การก้าวเข้ามาเดินร่วมทางกับเส้นทางหนึ่งที่เรียกว่า งานวิจัยชาวบ้าน หรือ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ความรู้สึกแรกที่ได้เข้ามาสัมผัสยังเกิดคำถามขึ้นในใจว่า งานวิจัยที่ชาวบ้านเป็นคนทำ ตั้งแต่การพูดคุยถึงปัญหา การลงมือปฏิบัติการ การนำบทเรียนที่ได้มาปรับใช้ จนสุดท้ายสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ มันมีจริงๆหรือ ..?
ระยะเวลา 2 ปีกับการทำงานในฐานะคนหนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้เห็นกระบวนการการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านที่เรียกตัวเองว่า นักวิจัย ที่มีความอดทน ความต้องการที่อยากจะทำงานวิจัยผ่านปัญหาบ้านของตัวเอง จึงเริ่มเกิดขึ้นหลังจากการส่งโครงการเข้ามาพัฒนาโจทย์ผ่านศูนย์ประสานงานวิจัยในแต่ละพื้นที่ที่ดูแลอยู่ หลังจากนั้นเป็นการพัฒนาโจทย์ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ช่วงนี้จะเป็นช่วงของการวัดดวงว่าใครที่มีความมุ่งมั่นหรือตั้งใจจริงก็จะผ่านไปได้ จนถึงขั้นของการเริ่มทำงานวิจัย ..ใครจะไปรู้ว่าการพัฒนางานแต่ละชิ้นนั้น ช่างยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด หนึ่งหยาดเหงื่อ หยดน้ำตา บวกกับความมุ่งมั่น ทำให้ผ่านพ้นไปสู่ความหวัง ความฝัน ที่จะได้มาร่วมทำงานวิจัยท้องถิ่น
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ได้เกิดขึ้นในศาลาที่ใช้เป็นสถานที่ของการประชุม เป็นภาพของคนวัยต่าง ๆ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุได้มาร่วมกันแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์การชีวิต ความหวัง ความต้องการ ปัญหาและแนวทางแก้ไขต่างๆ จึงเกิดขึ้นในศาลาแห่งนี้ ล้วนเป็นภาพที่งดงาม และสร้างความประทับใจให้แก่คนหนุนงานวิจัยอย่างเรายิ่งนัก
ตลอดระยะเวลาที่ได้หนุนกระบวนการดำเนินงานวิจัยแต่ละชิ้น เริ่มจากหกเดือน – หนึ่งปีครึ่ง ทำให้เราได้รู้จักเรียนรู้คนอื่น นอกจากตัวเรา ครอบครัวของเรา หรือเรียนรู้ชีวิตที่ไม่มีในห้องเรียน ซึ่งเป็นเรื่องทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจว่า อย่างน้องเราก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยแก้ไขปัญหา หยิบยื่นโอกาสดีๆ หรือชี้แนะเส้นทาง การเดินทางไปสู่จุดมุ่งหมาย ในระหว่างการเดินทางเรายังได้สิ่งๆหนึ่งที่เรียกว่า ความรัก ความผูกพัน ความห่วงใย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากเรา คนหนุนงานวิจัยไม่ได้ลงไปสัมผัส ด้วยตัวเอง กำลังใจที่ได้กลับมา รอยยิ้มของทุกคนช่างเปรียบเสมือนยาบำรุงกำลังที่ทำให้เราลุกก้าวเดิน ในบางครั้งเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง ท้อถอย สิ่งแรกที่จะสร้างกำลังใจให้ตัวเอง คือการนั่งเงียบๆ แล้วนึกถึง ภาพที่ได้ลงไปในพื้นที่ หรือการเข้าร่วมเวทีในชุมชน นึกถึงใบหน้านักวิจัย นึกถึงความห่วงใยที่ได้พูดคุย เพียงเท่านี้ก็หายเหนื่อยได้อย่างน่าอัศจรรย์
ความรู้สึกเหล่านี้คงไม่ได้เกิดขึ้นมาง่าย ๆ ใครก็คงจะไม่เข้าใจไปมากกว่าตัวเราเอง จากคำถามที่เกิดขึ้นในครั้งแรก จนผ่านไปปีแรกและปีที่สอง จึงทำให้ได้พบกับคำตอบที่ชัดเจนและย้ำความมั่นใจว่า มันมีจริงๆ และชาวบ้านก็สามารถแก้ไขปัญหาบ้านของตัวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร นอกจากคนในชุมชน ที่มีจิตสาธารณะร่วม มีความหวังดีที่อยากให้คนในชุมชนหรือ ชุมชนของตนเองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี รู้จักตนเอง บ้านของตนเองมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างคุณค่าที่อยู่ในตัวคนให้มีค่าเพิ่มทวีคูณอีกด้วย
การเดินทางที่แสนยาวไกล ยังคงไม่มีบทสรุปได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ทางเดินที่ลูกตะกร้อ ทุกลูกช่วยกันสานต่อเส้นแล้วเส้นเล่า ก็คงไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน ...