รสของวรรณคดี
สำหรับรสของวรรณคดีของไทยนั้น ประกอบด้วยลีลาอันไพเราะ 4 ประการ ซึ่งในวรรณคดีมรดกที่กำหนดให้เรียนต่างก็เพียบพร้อมไปด้วยรสวรรณคดีทั้ง 4 ประการ คือ
1. เสาวรจนี ได้แก่การชมโฉมตัวละคร นางเอก พระเอก ธรรมชาติ หรือสถานที่ซึ่งการชมนี้มีการพรรณนาแตกต่างกันตามความรู้สึกและโวหารของกวี เช่น
“รูปทรงส่งศรีไม่มีแม้น อรชรอ้อนแอ้นประหนึ่งเหลา
ผมสลวยสวยขำดำเงา ให้ชื่อเจ้าว่าพิมพิลาไลย”
(ชมโฉมนางพิม - ขุนช้างขุนแผน)
2. นารีปราโมทย์ ได้แก่บทเกี้ยวพาราสี เป็นบทชายเกี้ยวหญิง ซึ้งจะทำให้หญิงพอใจและเกิดความสัมพันธ์สวาทต่อไป ซึ่งเป็นรสวรรณคดีที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีมรดกหลายตอน เช่น
“อนิจจาแก้วตาของพี่เอ๋ย กระไรเลยด่วนขับเสียง่ายง่าย
พี่รักพิมบิ้มจะตีให้คนตาย พึ่งเว้นวายวันนี้ได้พบน้อง
กลับไปกว่าจะได้มาขอสู่ ยังไม่รู้ว่าจะได้ประสมสอง
เกลือกท่านมารดาไม่ปรองดอง ยิ่งไกลน้องนับว่าจะจืดจาง”
(พลายงามเกี้ยวนางพิม-ขุนช้างขุนแผน)
3. พิโรธวาทัง ได้แก่บทที่แสดงความเกรี้ยวกราดโกรธแค้น ตัดพ้อต่อว่า เช่น ในเรื่องของขุนช้างขุนแผน
“เถอะคะหม่อมเท่านั้นก็งามหน้า หาปรารถนาจะเอาไหว้ของใครไม่
ลงมาตั้งหน้าเมื่อไร ซึ้งได้ชู้เมียก็ไม่รู้
มาบอกผัวด้วยตัวนั้นเกิดความ หรือมาลวงหยาบหยามให้เคืองหู
วิ่งมาวุ่นวายน้ำลายพรู หรือฟังดูเห็นชอบเป็นขอบคัน”
(ขุนช้างขุนแผน)
4. สัลลาปังคพิสัย ได้แก่บทพรรณนาถึงความโศกเศร้า คร่ำครวญเมื่อไม่สมหวัง ถูกพรากจากสิ่งรัก สูญเสียของรักทำให้เกิดอารมณ์โศกเศร้า
“ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล
สะอื้นร่ำอำลาด้วยอาลัย แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา
เหลียวหลังยังเห็นแม่แลเขม้น แม่ก็เห็นลูกน้อยละห้อยหา
แต่เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวันวิญญาณ์ โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง”
(ขุนช้างขุนแผน)