

ยังมีฝูงแร้ง
แข็งแรงทนทาน
อกล่อนหัวล้าน บินมาเวียนวน
รุมจิกวานช้าง รูกว้างอึงอล
ช่วยลากช่วยขน ตับไตมากิน
ฝูงแร้งเข้าไป ในพุงช้างสิ้น
พลุกพลักได้ยิน เสียงดังลั่นไกล
ความคิดกูเกิด เร็วเถิดเร็วไว
ถอนต้นข้าวไป ปิดวานช้างพลัน
แล้วปิดที่ปาก ให้มากแน่นกัน
นั่งบนช้างนั้น แล้วเริ่มทุบตี
พวกแร้งตกใจ เร็วไวบินหนี
แรงปีกที่มี พาช้างเหาะเหิน
กูนั่งบายตา ชมป่าเขาเพลิน
ไม่ต้องเที่ยวเดิน ให้หนามมันแทง
ผ่านทุ่งผ่านไพร ผ่านไปหลายแห่ง
แค่ถึงปล่อยแร้ง ให้บินออกมา
ทีตัวปล่อยปลด แรงลดราสา
สุดท้ายถึงท่า อากาศยาน
ช้างลงถึงดิน ถึงถิ่นถึงบ้าน
ผู้คนพลุกพล่าน วุ่นวายสับสน
ถอดงาเอาไว้ หางให้ผู้คน
ถอนเอาเส้นขน ทำแหวนแสนงาม
จบนิทานเท็จ ทั้งแหม็ดอย่าถาม
เดียวอี้ลุกลาม เท็จกันไปเหลย
ปีแรกประกวดนมพระ(พนมพระ)
เหตุที่มีการประกวดเรือพนมเพื่อต้องการให้วัดต่างได้พัฒนารูปแบบที่สวยงามและถูกต้องตามประเพณี เพื่อให้ช่างในท้องถิ่นได้แสดงฝีมือทางช่าง ซึ่งเป็นศิลปะอันประณีตสวยงามภูมิใจเห็นคุณค่าในฝีมือของตนเอง และของเพื่อนบ้าน ยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ
เดินแลพนม น่าชมทุกวัด เอาของมาจัด ส่วนสัดคมขำ
ฝีมือชาวบ้าน สานศรัทธาทำ ทุกพนมงาม ตามแบบโบราณ
หลายวัดงามเลิศ ประเสริฐฝีมือ สมคำเลื่องลือ มีชื่อเล่าขาน
ของธรรมชาติดี มากมีพบพาน นำมาประดิษฐ์ คิดตกแต่งนม
กรรมการเดินแล ยากแท้ตัดสิน มาหลากหลายถิ่น หลายชิ้นงามสม
วังยวนตัวนาค งามมากน่าชม สำโรงลือนามงามบุษบก
งามแตกต่างกันใจนั้นยึดถือ โบราณว่าปรือ ถือกฎเกณฑ์ถก
ถูกต้องครบถ้วน ไม่ควรวิตก แลกันถ้วนถี่ ไหนดีไหนงาม
(กลอนคำคอน)
แข่งขันตีโพนประโคมโพน
การคุมโพน(ตีโพน) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานชักพระ เป็นการให้สัญญาณให้พี่น้องใกล้เคียงได้มาร่วมทำบุญ ร่วมชักพระ ยังเป็นการให้จังหวะความพร้อมเพรียงในการลาก ให้จังหวะในการร้องเพลงเท่ากับมีดนตรีประกอบคำร้อง การร่ายรำ เกิดความสนุกครึกครื้น ไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
คุมโพน ประโคมเครื่องตี ถูกวิธี ไม่ต้องถามต้องถาม
แข่งโพน คู่กับชักพระ ทั้งจังหวะ เสียงดีตามดีตาม
เริ่มแรก ตีเท่าแต่โพน เรื่องโหฺมฺโลน ไม่ต้องขามต้องขาม
ตึ้งท็อม กำหนดเอาไว้ ตีให้ได้ ถูกทุกยามทุกยาม
เวลา นาทีให้สาม คำสั่งห้าม อย่าคร้ามฟังคร้ามฟัง
ตึ้ง ตึ้ง ท็อม
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ท็อม
ตึ้ง ตึ้ง ท็อม ท็อม
ตึ้ง ท็อม ตึ้ง ท็อม
ประโคมทุกชิ้นบรรเลง จังหวะเอง ไม่ต้องสังต้องสัง
ร่วมตี ไพเราะน่าฟัง ตีพร้อมเพรียง ไม่เกี่ยงใครเกี่ยงใคร ห้านาที ช่วยตีเร็วไว ปืดฉาบฆัง เสียงดังเหว้งดังเหว้ง
บางวัด โพนเปียกถูกฝน มันขัดสน ต้องนอนเขลงนอนเขลง วัดเพื่อน ตีได้ครื้นเครง วัดเรารา มันน่าเบือน่าเบือ
(กลอนทอย)
แข่งขันเพลงช้าน้อง(เพลงกล่อมเด็ก)
แข่งพรานเสร็จสิ้น งานถิ่นภิเปรย
ไม่คิดละเลย ช้าน้องร้องเรือ
หนึ่งบทบอกให้ เห่ได้จุนเจือ
สองบทที่เหลือ ให้หามาเอง
“ฮาเอ้อเหอ นอนเถิดน้องนอน แม่ไปปลากหัวนอนสักเดียว
ไปซื้อสารเหนียว มาแทงต้มลากพระ
ไปถามเขาแล ว่าได้ลากเหอไม่ได้ลาก
แทงต้มลากพราก ไปลากวัดควนนั่น เหอ”
๒๕๔๖ จากสตรีทุ่งสง สู่ ปีแรกที่หน้าอำเภอทุ่งสง
ด้วยความศรัทธาของชาวทุ่งสงที่มีต่อพระพุทธศาสนา ความตั้งใจจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายกวิฑูรย์ เดชเดโช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายนฤนาท สุภัทรประทีป นายอำเภอทุ่งสง นายทรงชัย วงษ์วัชรดำรง นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองทุ่งส่ง ผู้อำนวยการเพ็ญจัณย์ โกไศยกานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีทุ่งสง องค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอทุ่งสง นายมณี แก้วประเสริฐ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทุ่งสง
นางกาญจนา แสงศรี เลขาธิการสภาวัฒนธรรมอำเภอทุ่งสง และชาวทุ่งสง ร่วมกับกรรมการศูนย์วัฒนธรรมท้องถิ่นสตรีทุ่งสง จึงตกลงกันว่าเราจะจัดงานประเพณีชักพระทุกๆปีที่
หน้าอำเภอทุ่งสง
“ร่วมอนุรักษ์ร่วมสืบทอด นับว่ายอดบุญยิ่งยวด สมบัติทวดปู่ตาสร้าง อย่าได้ล้างผลาญ
ประเพณีคือเอกลักษณ์ ย่อมประจักษ์มาช้านาน เราลูกหลานควรสืบต่อ อย่าได้ท้อใจ
ลางคนนั้นถึงธรรมยาก เพราะลำบากปัญญาญาณ ยากกล่าวขานให้ข้อคิด เขานั้นผิดไหม
อยากนับถือพุทธศาสน์ ชาดกอาจชักลากไป แนบชิดใกล้ชิดพระธรรม ของพระสัมมา
เปลือกกระพี้ย่อมหุ้มห่อ แก่นจึงก่อเกิดกิจผล พืชยืนต้นยังยืนได้ จำเอาไว้หนา
หากรังเกียจประเพณี เกิดกระพี้หุ้มอัตตา ขาดปัญญาพิจารณ์เหตุ ย่อมทุเรศผล
ชักพระคือกระพี้เปลือก เป็นตัวเลือกตัวชักพา ให้เข้าหาแก่นคือธรรม ช่วยชักนำคน
วิธีการที่ขัดเกลา บัวสี่เหล่าพรทศพล ย่อมเป็นหนทางจำแนก ใช้ผิดแผกกัน
ประเพณีควรบำรุง ธรรมเติมปรุงให้ศึกษา หากนำพาเพียงแก่นแท้ ศาสน์จะแปรผัน
คนรู้ธรรมยอดเจดีย์ รู้น้อยนี้นั้นมากครัน คือฐานนั้นเปรียบให้รู้ ทุกสิ่งคู่กัน”
(กลอนเพลงบอก ประพันธ์โดย ครูไพโรจน์ รักษ์พงศ์)
