเคยใช้ชีวิตที่ใช้เงินมาก และเคยมีความรู้สึกภูมิใจเงินเดือนสูง และคิดว่าเงินเดือนต่ำกว่าคือเป็นคนด้อยกว่า

          ถ้าเงินเดือนสูง แต่มีสติ ไม่ใช้จ่ายมาก   เก็บออมไว้เผื่อยามชีวิตไม่ราบเรียบ   และบริจาคเงินช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม ตามสมควร    เป็นการทำบุญเพื่อลดความโลภของตนเอง   เราก็จะตกเป็นเหยื่อของความโลภได้ยากขึ้น   จะมีคุณภาพชีวิตระยะยาวได้ดีกว่า

          คนรวยต้องมีเครื่องมือกำจัดความโลภ

          ไม่ทราบว่าผู้คนทั่วไปเขาคิดเหมือนผมหรือไม่

 

วิจารณ์ พานิช
๒๐ ม.ค. ๕๓

เพิ่มเติม

        มีคนคิดเตือนสติสังคมว่า โลกเราในเวลานี้คล้ายๆ มีโรคระบาดแห่งวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟือยเกิน   เรียกชื่อโรคนี้ว่า affluenza   และวัคซีนป้องกันโรคนี้น่าจะได้แก่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วิจารณ์ พานิช

๖ ก.พ. ๕๓