ปาย

หลังจากเข้าสู่โหมดขี้เกียจอย่างรุนแรงซักระยะเวลานึง  ก็ถึงเวลาอันสมควรที่จะเล่าถึงการเดินทางต่อนะคะ ถึงสถานที่ปางอุ๋ง ซึ่งการจะเข้าไปนอนพักที่นั่นค่อนข้างจำกัดผู้เข้าพักต่อวันนะคะ ตอนแรกที่สามติดต่อที่พัก เค้ามีอัพเดทเบอร์ติดต่อของสถานที่นี้ และต้องไปรับบัตรผ่านทางที่ตัวจังหวัดก่อนด้วยค่ะ แต่เนื่องด้วยโทรติดต่อไม่ได้เลยsearchหาข้อมูลนั่นนู่นนี่จนลงตัวที่โฮมสเตย์ค่ะ ซึ่งมีให้เลือกอีกมากมาย แต่สามเจอข้อมูลที่มีผู้ใจดีมาโพสต์ไว้หลังจากไปเที่ยวปางอุ๋ง ระบุไว้ว่าลุงสร้อยเงินเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหรืออะไรที่ค่อนข้างมีฐานะทางสังคม(ซึ่งสามคิดว่า น่าจะอุ่นใจในการใช้บริการเพราะเราจะต้องโอนงินค่าที่พักไปก่อนก็เลยเลือกที่นี่ค่ะ) ได้ความสะดวกสบายคือไม่ต้องไปขอรับบัตรผ่านใดๆจากจังหวัด แต่ให้ยื่นใบโอนเงินให้เค้าดูแค่นั้นเอง  ความจริงมีรูปค่อนข้างเยอะมากเพราะปางอุ๋งถือเป็นไคลแม็กซ์อีกหนึ่งที่  คือสวยมากค่ะใครที่ไม่เคยไปก็อยากแนะนำให้ได้ไปโพสต์ท่าหน้าแนบกับสถานที่ตรงนี้  เรื่องการเอาหน้าแนบกับทุกสิ่งแล้วถ่ายรูปไว้เนี่ยก็เป็นสิ่งที่ทำจนติดเป็นนิสัย จนรู้สึกได้เหมือนกันในบางครั้งว่า เอ๊ะนี่เราโรคจิตหรือเปล่า เพราะมีตอนช่วงที่น้องคนนึงเมารถ และอาเจียน  ก็อยากจะประณามน้องคนนี้โดยการถ่ายรูป (ในใจอยากเอาหน้าแนบมากๆ แต่ประเมินดูแล้ว คงไม่เหมาะสมต้องเซนเซอร์เป็นแน่)  ไหนๆก็อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็ใคร่ขอถามว่า(คำศัพท์จะทางการไปถึงไหน)นี่คือดอกไม้อะไร นึกชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่ออกจริงๆ(แค่ชื่อที่เค้าเรียกกันทั่วไปให้ได้ก่อนเหอะค่า)เห็นสวยดีและคิดว่าคงไม่มีที่อุดรอย่างแน่นอนจึงถ่ายเก็บไว้ทันทีค่ะดูฝีมือการถ่ายของแต่ละคนนะคะ

  ถ้าทราบคำตอบก็ให้ sms ตอบเข้ามาได้เลยนะคะ แต่ดูแล้วก้อประชันกันเห็นๆเลยว่า สามพ่ายแพ้ยับเยิน ทำไมคนละอารมณ์อย่างนี้นะ สิ่งที่เจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้งเกี่ยวกับรูปดอกไม้อะไรซักอย่างดอกนี้ สามค้นพบว่าที่โรงพยาบาลที่สามทำงานอยู่ก็มีดอกไม้นี้ด้วย นึกว่ามีแต่ทางภาคเหนือ อารมณ์เสีย

 แต่ทริปนี้ค้นพบว่าภาพถ่ายที่ได้ เบลอ 80% วิเคราะห์หาสาเหตุ จะด้วยเหตุผลของความสูงวัยของผู้ถ่ายหรือการมีโรคประจำตัวเป็นพาร์กินสันหรืออะไรก็แล้วแต่ ภาพเบลอก็มีข้อดีของมันนั่นคือ  ทำให้เราดูหน้าตาดีขึ้นอีก 20%

  อ้ะๆ คุณผู้อ่านเริ่มคิดในใจ นี่ตกลงจะเล่าต่อหรือจะนอกเรื่องไปอีกเท่าไหร่กันเชียว ก็ได้ค่ะในเมื่อกดดันกันขนาดนี้ก็จะเล่าต่อ(อืม เริ่มกลัวตัวเองแล้วเหมือนกันนะเนี่ย คุยคนเดียวก็ได้)  ที่ปางอุ๋ง ต่อค่ะ  อย่างที่บอกโฮมสเตย์เค้ามีเวลาในการเปิดปิดไฟ แล้วพวกเราก็มาถึงที่พักกันค่อนข้างเร็ว สี่โมงเย็น สถานที่เงียบเชียบ สิ่งที่ทำได้จากการเหน็ดเหนื่อยคือนอนพักแต่พวกเราเลือกที่จะบริหารสมอง บวกเลขให้ได้ เก้าหรือแปด  (แถวนี้มีตำรวจหรือเปล่าคะเนี่ย) คิดไม่ถึงว่าดวงจะค่อนข้างต่ำตมถึงที่สุด อาจะเป็นเพราะเคยสัญญากับหลวงปู่ทองใบตอนที่สามไปปฏิบัติธรรมว่าจะไม่เล่นการพนันนะ เพราะไม่รุ่งเอาซะเลย เสียเงินหมดเนื้อหมดตัว รวมเป็นเงินถึง 20 บาท(เล่นทั้งคืนขนาดเค้าปิดไฟ ก็ใช้ไฟฉายกับเทียน หมดแค่ 20 เนี่ยนะ ) ต่อค่ะ นอกเรื่องตลอด แต่จะเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีหรือไม่เนี่ย

    พวกเราตื่นกันมาเช้ามาก หกโมงเช้าเพื่อไปเก็บภาพประทับใจแบบหนังหลายเรื่องที่เค้ามาถ่ายทำที่ปางอุ๋ง

  สรุปว่ามีมุมให้ถ่ายเยอะมากค่ะ ก็เบลอหลานรูป  เค้ามีม้าแคระมาบริการด้วยนะคะ มีแพให้นั่งล่องแม่น้ำสวยๆด้วย แต่พวกเราก็ไม่ใช้บริการค่ะ เสพแค่เพียงความงดงาม แล้วก็เดินทางต่อ เข้าสู่ปายค่ะ  แวะที่จีนยูนานนิดนึงค่ะ ไม่ยากบอกว่าร้านนี้เลยจะมีชาอร่อยๆให้ชิมนะคะ แต่ระวังนิดนึงเพราะบางร้านบอกราคาค่อนข้างแพงมาก อย่างร้านนี้ที่สามถ่ายมาเนี่ย บอกชายอดน้ำค้างถุงละ 450 บาท แต่พอสามเดินไปเรื่อยๆ อีกร้านนึง ชาปริมาณเท่ากันกลับราคา 150  โอว แม่เจ้าอีกครั้งถึงกับเอามือทาบอก 

ความจริงโดยรอบปางอุ๋งจะมีถ้ำปลา และภูโคลนให้แวะนะคะ แต่สามเคยไป ก็แนะนำทุกคนว่าข้ามไปเลยเพราะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะเคยไปพอกโคลนที่หน้ามาค่ะ หวังใจมากว่าผิวหน้าจะผุดผ่อง ตกลงว่าสิวขึ้น โอวแม่เจ้า  (รู้สึกจะมีแต่บ่นไม่เห็นชมอะไรเลยนะคะคุณ)  เดินทางมาพักที่เรือนเอกปาย ที่พักคนละอารมณ์กับที่ปางอุ๋งเลยค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะต้องรีบทำเวลาไปที่ชุมชนจีนกันต่อ อยากเล่นไม้กระดกมากๆ แต่คนเยอะค่ะ เลยได้แต่เก็บภาพที่นั่น ได้ถ่ายรูปกลุ่มบ้าง

   จะเห็นได้ว่าสามต้องการให้น้องม้าใส่แว่นตาดำเป็นตัวเด่นของภาพนี้แต่ก็ต้องเสียใจเมื่อเอาหน้าแนบและพบว่าน้องม้าพยายามเอาฟันหน้าเฉาะหน้าสามก็เลยพยายามมาได้เพียงแค่นี้ มาตรงนี้สามมีรูปผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการในการมาเที่ยวทริปนี้ เพื่อนโอ้ตนั่นเอง แถ่นแทนแท๊น

 

 

  พอถ่ายรูปเริงร่าซักระยะเวลานึงจึงได้เดินทางไปที่บ้านต้นไม้ต่อ เป็นรีสอร์ทที่น่ารักมากเลยค่ะ  แต่พวกเราไม่ได้พักกันที่นี่หรอกนะคะ แต่ก็ถ่ายรูปกันมากมายเช่นเดิม

  จบจากบ้านต้นไม้ก็ไปสะพานประวัติศาสตร์และคอฟฟี่อินเลิฟ ซึ่งทุกคนที่ไปปายคงจะไม่พลาดอย่างแน่นอน ปีที่แล้วไม่มรถคันนี้เลยเอามาให้ยลโฉมค่ะ

   หลังจากนั้นก็ไป เดินถนนคนเดินที่ปายค่ะ ร้านทุกร้านสวยงามเหมือนตกแต่งแข่งกันสุดๆ ดีค่ะ ชอบสวยมากขอข้ามไปเช้าวันต่อมาเลย

    ทริปวันรุ่งขึ้นคือขุนแม่ยะ ตอนที่ถามไกด์นำเที่ยวเค้าทำให้เราจินตนาการว่าค่อนข้างลำบากมากกกกกกกกกกก แต่เมื่อไปกันจริงๆ ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ไกด์บอกว่าการขึ้นไปที่ขุนแม่ยะจะต้องมีรถโฟร์วีล แต่เมื่อไปถึงก็เป็นรถสองแถวนะ

   แต่ถนนหนทางก็จะคดเคี้ยวก็ทุลักทุเลบ้าง คล้ายๆเล่นรักบี้หรืออเมริกันฟุตบอลเพราะโดนเพื่อนๆกระแทกเวลาที่ลงจากเนินเขาหรือรถเหวี่ยงไปมา  เมื่อขึ้นไปถึงสิ่งแรกที่สามถามหาคือ  ห้องน้ำ  โอว ประทับใจอีกครั้งค่ะ ห้องน้ำน่ารักมาก เข้าไปภายในมีรูเล็กๆให้พอเคอะเขิน และระแวงว่าจะมีใครเห็นเราโป๊หรือเปล่า ถือเป็นจิตรกรรมที่มีนัย แฝงอย่างลงตัวค่ะ

   หลังจากนั้นเมื่อปลดทุกข์ได้ยากเรียบร้อย ก็ถึงเวลาตะลุย  กับดอกไม้แสนสวย แต่ช่วงที่สามขึ้นไปไม่สะพรั่งเหมือนที่คาดไว้ และต้นไม้ก็สูงมากกกกกกกก การจะเอาหน้าแนบจึงเป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างมากถ้าทำได้นะ  การถ่ายจึงต้องอาศัยเทคนิคเล็กน้อย  ภาพออกมาได้ประมาณนี้ค่ะ

การใช้เทคนิคลวงตาว่ามีดอกไม้บานสะพรั่งแต่ความจริงนั้นมีเพียงหย่อมเดียว  มีการผลัดกันถ่าย กันอย่างมืออาชีพ แต่เบื้องหลังของภาพ คนที่ถ่ายให้อาจดูไม่ดีเท่าไหร่นักอย่างนี้เป็นต้น

  เป็นภาพวิญญาณจับได้ ที่ดูไม่ค่อยจะรักษาภาพพจน์ แต่เมื่อสามหันไปที่ช่างภาพคนอื่นๆ จึงได้รู้สึกว่า ความพยายามของเราช่างน้อยเหลือ เมื่อเทียบกับคู่ของเพื่อนโอ้ตและสามี

  อ้ะ แต่ภาพเค้าออกมาสวยจริงๆแหละ  นี่คือความพยายามที่แตกต่างกัน มันเป็นอีกเรื่องนึงที่ทำให้สามได้รับรู้ว่า เพื่อนโอ้ตกับเพื่อนสาม ต้องมีอะไรที่ต่างกัน และมันคือเหตุผลว่าทำไมโอ้ตถึงได้แต่งงาน (ไม่เกี่ยวซักเท่าไหร่ แต่พยายามเอามาโยงให้สัมพันธ์กัน)  เมื่อเราลงจากขุนแม่ยะ ก็เป็นทริปสุดท้ายนั่นคือ ไร่สตรอเบอร์รี่ หวานและอร่อยมากๆ

   และก็แวะซื้อของฝากที่ตลาดวโรรสที่เชียงใหม่ เพื่อมุ่งหน้ากลับอุดร  กับการร้องคาราโอเกะกรอกหูคุณลุงขับรถที่พยายามขัดขืนตั้งแต่วันแรก แต่ไม่เคยสำเร็จ   ขอบคุณ เพื่อนโอ้ตมากมาย  ที่เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการในการท่องเที่ยวครั้งนี้  ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกคนที่น่ารักมากๆ  ขอบคุณเจ้ามือป๊อกเด้งที่ไม่เหนี่ยวรั้งสามไว้เมื่อตอนที่เริ่มงอแงเมื่อเสียเงินไปตั้ง 20 บาท  ขอบคุณคนที่รักเพื่อนโอ้ตมากๆ ทริปนี้ถึงแม้จะไม่มีเพื่อนแอ้นผู้พ่ายแพ้ในสัญญาครั้งนั้น  และมันคงจะไม่มีสัญญาอะไรแบบนี้อีกแล้ว (หรือสามจะไปหลอกล่อให้เพื่อนแอ้นสัญญาเรื่องแต่งงานอีกดีนะ) แต่ก็รู้สึกอบอุ่นและเชื่อในเรื่องความรักมากขึ้นนะเพื่อนโอ้ต  ขอบคุณที่ฟ้าส่งให้เรามาเป็นเพื่อนกัน  ^__^