ผมมีความเห็นว่า เจ้าระบบ bureaucracy และอำนาจนั้นมันบั่นทอนโอกาสในชีวิตของคนทำงาน บั่นทอนศักยภาพของความเป็นมนุษย์ คนในระบบ bureaucracy ที่ทำงานแนวเน้นอำนาจและการควบคุมแบบเส้นตรงนั้นเองที่เป็นผู้ขาดทุน เป็นผู้รับเคราะห์ในชีวิต ชีวิตอับเฉา โดยไม่รู้ตัว
          บันทึกนี้เป็นการคุยกับตัวเองออกมาดังๆ   ซึ่งที่จริงออกมาเป็นบันทึก   ที่ผมรู้สึกว่าชีวิตของผมในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาคล้ายๆ เป็นชีวิตที่ติดกับ(ดัก)   ไม่ขยับเขยื้อน   ในเรื่องการทำหน้าที่กำกับดูแลระบบอุดมศึกษา
          กับดักนี้ผมเรียกว่า Routine & Bureaucracy Trap ในการทำงาน Higher Education Systems Governance   โดยที่ผมมีสไตล์การทำงานที่ขับเคลื่อนการทำงานแบบ “ปัญญานำ”   แต่ระบบ bureaucracy คุ้นเคยกับการใช้อำนาจนำ    ผมมีสไตล์ทำงานแบบ Complex Adaptive Systems  ในขณะที่ระบบ bureaucracy ทำงานแบบ Simple Linear System
          ผมจึงเข้าไปติดหล่ม bureaucracy เข้าเต็มเปา
          ผมมีความเห็นว่า เจ้าระบบ bureaucracy และอำนาจนั้นมันบั่นทอนโอกาสในชีวิตของคนทำงาน   บั่นทอนศักยภาพของความเป็นมนุษย์    คนในระบบ bureaucracy ที่ทำงานแนวเน้นอำนาจและการควบคุมแบบเส้นตรงนั้นเองที่เป็นผู้ขาดทุน   เป็นผู้รับเคราะห์ในชีวิต ชีวิตอับเฉา โดยไม่รู้ตัว 
          ผมจึงมีความทุกข์แบบยกกำลังสอง   คือทุกข์เพราะเห็นสังคมขาดทุนจากการกำกับดูแลระบบที่ไร้ประสิทธิผล   และทุกข์เพราะเห็นเจ้าหน้าที่จมอยู่ในกองมิจฉาทิฐิ
          ซึ่งอาจมองมุมกลับ ว่าที่ผมทุกข์ก็เพราะมิจฉาทิฐิของผมเอง ก็ได้
          นี่คือความท้าทายในชีวิตช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ผมจะต้องดึงล้อระบบการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาออกจากหล่มให้ได้    หากไม่สำเร็จ  ผมต้องพิจารณาตัวเอง  ด้วยการปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการแห่งตำแหน่งใหญ่โต   แต่ทำงานไม่ได้ผล
 
วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๕๓