Lecture 8 ส่วนที่ ๔ บังคับคดี
Lecture 8  ส่วนที่ ๔ บังคับคดี
คำบังคับ/หมายบังคับคดี ๒๗๑-๒๗๓,๒๗๕-๒๗๖
ทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องที่ไม่อยู่ในในข่ายบังคับคดี    ๒๘๕-๒๘๖
  • •แนวคิด/หลักการ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามคำพิพากษา 
  • •ตัวบท มาตรา ๒๗๑-๒๗๓
  • •มาตรา ๒๗๑  ถ้า..ฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา)มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาคู่ความ..ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา... 
  • •มาตรา ๒๗๒ ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างใดซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีก็ให้ศาลมีคำบังคับ กำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับในวันที่ได้อ่านคำพิพากษา.. และเจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับ..ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้อยู่ในศาลในเวลาที่ศาลมีคำบังคับนั้น.. 
คำบังคับ/หมายบังคับคดี
  • •มาตรา ๒๗๓ ถ้าในคำบังคับได้กำหนดให้ใช้เงิน หรือให้ส่งทรัพย์สิน หรือให้กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอย่างใด ๆ ให้ศาลระบุไว้ในคำบังคับนั้นโดยชัดแจ้ง ซึ่งระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ อันจะต้องใช้เงิน ส่งทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด ๆ นั้น...
  ขั้นตอนร้องขอบังคับคดีชำระหนี้เงิน มาตรา ๒๗๑ มี ๓ ขั้น 
  • •๑) ต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ตามมาตรา ๒๗๕ 
  • •๒) ต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าได้ออกหมายบังคับคดีแล้วมาตรา๒๗๖ 
  • •๓) ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะเกิดอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา ๒๗๘ 
คำบังคับ
  • •ศาลออกให้ในวันอ่านคำพิพากษา และพนักงานศาล เป็นผู้ส่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่ ลูกหนี้ได้ทราบแล้ว (ฎี.2352/21,2772/24)
  • •เป็นคำสั่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาและกำหนดวิธีให้ลูกหนี้ต้องปฏิบัติไว้ พร้อมทั้งระบุระยะเวลา และเงื่อนไขที่จำเป็น อีกทั้งกำหนดด้วยว่า ถ้าผู้ต้องคำบังคับมิได้ปฏิบัติตาม จะต้องถูกยึดทรัพย์หรือจำขัง แต่ไม่จำต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการบังคับคดี  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาและในคำบังคับ ศาลก็จะออกหมายบังคับคดี
  • •ต้องออกให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น จะออกให้แก่บุคคลที่มิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ แม้จะเป็นบุคคลที่ เป็นบริวารของจำเลยในคดีฟ้องขับไล่          ก็ตาม (ตามมาตรา 142(1),45(2) ออกคำบังคับแก่จำเลยก็มีผลถึงบริวารด้วย)
  • •ศาลออกให้เฉพาะคดีที่มีการบังคับให้ลูกหนี้กระทำการ หรือชำระหนี้ (ฎี. 7326/39)
ประเด็นสำคัญ คำบังคับ
  • •เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามคำพิพากษา
  • •ต้องร้องขอให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษา (จำเลยในคดี) เท่านั้น จะขอหมายบังคับให้บุคคลภายนอก (บริวารของจำเลยในคดี ฟ้องขับไล่) ปฏิบัติมิได้ และจำเลยต้องปฏิบัติตามจะอ้างเหตุต่างๆ มามิให้มีการบังคับคดีมิได้ (ฎี 1485/13, 5630/34, 3519/38, 6702/41)
  • •เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องเป็นคู่ความที่ชนะคดีเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ร้องขอให้บังคับคดีไม่รวมถึง บุคคลภายนอกคดี ซึ่งมิใช่คู่ความผู้มีส่วนได้เสียในคดีด้วย 
  • •(ฎี. 2690/37, 269/08, 2093/17, 983/19, 6378/39)
  • •เป็นคดีที่มีการบังคับให้ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หากเป็นคดี ที่ไม่มีการบังคับคดีอะไรก็ไม่มีความจำเป็นที่โจทก์ต้องขอคำบังคับคดี 
ประเด็นสำคัญ
  • •เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี และต้องแจ้งให้พนักงานบังคับคดีขอให้ยึดทรัพย์ เป็นการดำเนินขั้นตอนในการบังคับคดี (ฎี 4079 - 82/41,  5709/37)
  • •กำหนดเวลาบังคับคดีหนี้ตามคำพิพากษา มาตรา   271 คือ10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด(ปวิ. แพ่ง 147) 
  • •กำหนดเวลาบังคับคดีตาม   271 มิใช่อายุความใช้สิทธิเรียกร้อง แต่เป็นเรื่องระยะเวลาที่เจ้าหนี้จะบังคับแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา  ไม่อาจนำเรื่องเกี่ยวกับอายุความ เช่น การสละอายุความ , อายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้ (ฎี 800/37, 728/425323/42, 5310/44, 586/44) และศาลจึงมีอำนาจขอให้ขยายหรือย่นได้ตามมาตรา 23 (ฎี 2278/26)
ประเด็นสำคัญ
  • •ต้องบังคับคดีไปตามลำดับตามคำพิพากษา  หากคำพิพากษากำหนดให้ลูกหนี้ชำระทีละอย่าง ก่อนหลังตามลำดับ ลูกหนี้ไม่มีสิทธิเลือกปฏิบัติชำระหนี้ตามความพอใจ 
  • •กรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน 276 วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้ต้องร้องขอให้ศาลตั้งพนักงานบังคับคดี ให้จัดการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ ภายในกำหนดแต่จะจัดการเสร็จสิ้น เมื่อใดเป็นอีกชั้นหนึ่งแม้เกิน 10 ปี ก็ทำได้ (ฎี 696/18 ,1495/24, 4816/28, 4079 81/41)
  • •บังคับชำระหนี้จนครบตามคำพิพากษา กรณีขายทอดตลาดแล้วไม่คุ้มหนี้ หรือไม่พอชำระหนี้ ต้องบังคับให้ครบมูลหนี้ ภายในกำหนด 10 ปี หากพ้น 10 ปี 
  • •กรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้การทำการ 276 วรรคสามเจ้าหนี้ต้องร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ลูกหนี้ ให้ปฏิบัติชำระหนี้  เช่นนี้ให้ไถ่ถอนการขายฝาก ให้แบ่งทรัพย์ ให้รื้อถอน, ใช้สินทรัพย์คืนรวมถึงการขอให้จับ/กักขังลูกหนี้ เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิบังคับ ภายในกำหนดตาม 271
หมายบังคับคดี       273 – 276

  • •คำสั่งของศาลที่ตั้งเจ้าพนักงาน เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา 
  • •หมายบังคับคดี ศาลออกให้เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทราบโดยชอบแล้ว และระยะเวลาที่กำหนดในคำบังคับล่วงพ้นไปแล้ว (ครบกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับ )
หมายบังคับคดี
  • •หนี้ที่จะมีการบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอยู่ ๒ เรื่อง คือ 
  • •๑. การบังคับให้ชำระหนี้เงิน มาตรา ๒๗๕ , ๒๗๖ (แต่ไม่รวมหนี้อื่น ตามมาตรา ๒๗๖ ว.๓ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแห่งหนี้จะเปิดช่องให้บังคับได้) 
  • •๒. การบังคับคดีขอให้ขับไล่ มาตรา ๒๙๖ ทวิ 
  • • ศาลออกให้เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทราบโดยชอบแล้ว และระยะเวลาที่กำหนดในคำบังคับล่วงพ้นไปแล้ว (ครบกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับ)(ฎี 2419/37, 5642/40, 5310/44, 3805/50)
 
หมายบังคับ
  1.หนี้เงิน  276 วรรคหนึ่ง หมายตั้งพนักงานบังคับคดี
     เจ้าหนี้ขอหมายบังคับคดีแก่พนักงานบังคับคดี ให้มีอำนาจยึดทรัพย์บังคับคดีแทนตน
  2.คดีขับไล่  296 ทวิ 296 สัตต, 297
    เจ้าหนี้ขอหมายบังคับคดี แก่พนักงานบังคับคดี ให้ทำการรื้อถอน
  3.หนี้กระทำการ 276 วรรคสาม
     เจ้าหนี้ขอหมายบังคับคดีแก่ลูกหนี้ให้ส่งมอบทรัพย์สิน/ให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ
บังคับคดีขับไล่ มาตรา ๒๙๖ ทวิ
  • •เป็นวิธีการในการบังคับคดี ในกรณีขับไล่ หรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งวิธีการบังคับจะต้องกระทำโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี 
  • •หลักเกณฑ์ 
  • •๑.ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิพากษาให้ขับไล่ หรือต้องออกไปหรือต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์สินที่ครอบครอง 
  • •๒.ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ 
  • •๓.เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอฝ่ายเดียว โดยทำเป็นคำร้องต่อศาล แล้วมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้จัดการให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ดังกล่าว อำนาจในการจัดการของเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารไม่ยอมออกไปตามคำบังคับของศาล (มาตรา ๒๙๖ จัตวา) 
ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
 มาตรา ๒๘๕
  • •ทรัพย์ที่ยึด หรือ อายัดไม่ได้ ได้แก่ 
  • •(๑) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน 
  • •(๒) เครื่องมือเครื่องใช้ในการเลี้ยงชีพหรือประกอบวิชาชีพ 
  • •(๓) วัตถุ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ทำหน้าที่แทนหรือช่วยอวัยวะ 
  • •(๔) ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี 
  • •มาตรา ๒๘๕(๔) บัญญัติ ให้ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่โอนให้แก่กันไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี 
  • •สิทธิการเช่า ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อไม่มีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าได้ ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่โอนให้แก่กันไม่ได้ จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสิทธินำยึดขายทอดตลาด (ฎ. ๒๒๒๗/๒๕๓๗) 
สิทธิเรียกร้องที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี 
มาตรา ๒๘๖
  • •(๑) เบี้ยเลี้ยงชีพ และเงินรายได้ 
  • •(๒) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดของข้าราชการ หรือลูกจ้างของรัฐบาล 
  • •(๓) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือเงินรายได้ของพนักงานอื่น 
  • •(๔) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับ 
  • •เงินบำเหน็จตกทอดที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับอันเนื่องมาจากสามีของจำเลยถึงแก่กรรม ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามมาตรา ๒๘๖ (ฎ.๑๒๒/๒๕๓๗) 
  • •เงินสะสมของข้าราชการมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนข้าราชการ แม้จำเลยจะมีเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ก็ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (ฎ.๑๘๖๓/๒๕๔๕) 
ตัวอย่างข้อสอบ
  • •ศาลมีคำพิพากษาตามยอม เมื่อวันที่ 10กันยายน 2534 ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นงวดๆ ไป จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ตั้งแต่งวดแรก ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2534 ต่อมา วันที่  28 ธันวาคม 2537 จำเลยได้ชำหนี้ให้โจทก์บางส่วน และ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่า โจทก์บังคับคดีเมื่อล่วงเลยเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ฟังขึ้นหรือไม่ ? 
ต่อ
  • •ส่วนโจทก์คัดค้านว่า โจทก์ร้องขอบังคับคดี เมื่อวันที่10 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นการบังคับคดีภายใน 10 ปี แล้ว และจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 ทำให้เริ่มนับระยะเวลาบังคับคดีของโจทก์ใหม่ ข้ออ้างโจทก์ฟังขึ้นหรือไม่ ? 
ประเด็น๑
  • •เริ่มนับระยะเวลาการบังคับคดี / บังคับคดีที่พ้นกำหนด 10 ปี 
  • •จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดแรก ระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 ที่โจทก์อ้าง เกี่ยวกับการชำระหนี้ของจำเลย เมื่อวันที่ 28ธันวาคม 2537 นั้น ไม่มีผลทำให้การเริ่มนับระยะเวลาการบังคับคดีของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546จึงเป็นการบังคับคดีล่วงเลยเวลา 10 ปี ตาม มาตรา 271 จึงหมดสิทธิบังคับคดีแก่จำเลย (ฎีกา 5829/48) [ธง : ขึ้น] 
ประเด็น๒
  • •ส่วนข้อคัดค้านที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วนั้น แต่เนื่องจาก หลังจากโจทก์ร้องขอให้ออกหมายบังคับคดีแล้ว โจทก์กลับมิได้ดำเนินการใดๆ โจทก์เพิ่งนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2546 จึงเป็นการบังคับคดีที่ พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 ตาม มาตรา 271 แล้ว จึงหมดสิทธิบังคับคดี ( เทียบฎีกา 5476/36) [ธง : ไม่ขึ้น]
  • เนติฯ  ปี 2550,ข้อ 7
ข้อสอบ๒
  • •โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งครอบครองที่ดินมรดกอยู่ ขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ร่วมกับจำเลยคนละส่วน ในฐานะผู้มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับจำเลย ในที่สุด โจทก์ จำเลยทำสัญญายอมความให้ใส่ชื่อโจทก์จำเลย และนายหนึ่งทายาทอีกคนหนึ่ง เป็นเจ้าของร่วมคนละส่วนเท่ากัน ศาลพิพากษาตามที่ยอมความ เมื่อครบกำหนดเวลาตามคำบังคับแล้ว จำเลยเพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ และนายหนึ่ง 
ต่อ
  • •(ก)         โจทก์ยื่นคำร้อง ขอต่อศาลว่า นายหนึ่งมาขอรับส่วนแบ่งที่ดิน จึงขอให้ศาลแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ และนายหนึ่ง เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยคนละส่วนเท่ากันตามคำพิพากษาตามยอม ได้หรือไม่ [ธง : ได้]
  • •(ข)        นายหนึ่งยื่นคำขอต่อศาลว่า ไม่ประสงค์จะได้ที่ดินไว้ ขอให้ศาลมีหมายบังคับคดีตั้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน และขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ จำเลยและตนตามส่วนได้หรือไม่ [ธง : ไม่ได้]
 
ประเด็น๑
  • •[บังคับคดีตามคำพิพากษา / ผู้มีสิทธิบังคับคดี]
  • •(ก) นายหนึ่งได้แสดงเจตนา ถือเอาประโยชน์จากสัญญายอมความแล้ว สิทธิย่อมเกิดขึ้น โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาหาอาจเปลี่ยนแปลงสิทธิ หรือระงับสิทธิได้ไม่โจทก์ซึ่งมีส่วนได้เสียตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตรง มีสิทธิบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษา  จำเลยไม่มีสิทธิคัดค้านการแบ่งส่วนให้แก่นายหนึ่ง ศาลสั่งให้นายทะเบียนจดทะเบียนใส่ชื่อ โจทก์และนายหนึ่งกับจำเลยมีส่วนคนละส่วนเท่ากัน โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ 
ประเด็น๒
  • • (ข)       นายหนึ่งซึ่งเป็นเพียงผู้รับประโยชน์ตามสัญญายอมความเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิบังคับคดี ไม่มีสิทธิขอให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน (ฎีกา 269/08)
  • [เนติ ฯ  ปี 2551,ข้อ 7]
Lecture9 ร้องกันส่วน  มาตรา ๒๘๗
            ร้องขัดทรัพย์ มาตรา ๒๘๘