พยาบาลคือผู้รักษาความเสื่อม ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมทั้งกายและใจ ซึ่งไม่ได้ถึงคนอื่นเท่านั้นแต่หมายถึงตัวเองด้วย สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้ัรับการรักษาจากสถาบันแห่งนี้มาโดยตลอดคือ "มิตรภาพที่ไม่เคยเสื่อม" ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์จากรุ่นสู่รุ่น วันวานถึงวันนี้ และวันต่อๆ ไป

     อัศจรรย์ใจเหลือเกินว่า "น้องสาว" ของผู้เขียนปรารถนาที่ "ทักทอความฝันอันบรรเจิดของพ่อแม่" โดยการสมัครสอบเพื่อเรียน "พยาบาล" สองครั้งสองคราว  แต่อาจจะเป็นเพราะขาดส่วนผสมของ "บุญเก่า" และ "ไร้บุญใหม่" อย่างลงตัว  สุดท้ายตอนนี้เธอเป็นได้อย่างมากคือ "เปิดร้านขายของชำ" ซึ่งเป็นอาชีพสุจริตที่เธอมองว่า "เหมาะกับเธอมากที่สุดในขณะนี้"

     แม้ว่า "น้องสาว" จะไม่ได้โอกาสได้เข้าไปใกล้ชิดกับ "อาชีพของพยาบาล" แต่ในชีวิตของผู้เขียน "กลับได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีกรุงเทพ" ในขณะที่เป็น "สามเณร" เมื่อเกือบ ๑๗ กว่าปีที่แล้ว

     ในขณะนั้น "อาจารย์สายหยุด" เป็นผอ.วิทยาลัยพยาบาลกรุงเทพ ที่ย้ายมาจากวิทยาลัยพยาบาลสารคาม (ถ้าจำไม่ผิด) และตัวเองได้มีโอกาสเข้าไปทำงานกับทีมงานของพระอาจารย์วิรัตน์ วิรัตโน พระอาจารย์เฉลียว พระอาจารย์ฟอง (ทั้งสามรูปนี้สึกหมดแล้ว) พระอาจารย์บุญณพ พังงา พระอาจารย์สุวรรณ จ.ตรัง (สองรูปหลังยังไม่สึก)

     จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ได้มีการเกษียรของผอ. และย้ายเข้า-ออกเกือบหก-เจ็ดท่านแล้ว แต่ชีวิตของตัวเองก็ยังวนเวียนเข้าไปช่วยกิจกรรมต่างๆ อยู่เนื่องๆ เช่น บรรยายประจำรายวิชาการการคิดและการใช้เหตุผล การบรรยายธรรมในเทศกาลต่างๆ

     อาจารย์อีกท่านที่เกษียรไปแล้ว และตัวเองได้เรียกว่า "ยาย" ทุกคำคือ "อาจารย์นิทรา" ซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมและทำหน้าที่เป็นผู้นำกิจกรรมการเข้าค่ายธรรมะ  ซึ่งได้รับโล่ห์มากมายในด้านนี้  ส่วนปัจจุบันนี้ มีอาจารย์วันเพ็ญและทีมงานอีกหลายท่านสานต่อ  นับเป็น "บุญอย่างมหาศาล" ที่คณาจารย์เหล่านี้เห็นความสำคัญของกิจกรรมการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของเหล่าพยาบาล

     วทพ.กรุงเทพ  นอกจากจะให้บทเรียนที่ดีในการทำงานของผู้เขียน เช่น การทำงานเป็นทีม การเสียสละ การตัดสินสินใจ และการบริหาร มาอย่างยาวนาน แล้ว  ยังเป็นแหล่่งเรียนรู้สำคัญที่ำทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสได้นำองค์ความรู้ไป "ส่งต่อ" ให้พยาบาลรุ่นหลังๆ ได้แลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ 

     เคยมี "อาจารย์แม่พยาบาลบางท่าน" เคยพยากรณ์ว่า "สักวันหนึ่งสามเณรจะสึก"  แต่ปรากฎว่า ผู้ที่สึกคืออาจารย์ของผู้เขียน  และครั้งใดที่มีโอกาสได้พบ "อาจารย์แม่ท่านนั้น" จะแซวเสมอว่า "ไหนหล่ะคำพยากรณ์ สงสัยจะไม่จริงซะแล้ว" แต่ท่านก็บอกแกมหัวเราะว่า "ฝนจะตก แดดจะออก พระจะสึก ผู้หญิงจะคลอดลูก บอกไม่ได้"   อาจารย์ก็เลยออกตัวแก้เกี้ยวว่า "จะศึกษาแทน ไม่ใช่ลา (สึก) สิกขา"

     ล่าสุด ผู้เขียนได้มีโอกาสไปบรรยายธรรมเรื่อง "ธรรมะสำหรับพยาบาล"  และเดือนหน้าวันที่ ๓-๖ มีนาคม ๒๕๕๓ จะไปบรรยาย และพบปะพยาบาลในพิธีปัจฉิมนิเทศนิสิตที่จบการศึกษาชั้นปีที่ ๔ และแยกย้ายออกไปทำงานต่อไป

ประเด็นสำหรับการบรรยายเรื่อง "ธรรมะสำหรับพยาบาล"

๑. พยาบาลคือใคร  ทำไมจึงต้องเรียนน้องๆ เหล่านี้ว่า "พยาบาล"

๒. "พยาบาล" ต่างจาก "ยมบาล" อย่างไร  คนสองกลุ่มนี้มีบทบาทและหน้าที่อย่างไร

๓. ทำไม "ไนติงเกล" จึงเลือกตัดสินใจเป็น "พยาบาล" ในฐานะที่เป็นชนชั้นสูง เธอมีโอกาสจะเลือกอาชีพอื่นๆ ได้

๔. หน้าที่ของพยาบาลคือรักษาความเสื่อมร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวหรือ? หรือว่า เธอสามารถเป็นได้มากกว่านี้  ในพระพุทธศาสนา "กล่าวถึงการรักษากายอย่างไร"

๕. การรักษาจิตของผู้ป่วย และรักษาจิตของผู้รักษาผู้ป่วย ควรมีรูปแบบและแนวทางอย่างไร

๖. อยู่กับคนไข้อย่างไรจึงจะมีความสุข  จริงหรือเปล่า "เขามาให้เราได้บุญ" แต่กลายเป็นว่า "เขามาให้เราได้บาป" แล้วจริงๆ คืออะไร

๗. พยาบาลเป็นพระโพธิสัตว์  หัวใจของพระโพธิสัตว์ืคืิออะไร จะอยู่อย่างไร หรือทำอย่างไร เราจึงจะรู้สึกว่า "เรากำลังเป็นพระโพธิสัตว์หรือเป็นนางฟ้าในหัวใจของคนไข้"

๘. เขาเป็น "คนไข้" หรือเป็น "คนให้" ? เขาเป็น "ป่วย" หรือเป็น "คนช่วย"?

๙. เขาให้อะไรเรา เราให้อะไรเขา เขาช่วยอะไรเรา แล้วเราจะช่วยอะไรเขา

๑๐. ยิ้มรับวันดีๆ กับสิ่งดี ที่อยู่เีคียงข้างพยาบาล