ดูหลินปิงแล้วดูตัวเอง

ถ้าเริ่มพูดถึงหลินปิง คิดว่าหลาย ๆ คนคงนึกว่ากลายเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดเชียงใหม่ไปเสียแล้ว บางคนคิดว่าแพนด้าเป็นสัตว์ประจำประเทศไปแล้วด้วย

ผมเป็นคนนึงที่อ่านข่าวหลินปิงมาตลอด จนวันหนึ่งตอนเช้า ขณะที่ผมกำลังจะตรวจคนไข้ที่หน่วยจิตเวชเด็กตามปกติ ผมเห็นข่าวหน้าหนึ่ง"ช็อก! หลินปิง ตกต้นไม้สูง 4 เมตร"ผมนึกยิ้มและคิดในใจว่า "เออ ช่างมันดิ" แต่ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมคนถึงให้ความสำคัญกับการดูแลแพนด้าตัวหนึ่งจังเลย

ผมนึกถึงทุก ๆ วันที่ผมต้องนั่งคุยกับพ่อและแม่ที่พาลูกมารักษากับผมด้วยอาการหลาย ๆ อย่าง เช่น สมาธิสั้น ออทิสติก ซึมเศร้า และผู้ปกครองหลายคนก็จะมาปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับการดูแลเด็ก คำถามนึงที่ผู้ปกครองมักถามคือ "เลี้ยงลูกอย่างไรดี" ผมก็ตอบตามที่ผมพอนึกออก พูดโน่นนี่ไปเรื่อย ๆ แต่ผมก็นึกในใจว่าผมก็ไม่ได้มีคำตอบที่ดีพอสำหรับคำถามนี้ซักที

จนกระทั่งวันที่ผมเห็นคนแตกตื่นกับการตกต้นไม้ของแพนด้าน้อยวัย 7 เดือน (ที่แม่ไม่ได้รับการฝากครรภ์มาโดยตลอด???) ผมมานั่งนึกถึงวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกของคนไทยผ่านทางข่าวหลินปิงว่าคนไทยมัก ให้ความสนใจในสิ่งใหม่ ๆ จนลืมความพอดี การเลี้ยงดูลูกในช่วงแรก ๆ ก็มักเป็นความสนใจที่ค่อนข้างมาก ซึ่งความเอาใจใส่ที่มากเกินไปนี้อาจทำให้เด็กกลายเป็น spoil child ผมคิดถึงธรรมชาติของแพนด้าที่เป็นสัตว์ชอบปีนป่ายและคิดว่าแพนด้าทุกตัวคง ต้องเคยตกต้นไม้ แต่ทำไมคนถึง"โอ๋"ไอ้แพนด้าตัวนี้นัก การที่"โอ๋เด็ก"บางครั้งทำให้เด็กคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของทั้งโลก (Egocentric) เช่นเวลาเด็กหกล้ม คุณย่าก็มักจะมาตีก้อนหินว่าเป็นตัวการทำให้เด็กหกล้มเสมอ ๆ

ผมอยากรู้มากว่าแม่หลินฮุ่ยทำยังไงเวลาหลินปิงตกมา จึงเข้าไป search clip VDO มาดูพบว่าแม่หลินฮุ่ยไม่ได้อยู่ช่วงที่หลินปิงเล่นตลอด แค่ดูอยู่ห่าง ๆ จนหลินปิงตกมาแม่หลินฮุ่ยก็แค่เข้าไปดูว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า แล้วเดินเคียงต่อไป

ผมมาคิดว่าแม่หลินฮุ่ยก็รู้จักหลักการดูแลตามหลักจิตเวชเด็กเป็นอย่างดี คือ "ไม่โอ๋ แต่ดูแลสม่ำเสมอ" การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นได้เมื่อมีการลองผิดลองถูกตลอด ผู้ปกครองมีหน้าที่เพียงคอยมองอยู่ห่าง ๆ เข้าไปเมื่อยามที่ต้องการ เพียงเท่านี้ก็น่าทำให้เด็กได้เติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว

ผมคงรอเวลาอีกซัก 2-3 ปีเพื่อไปดูว่าหลินปิงมีพัฒนาการเป็นอย่างไร ถึงตอนนั้นคงไม่ค่อยมีใคร "โอ๋" หลินปิงแล้วล่ะครับ