วิถีชีวิตของพี่น้อง ไทย ลาว

... ผ้าซิ่นลายดอกโบราณ สีน้ำตาลอ่อน ถูกแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ยามเช้าทอดลงมากระทบผิวที่พลิ้วไหว ไปตามจังหวะการเดินย่างอย่างช้า ๆ ไปบนถนนที่ทอดยาวของแม่เฒ่าวัย 50 ปี แห่งบ้านมโน ซึ่งมือข้างหนึ่งอุ้มกระติ๊บข้าวเหนียวใบเก่า ๆ สีน้ำตาลไหม้ เอาไว้ ด้วยหน้าอันแฝงไปด้วยรอยยิ้มที่อิ่มบุญ ...

 

     ทุก ๆ เช้ายายบุญไหล แสนทะสุข จะออกไปใส่บาตรข้าวเหนียวเป็นประจำ โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ดั้นด้นเดินทางมาเยือนเมืองหลวงพระบาง ล้อมหน้าล้อมหลัง อันเป็นภาพที่แม่เฒ่า คุ้นเคยมานาน หลายสิบปี

 

        ยายบุญไหล เป็นคนหลวงพระบางโดยกำเนิด เกิดและเติบโตที่นี่ กว่า 50 ปีมาแล้ว วัฒนธรรมการนุ่งซิ่นที่เห็นมานาน จึงถือเป็นชีวิตปกติของแม่เฒ่า

 

        ตั้งแต่เกิดมา แม่ก็เห็นคนใส่ซิ่นกันแล้ว ไปที่ไหนเค้าก็ใส่กัน เวลาไปวัดจะต้องเกล้าผม แล้วเบี่ยงผ้า นุ่งซิ่นมีตีน เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของคนลาว แต่ถ้าอยู่บ้าน จะนุ่งกางเกงธรรมดาก็ได้ไม่มีใครว่า แต่เวลาไปทำงาน ไปโรงเรียนจะต้องใส่ซิ่น ”     แม่เฒ่าได้ยืนยันคำพูด พร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

 

        หากจะกล่าวถึงความหมาย ผ้าซิ่นของคนลาว  ก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ทั้งขนาด การนุ่ง และลวดลายบนผืนผ้า   

 

        ผ้าซิ่นซึ่งนับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนลาว  ในสมัยโบราณการทอผ้า เป็นงานในบ้าน ลูกผู้หญิงมีหน้าที่ทอผ้า แม่จะเป็นผู้สั่งสอนลูกสาวฝึกทอผ้าจนชำนาญแล้วทอผ้าผืนงาม สำหรับใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น งานบวช งานแต่งงาน หรืองานบุญ ประเพณีท้องถิ่นต่าง  ๆ  การนุ่งผ้าซิ่นของผู้หญิงลาว จึงเป็นเหมือนการแสดงฝีมือของตนให้ปรากฏ  ด้วยลวดลายที่สวยงาม แสดงถงการมีฝีมือที่ละเอียดลออ

 

        ผ้าซิ่นของลาว แบ่งได้เป็น 3 ส่วน   ส่วนหัวซิ่น ตัวซิ่นและสุดท้ายคือตีนซิ่น ทั้ง 3 ส่วนรวมกันแล้ว เปรียบเสมือนเป็น 3 ชนชาติที่มาอยุ่รวมตัวกัน

 

        พี่ปูเป้ สุดถนอม เพชรราตรี อายุ 31 ปี คนหลวงพระบางโดยกำเนิด  เป็นมัคคุเทศก์สาวชาวลาว มามากกว่า 5 ปี  สามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส และสุดท้ายภาษาไทย  ด้วยบุคลิคที่เป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส อีกทั้งเป็นผู้ที่รอบรู้ในเรื่องต่างๆ  ได้เล่าความหมายของผ้าซิ่นให้พวกเราฟัง ว่า

 

        ความหายของผ้าซิ่นนั้น หมายถึง ความสมัครสมานสามัคคีของทั้ง 3 ชนชาติในลาว ทั้งเผ่าลาวสูง ลาวเทิง และลาวลุ่ม มาอยู่รวมกัน ดังนั้นผ้าผ้าซิ่นจึงต้องมีหัวซิ่น เป็นส่วนบนสุดของซิ่น จะไม่นิยมทอลวดลายลงไป บางแห่งจะใช้ผ้าขาวเย็บเป็นหัวซิ่น และเหน็บพกไว้ จะมองไม่เห็นจากภายนอก ส่วนที่สองคือ ตัวซิ่น จะเป็นส่วนหลักของซิ่น ชั้นนี้อาจมีการทอลวดลายลงไปบ้างเล็ก ๆ น้อย  ๆ กลมกลืนกัน แต่เป็นลายไม่เด่นนัก และมักใช้สีเดียวตลอด  และสุดท้ายคือ ตีนซิ่น เป็นส่วนสุดของซิ่น ในบางท้องถิ่นจะนิยมทอลวดลายเป็นพิเศษ สำหรับตีนซิ่นโดยเฉพาะ 

 

-2-

     จากนั้นพี่ปูเป้ สาวลาว แห่งเมืองหลวงพระบาง อันมีเอกลักษณ์ในการแต่งกายที่โดดเด่น และสะดุดตา  ด้วยผ้าซิ่นสีฟ้าสดใส สวมเสื้อแขนยาวสีขาวลายดอกไม้สีชมพูอ่อนดอกเล็ก ๆ มีระบายตรงขอบแขนเสื้อดูอ่อนหวาน และเกล้าผมสีดำขำเป็นทรงมวยสูงไว้กลางศีรษะ จึงทำให้ภาพที่พวกเราได้พบนั้นเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก พี่ปูเป้ได้เล่าต้นกำเนินเกี่ยวกับชาวลาวที่อาศัยในที่สูง  ที่ต่ำ และที่ราบ ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า

 

        เมื่อก่อนนั้นชาวลาวอพยพมาจากอาณาจักรหนองแสง และต่อมามีการเสี่ยงทาย การแข่งขันยิงธนู ไปยังผาแอ่นเพื่อจะหาคนมาปกครองอาณาจักรลานช้างแห่งนี้

        ถ้าเรานั่งเรือข้ามไปก็จะพบร่องรอยของตัวอักษรโบราณนักโบราณคดีชาวอักฤษได้        สัณนิฐานว่า ตัวอักษรที่พบ มีอายุประมาณ 4-5 พันกว่าปีแล้ว

        ต่อมาได้มีลาวเทิงและลาวลุ่มเข้ามาแข่งขัน เพราะว่าใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาปกครองอาณาจักรแห่งนี้ ดังนั้นจึงมีการตั้งกฎกติกาว่า ในการแข่งขันยิ่งธนูในครั้งนี้ ลูกธนจะต้องไปติดที่บนหน้าผาแอ่น ถ้าใครทำได้ จะเป็นผู้ชนะและได้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ต่อไป

        เผ่าลาวเทิง เป็นเผ่าแรกที่เริ่มยิ่งธนูก่อน  แต่ลูกธนูที่ยิ่งไปนั้นไม่ติดเป้าหมายที่ทำไว้ จึงหล่นลงไปในแม่น้ำอูน เมื่อถึงฝ่ายของลาวลุ่มเป็นผู้ยิ่งบ้าง จึงออกอุบายใช้ยางมาต้ม แล้วนำมาติดไว้ที่ปลายธนู ผลปรากฏว่าลูกธนูติดตรงเป้าหมายได้พอดี  ดังนั้นลาวลุ่มจึงได้ถูกราชาภิเษกเป็นกษัตริย์ ปกครองบ้านเมืองมาถึงปัจจุบัน ซึ่งสังเกตุได้ว่าไม่มีลาวเทิงหรือลาวสูงได้เป็นกษัตริย์เลย  

        ในความนึกคิดของผู้หญิงชาวลาวนั้น จะนิยมนุ่งผ้าซิ่นในชีวิตประจำวัน ถือเป็นความผูกพันกับการนุ่งซิ่นมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการออกไปติดต่อกับหน่วยงานราชการ ซึ่งกำหนดให้ผู้หญิงต้องนุ่งซิ่นกันทุกคน

 

-3-

        พี่ทองพุฒ พงษ์สวัสดิ์ อายุ 31 ปี ประกอบอาชีพค้าขาย เป็นคนหลวงพระบางแห่บ้านมโน ได้เล่าถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงลาวกับการนุ่งซิ่น ว่า

 

        “การนุ่งผ้าซิ่นของคนลาว เป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่สมัยของปู่ย่า ตายาย รัฐบาลประกาศให้ผู้หญิงลาวทุกคนต้องนุ่มผ้าซิ่น เวลาที่นุ่งผ้าซิ่น คือ ไปการ งานบุญ นประเพณี ถ้าใส่กางเกงไปเจ้าหน้าที่ก็จะเรียกมาตักเตือน แล้วให้กลับไปเปลี่ยน ถึงจะเข้าไปได้ แต่ปัจจุบันการแต่งตัวของคนลาวเปลี่ยนไป บางคนใส่เสื้อผ้าตามโทรทัศน์ ยิ่งสาว ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นพวกเค้านุ่งผ้าซิ่นเลย สู้เมื่อก่อนไม่ได้  ”

       

        ขณะเดียวกันลุงตุ๋ย ทองคร้าม ทองขาว อายุ 54ปี นักวิชากรอิสระ แห่งเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง – ล้านนา และได้ร่วมเป็นวิทยากรเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของลุ่มแม่น้ำโขง  ลุงตุ๋ยมีการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ สวมเสื้อยืดสีดำ สวมกางเกงทำจากผ้าม่อฮ่อม สีน้ำเงินอ่อน ๆ และสวมหมวกสีขาวตลอดเวลา อีกทั้งใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่แอบแฝงไปด้วยควมสุข ตลอดเวลา  ได้เล่าถึงประสบการณ์การเดินทางเข้าออก เมืองหลวงพระบาง ตั้งแต่ ปี 2532 รวมเวลาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง กล่าวถึงวิถีวัฒนธรรมการนุ่งซิ่นของคนลาว ไว้ ว่า

        “ สมัยก่อนที่ลุงมาเที่ยวที่หลวงพระบาง ลุงประทับใจกับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การแต่งกายที่คงเอกลักษณ์ ผู้หญิงจะนุ่งซิ่นยาวปิดเข่า นิยมตกแต่งชายผ้าซิ่น เรียกว่า ตีนซิ่น  ผ้าที่ซิ่นจะมีสีน้ำเงิน ทางลงเป็นสีขาว สวมเสื้อแขนกระบอก เกล้าผมมวยสูง ถ้าอายุมากจะเกล้าผมมวยต่ำไว้ที่ท้ายทอย และมีผ้าเบี่ยง ห่มเป็นสไบทับเสื้ออีกที ส่วนผู้ชายจะใส่กางเกงที่เรียกว่า โซ่ง เป็นกางเกงยาวเหนือเข่าหรือเสมอเข่า สวมเสื้อคอกลม

        ส่วนลายของผ้าซิ่น จะมีอยู่หลายลาย เช่น ลายน้ำไหล ลายขิด ลายมัดหมี่ ลายจก และลายหางกระลอก ซึ่งลวดลายทั้งหมดนี้ จะกล่าวในเรื่องที่กเยวกับธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม-ศาสนาหรือเกี่ยวกัยสุตว์เป็นส่วนใหญ่ ”

       

        ผู้หญิงลาวได้เห็นหรือเรียนรู้วิถีชีวิตของการนุ่งผ้าซิ่นมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นวิถีชีวิตดั่งเดิมของคนลาว เมืองหลวงพระบาง จึงไม่มีวัฒนธรรมอื่นใด สามารถเข้ามาแทรกแซงคุณค่าของคนลาวที่นี่ได้ เรื่องราวและความหมายของผ้าซิ่น จึงเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าเป็นเพียงผ้านุ่งธรรมดา

       

        ถ้าอยากยลวิถีการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับการนุ่งผ้าซิ่นจะต้องมาที่เมืองหลวงลาว...