เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นซึ่งยินดีร่วมรับข้อคิดเห็นอย่างเปิดกว้างครับผม ไม่ขอฟันธงว่าถูกหรือผิดอย่างไร ผู้รู้โปรดชี้แนะด้วยครับผม กระผมคิดว่าการวิเคราะห์และเรียนรู้สิ่งต่างๆ หัวใจสำคัญก็คือเราไปหาความสัมพันธ์ หาความเกี่ยวเนื่อง การวัดหรือประเมิน ตลอดจนการกำหนดหรือสร้างสิ่งต่างๆขึ้นในสิ่งเราสนใจจาก “ครูธรรมชาติ” จุดเริ่มจากครูธรรมชาติที่อยู่นอกตัวเราและในตัวเรานี่หละครับผม กระผมคิดว่า หัวใจสำคัญที่ต้องมีในใจคือ “สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” หรือ “อิทัปปัจจยตา” กระผมคิดว่ามันเป็นเหมือนดัง “Universal law” ในกระบวนการวิเคราะห์ การเรียนรู้ ตามแต่ลำดับขั้นของบุคคลขึ้นอยู่กับฐานทางปฏิบัติและทฤษฎีและการบริหารจิตที่รับรู้เข้ามาและตีผลร่วมกับสมอง แต่สำหรับกระผมเอง กล่าวคือไม่ให้จิตเข้าไปประเมินสิ่งต่างๆแบบสุดโต่ง ทำใจให้ว่างเป็นกลางๆและเปิดหัวใจเรียนรู้ให้อยู่กับ “สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่” แต่ให้มีสติหมายรู้หรือระลึกได้ กล่าวคือไม่ปล่อยให้จิตใจสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง จิตที่อยู่กับปัจจุบันขณะ ให้มีสติ (Mindfulness) ให้การรับรู้เกิดในสภาวะจิตที่เบาสบาย มีอิสระ จะตีความข่าวสารหรือสิ่งต่างๆที่เข้ามาในภาวะที่มีมายาคติน้อย หรือกล่าวคืออยู่บนระดับสัมมาทิฐิมากกว่า กระผมคิดอย่างนั้น หากเรามีประสบการณ์ในทางปฏิบัติและทฤษฎีเป็นฐานยืนช่วยตรวจสอบ ควบคู่ไปกับสภาวะการตัดมายาคติออกหรือมีอยู่น้อยแล้วให้เที่ยงตรงยิ่งขึ้น กระผมมองว่าจะทำให้กระบวนการเรียนรู้และศักยภาพมนุษย์นั้นยกระดับขึ้นมาก การแก้ปัญหาต่างๆจะชัดเจน มีความแม่นยำ มีประสิทธิภาพมากมาย เปรียบดัง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” กระผมจินตนาการอย่างนั้น เพราะมันแก้ไขให้ได้ผล ในมิติที่หลากหลาย จากการมีทฤษฎีและแนวคิดเชิงระบบในใจ กระผมคิดว่าการฝึกแบบนี้นานเข้า การเกิดขึ้นของภาพในระดับสมองจะมีอย่างไหลลื่น มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เห็นเป็นเนื้อเดียวกันอย่างเชื่อมโยงไม่แยกส่วนในภาพรวม แต่ก็สามารถพิจารณาเห็นองค์ออกประกอบจากภาพใหญ่ในลักษณะแตกย่อยไปได้ โดยการพิจารณาลงลึกไปในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการย่อยซึ่งประกอบด้วยโครงสร้าง (structure) บทบาทหน้าที่ต่างๆ (function) ปฏิสัมพันธ์ (interaction) หรือเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง (cause and effect) ขององค์ประกอบต่างๆ (component) จะสามารถย่อยลงและต่อร่างสร้างภาพขึ้นใหม่ได้ จนเป็นมโนภาพขึ้นในใจได้ (Idealized scenario) ได้หลากหลายมุมมอง แม้จะคิดจากจุดเล็กๆก็สามารถจินตนาการเชื่อมต่อไปถึงแม้กระทั่งวิถีชีวิต ฐานทรัพยากร เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปต่ออย่างเนื่องและได้หลากหลายมิติ เป็นอัตโนมัติ บางท่านอาจจะจินตนาการเชื่อมต่อไปในระดับจักรวาลก็มี ในที่นี่จะกล่าวในระดับ “สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่” ใกล้ตัวมากหน่อยครับผม กระผมคิดว่ามันคือปัญญาที่เรียกว่า “ จินตมยปัญญา” ในระดับชั้นการแก้ปัญหาทางโลก หรือกล่าวง่ายๆคือการดับทุกข์ในโลกแห่งวัตถุแต่จะยืนอยู่บนสัมมาทิฐิสูงกว่า เพราะชอบด้วยความถูกต้องจากวิชาและปัญญาที่มีการตรวจสอบหลายมิติ จากการคิดที่ละเอียดลออ จะช่วยลดการเบียดเบียนสรรพสิ่งร่วมโลกในมิติต่างๆลง ซึ่งจะช่วยยกระดับทางจิตวิญญาณควบคู่กับการยกระดับแห่งโลกของวัตถุ เป็นสร้าง "ปัญญา วิชชาที่ถูกต้องและเหมาะสม" ในเหตุและปัจจัยจากเงื่อนไขต่างๆครับผม
เมื่อเราเข้าใจว่า "สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง" เราจะมองตัวเราเองก็เหมือน ส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ และต่างอยู่ภายใต้กฎสากลทางจักรวาล ทุกอย่างต่างเกี่ยวข้องและพึ่งพากันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มองมนุษย์ด้วยความแตกต่างต่าง หลากหลายทั้งในความคิดและความอยากตลอดสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นรูปร่างของมนุษย์ คิดว่าเราต่างมีความรู้สึกของอารมณ์ต่างๆกัน กล่าวคือมนุษย์ไม่มีคุณลักษณะเป็นเครื่องจักรหรือเชิงเส้นมิติเดียว เราต่างมีจุดเด่น จุดด้อยไม่เหมือนกัน เมื่อคิดได้เราก็จะมีอหังการน้อยลง และจะเกิดความงอกงามในใจขึ้นที่เรียกว่า “ความรักและความเมตตา” (compassionate and love) มีสภาวะจิตที่เห็นคุณค่าในระดับ “ความรู้สึกที่เหนือถ้อยคำหรือเหตุผล” เพื่อเข้าใจผู้อื่น เห็นอกเห็นใจ ให้อภัยอยู่ด้วย และจะมีคุณสมบัติดีๆอื่นๆตามมา ยกตัวอย่างเช่นว่า เราจะมีความนอบน้อมถ่อมตนมากขึ้น ฟังเสียงหัวใจผู้อื่นด้วยความเข้าใจมากขึ้น มีหัวใจที่บรรจุความรักเมตตาที่กว้างใหญ่ขึ้น และอื่นๆ กระผมจินตนาการแบบนั้นครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต