เดิมกะว่าบันทึกชุดนี้จะมี ๔ ตอน แต่นึกขึ้นได้ว่า น่าจะเสนอการฝึกฝนเคี่ยวกรำ นศ. ป. เอก ว่าหัวใจของการเป็น นศ. ป. เอก ที่เน้นวิชาการคืออะไร
ผมมองว่า คือการใช้เวลาฝึกฝนตนเอง สร้างคุณสมบัติบางอย่างที่ตนไม่มี หรือมีแต่ยังไม่แหลมคมเพียงพอ มองในเชิง neuroscience การศึกษา ป. เอก คือการสร้าง new brain ให้แก่ตนเอง หรือสร้าง neurone network ใหม่
ไม่ทราบว่าผมเว่อร์ไปหรือเปล่า แต่นี่คือความเชื่อส่วนตัวของผม เป็นความเชื่อที่สรุปมาจากประสบการณ์ในชีวิตจริงของตนเอง โดยไม่ยืนยันว่าข้อสรุปนี้ถูกต้อง
ย้ำว่า ผมต้องการสื่อว่า ช่วงเวลาของการเป็น นศ. ป. เอก มีคุณค่ามากกว่าที่ นศ. ส่วนใหญ่เข้าใจ คือมีคุณค่าระดับสร้างการเปลี่ยนแปลงภายในของบุคคล ไม่ใช่เพียงสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เปลือกนอก
การเปลี่ยนแปลงภายในที่มีคุณค่าสูงสุดต่อ นศ. ป. เอก คือความแหลมคมของความคิด ไม่ใช่การมีความรู้เพิ่มขึ้น นี่คือเรื่องที่มักเข้าใจผิดกันโดยทั่วไป และบางกรณีความเข้าใจผิดอาจรุนแรงยิ่งขึ้น ไปสู่เป้าหมายมาเรียนเพื่อหา connection ทางสังคม ผมเคยไปเห็นบรรยากาศการเรียน ป. เอก ในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ผมบอกตัวเองว่า นศ. ที่มาเรียน มุ่งมาหาเพื่อนหรือหา socio-political-commercial connection เป็นหลัก และอีกหลักหนึ่งคือเพื่อให้ได้เป็น ด็อกเตอร์ ไม่ทราบว่าผมคิดมากไปหรือเปล่า
เมื่อคิดเรื่องเป้าหมายหลักของการเป็น นศ. ป. เอก ชัด เราก็ต้องมุ่งใช้เวลาเรียนฝึกฝนตนเองเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และมหาวิทยาลัยก็ต้องจัดสถานที่ เครื่องอำนวยความสะดวก และกิจกรรมเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ตามเป้าหมายดังกล่าว
ผมเปรียบเทียบปัญญา (ดวงตา) ที่แหลมคมเสมือนตาเหยี่ยว ที่ระหว่างบินร่อนอยู่ในท้องฟ้า เหยี่ยวสามารถแยกเหยื่อที่พรางตนท่ามกลางสภาพแวดล้อม รู้ว่าอะไรเป็นเหยื่อ อะไรไม่ใช่เหยื่อ เหมือนกับคนที่สามารถแยกแยะความรู้ที่น่าเชื่อถือ ออกจากความรู้ที่เชื่อถือกันผิดๆ ได้
ความรู้ (ปัญญา) เพียงแค่นี้ จะให้รู้จริง ไม่สามารถสอนกันโดยการบรรยาย หรือบอกเล่า หรือดูตัวอย่างได้ ต้องเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติ และการปฏิบัตินั้นคือการลงมือสร้างความรู้ด้วยตนเอง
นศ. ป. เอก ลงมือสร้างความรู้ในการทำวิทยานิพนธ์ ด้วยตนเองเพื่อสัมผัสกับวิธีสร้างความรู้ที่น่าเชื่อถือ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจความรู้ (สิ่ง) ที่น่าเชื่อถือ และรู้เท่าทันความรู้ (สิ่ง) ที่ปลอม หรือกลวง เรียนรู้วิธีตรวจสอบ ความรู้/ความจริง ที่มีอยู่มากมายในสังคม เรียนรู้ระดับความน่าเชื่อถือ เรียนรู้ว่าจะเชื่อถือในแง่มุมหรือมิติใดของ ความรู้/ความจริง นั้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของการนำเสนอความจริงบางส่วน เพื่อให้เชื่อทุกส่วน
นั่นคือ ข้อที่ ๑ ของเป้าหมายหลักในการฝึกฝนตนเองของ นศ. ป. เอก การฝึกฝนตนเองด้านความแหลมคมของความคิด
โดยที่เป้าหมายหลักของการเป็น นศ. ป. เอก มี ๓ ข้อ
ข้อที่ ๒ การฝึกฝนตนเองด้านความช่างสังเกต ที่ฝรั่งเรียกว่า power of observation ความช่างสังเกตรายละเอียดเรียกว่า ตาหนอน ความช่างสังเกตภาพใหญ่เรียกว่า ตานก
ข้อที่ ๓ การฝึกฝนตนเองด้านการเชื่อมโยงความคิด เรียนรู้วิธีทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง
ย้ำว่า การเรียนรู้ของ นศ. ป. เอก นั้น น้ำหนักเป็นสัดส่วน ๘๐ : ๒๐ โดยที่น้ำหนัก ๘๐ อยู่ที่ ๓ ข้อข้างบน น้ำหนัก ๒๐ อยู่ที่การมีเนื้อความรู้เพิ่มขึ้น
ในกระบวนการเรียนรู้ นศ. ป. เอก จะค่อยๆ เห็นด้วยตนเองว่าความรู้ส่วนใหญ่เป็นสมมติ เมื่อเวลาผ่านไป สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความรู้ที่เชื่อถือกันจะผิด ดังนั้น ทักษะข้อที่ ๔ ที่ นศ. ป. เอก จะค่อยๆ ปลูกฝังให้แก่ตนเองคือ ทักษะในการ delearn ความรู้ ฝึกถอดเอาความรู้ที่เก่า ผิด และตกยุคกระบวนทัศน์ ออกไปจากสมอง เพื่อให้สามารถรับเอาความรู้ใหม่ที่แตกต่างจากเดิมในระดับกระบวนทัศน์ใหม่ เข้าบรรจุในสมองได้
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ม.ค. ๕๓
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นซึ่งยินดีร่วมรับข้อคิดเห็นอย่างเปิดกว้างครับผม ไม่ขอฟันธงว่าถูกหรือผิดอย่างไร ผู้รู้โปรดชี้แนะด้วยครับผม กระผมคิดว่าการวิเคราะห์และเรียนรู้สิ่งต่างๆ หัวใจสำคัญก็คือเราไปหาความสัมพันธ์ หาความเกี่ยวเนื่อง การวัดหรือประเมิน ตลอดจนการกำหนดหรือสร้างสิ่งต่างๆขึ้นในสิ่งเราสนใจจาก “ครูธรรมชาติ” จุดเริ่มจากครูธรรมชาติที่อยู่นอกตัวเราและในตัวเรานี่หละครับผม กระผมคิดว่า หัวใจสำคัญที่ต้องมีในใจคือ “สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” หรือ “อิทัปปัจจยตา” กระผมคิดว่ามันเป็นเหมือนดัง “Universal law” ในกระบวนการวิเคราะห์ การเรียนรู้ ตามแต่ลำดับขั้นของบุคคลขึ้นอยู่กับฐานทางปฏิบัติและทฤษฎีและการบริหารจิตที่รับรู้เข้ามาและตีผลร่วมกับสมอง แต่สำหรับกระผมเอง กล่าวคือไม่ให้จิตเข้าไปประเมินสิ่งต่างๆแบบสุดโต่ง ทำใจให้ว่างเป็นกลางๆและเปิดหัวใจเรียนรู้ให้อยู่กับ “สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่” แต่ให้มีสติหมายรู้หรือระลึกได้ กล่าวคือไม่ปล่อยให้จิตใจสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง จิตที่อยู่กับปัจจุบันขณะ ให้มีสติ (Mindfulness) ให้การรับรู้เกิดในสภาวะจิตที่เบาสบาย มีอิสระ จะตีความข่าวสารหรือสิ่งต่างๆที่เข้ามาในภาวะที่มีมายาคติน้อย หรือกล่าวคืออยู่บนระดับสัมมาทิฐิมากกว่า กระผมคิดอย่างนั้น หากเรามีประสบการณ์ในทางปฏิบัติและทฤษฎีเป็นฐานยืนช่วยตรวจสอบ ควบคู่ไปกับสภาวะการตัดมายาคติออกหรือมีอยู่น้อยแล้วให้เที่ยงตรงยิ่งขึ้น กระผมมองว่าจะทำให้กระบวนการเรียนรู้และศักยภาพมนุษย์นั้นยกระดับขึ้นมาก การแก้ปัญหาต่างๆจะชัดเจน มีความแม่นยำ มีประสิทธิภาพมากมาย เปรียบดัง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” กระผมจินตนาการอย่างนั้น เพราะมันแก้ไขให้ได้ผล ในมิติที่หลากหลาย จากการมีทฤษฎีและแนวคิดเชิงระบบในใจ กระผมคิดว่าการฝึกแบบนี้นานเข้า การเกิดขึ้นของภาพในระดับสมองจะมีอย่างไหลลื่น มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เห็นเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเชื่อมโยงไม่แยกส่วนในภาพรวม แต่ก็สามารถพิจารณาเห็นองค์ออกประกอบจากภาพใหญ่ในลักษณะแตกย่อยไปได้ โดยการพิจารณาลงลึกไปในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการย่อยซึ่งประกอบด้วยโครงสร้าง (structure) บทบาทหน้าที่ต่างๆ (function) ปฏิสัมพันธ์ (interaction) หรือเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (cause and effect) ขององค์ประกอบต่างๆ (component) จะสามารถย่อยลงและต่อร่างสร้างภาพขึ้นใหม่ได้ จนเป็นมโนภาพขึ้นในใจได้ (Idealized scenario) ได้หลากหลายมุมมอง แม้จะคิดจากจุดเล็กๆก็สามารถจินตนาการเชื่อมต่อไปถึงแม้กระทั่งวิถีชีวิต ฐานทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปต่ออย่างเนื่องและได้หลากหลายมิติ เป็นอัตโนมัติ บางท่านอาจจะจินตนาการเชื่อมต่อไปในระดับจักรวาลก็มี ในที่นี่จะกล่าวในระดับ “สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่” ใกล้ตัวมากหน่อยครับผม กระผมคิดว่ามันคือปัญญาที่เรียกว่า “ จินตมยปัญญา” ในระดับชั้นการแก้ปัญหาทางโลก หรือกล่าวง่ายๆคือการดับทุกข์ในโลกแห่งวัตถุแต่จะยืนอยู่บนสัมมาทิฐิสูงกว่า เพราะชอบด้วยความถูกต้องจากวิชาและปัญญาที่มีการตรวจสอบหลายมิติ จากการคิดที่ละเอียดลออ จะช่วยลดการเบียดเบียนสรรพสิ่งร่วมโลกในมิติต่างๆลง ซึ่งจะช่วยยกระดับทางจิตวิญญาณควบคู่กับการยกระดับแห่งโลกของวัตถุ เป็นสร้าง "ปัญญา วิชชาที่ถูกต้องและเหมาะสม" ในเหตุและปัจจัยจากเงื่อนไขต่างๆครับผม
เมื่อเราเข้าใจว่า "สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง" เราจะมองตัวเราเองก็เหมือน ส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ และต่างอยู่ภายใต้กฎสากลทางจักรวาล ทุกอย่างต่างเกี่ยวข้องและพึ่งพากันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มองมนุษย์ด้วยความแตกต่างต่าง หลากหลายทั้งในความคิดและความอยากตลอดสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นรูปร่างของมนุษย์ คิดว่าเราต่างมีความรู้สึกของอารมณ์ต่างๆกัน กล่าวคือมนุษย์ไม่มีคุณลักษณะเป็นเครื่องจักรหรือเชิงเส้นมิติเดียว เราต่างมีจุดเด่น จุดด้อยไม่เหมือนกัน เมื่อคิดได้เราก็จะมีอหังการน้อยลง และจะเกิดความงอกงามในใจขึ้นที่เรียกว่า “ความรักและความเมตตา” (compassionate and love) มีสภาวะจิตที่เห็นคุณค่าในระดับ “ความรู้สึกที่เหนือถ้อยคำหรือเหตุผล” เพื่อเข้าใจผู้อื่น เห็นอกเห็นใจ ให้อภัยอยู่ด้วย และจะมีคุณสมบัติดีๆอื่นๆตามมา ยกตัวอย่างเช่นว่า เราจะมีความนอบน้อมถ่อมตนมากขึ้น ฟังเสียงหัวใจผู้อื่นด้วยความเข้าใจมากขึ้น มีหัวใจที่บรรจุความรักเมตตาที่กว้างใหญ่ขึ้น และอื่นๆ กระผมจินตนาการแบบนั้นครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เป็นบล๊อกเบิกเนตร...
เปิดช่องทางสู่ปัญญาที่แท้จริงค่ะ
เหมือนเจอสิ่งที่ตามหามาตลอดเลยว่าเรียนไปทำไมกันแน่
อะไรคือสิ่งที่จะได้จากการเรียนต่อนอกจากใบปริญญา
ได้แนวทางในการเรียนแล้วค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
ู^/\^