บทความ.. ลดโลกร้อน ครูไทยทำได้...

.... ลดโลกร้อน ครูไทยทำได้...กับโอกาสการรู้วิทยาศาสตร์ของครูและผู้เรียน

.............................

วราวรรณ  จันทรนุวงศ์(ศิริอุเทน)

.......................................

 นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง กับการได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการและเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ครูในโครงการ “ลดโลกร้อน...ครูไทยทำได้” ภายใต้โครงการ “โลกยิ้ม” ของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยร่วมกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ฝ่ายสำรวจและผลิต (ปตท.สผ.) ระหว่างวันที่ 27 – 29 พฤศจิกายน 2552 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต กรุงเทพฯ เพราะนอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ภาวะโลกร้อนแล้ว ยังได้รับความรู้  ได้คิด ได้เรียนรู้ ได้กิจกรรมใหม่ แนวคิดใหม่จากวิทยากรท่านอื่นหลายๆ ท่าน ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า ครูที่เข้าร่วมคงจะได้รับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน เพราะเรามากันด้วยใจรัก อยากเห็นโลกนี้สงบสุข แต่อาจมีบางประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและค่อนข้างเข้าใจยาก ข้าพเจ้าจึงขอเล่าและเป็นสื่อกลางบอกกล่าวเพื่อนครูเพื่อให้เข้าใจอย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น

      เริ่มที่หลักสูตรแกนกลาง 2551 ก่อน เนื่องจากเป็นผู้ไปรับนโยบายแล้วนำมาขยายผลอบรมและให้ความรู้ครูในโรงเรียนเพื่อให้ได้ใช้ทันในปี 2552 นี้ จึงมองเห็นว่าหลักสูตรนี้มีการกำหนดตัวชี้วัดให้ก็จริง แต่ก็เป็นเฉพาะวิชาพื้นฐานเท่านั้น เราครูผู้สอนสามารถเปิดวิชาใหม่เป็นวิชาเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับความเป็นไปของสังคมปัจจุบันได้อย่างไม่มีปัญหา ครูวิทยาศาสตร์สามารถนำเอาหลักสูตรวิทยาศาสตร์มาเชื่อมโยงได้เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยครูต้องเข้าใจเป้าหมายหลักสูตรวิทยาศาสตร์จริงๆ ก่อนว่าเราสอนวิทยาศาสตร์เพื่อให้ประชาชนเกิดการรู้วิทยาศาสตร์(scientific literacy)(สสวท.) อะไรคือการรู้วิทยาศาสตร์ และจะสอนให้เกิดการรู้วิทยาศาสตร์ (Science Literacy) ควรมีมุมมองที่แตกต่างอย่างไรบ้าง

การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)  เป็นความรอบรู้เชิงวิทยาศาสตร์หรือการรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึง การที่บุคคลสามารถเข้าใจในทุกแง่มุมของความรู้วิทยาศาสตร์ (content knowledge) สอนให้เกิดทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์  หรือตัวความรู้วิทยาศาสตร์ (knowledge of science) และสิ่งอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ความรู้วิทยาศาสตร์นั้นที่เกี่ยวข้องกับความรู้วิทยาศาสตร์นั้น (knowledge about science) ทั้งความเป็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ เจตคติเชิงวิทยาศาสตร์(Scientific Attitudes) เจตคติต่อวิทยาศาสตร์(Attitudes toward science) ความเชื่อ(belief) และอื่นๆ ซึ่งรวมแล้วหมายถึงการที่บุคคลสามารถเข้าใจในมวลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้ง จนสามารถนำเอาความรู้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม โดยที่ความรู้ไม่สามารถแยกออกจาก เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม อย่างเด็ดขาด(Situated Cognition) ความรู้ยังคงอยู่ในชีวิต อยู่ในสังคม อยู่ในความรู้สึก หรือบริบทนั้นๆ ดังจะเห็นได้จาก ในยุคเรเนซองส์ (Renaissance )ช่วงศตวรรษที่ 14-15 ถือว่าเป็นยุคฟุ่มเฟือยที่สุด ยุคหรูหราที่สุด กามารมณ์ที่สุด เป็นชื่อช่วงเวลาหรือยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในยุโรป กาลิเลอิ กาลิเลโอ ได้นั่งเฝ้ามองลูกตุ้มนาฬิกาในโบสถ์ แกว่งไปมาโดยไม่มีแรงใดกระทำ ได้จำนวนคาบที่เท่ากันอยู่อย่างนั้น เขาจึงตั้งชื่อว่า เวลา “time” หลังจากนั้นมีการนำ “เวลา” ไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กลายเป็นสังคมแบบใหม่ที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากบริบทของสังคม

               ดังนั้น ครูผู้สอนต้องเข้าใจและต้องสอนให้ผู้เรียนเข้าใจในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) ด้วยเช่นกัน ซึ่งกำหนดไว้ในสาระการเรียนรู้ที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ โดยควรสอนให้เข้าใจในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการชี้ให้เห็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่าง ในชีวิตประจำวัน  ถ้าเราชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เทคโนโลยีคืออะไร สังคมคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร ซึ่งอธิบายได้ว่าต้องรู้และเข้าใจว่าเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้

1. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Science Knowledge) สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีหลักฐานอื่นที่เห็นว่าดีกว่ามาหักล้าง เช่น การเสนอให้ดาวพลูโตไม่อยู่ในระบบสุริยะ การพบว่ากฎการเคลื่อนที่ของนิวตันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว โดยความรู้นั้นเกิดจากการสร้าง การจัดระเบียบ การสังเคราะห์ตามความสามารถเฉพาะบุคคล(construct) ด้วยวิธีการของบุคคล

2. โดยบุคคลมีการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์(Enquiry) ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่นมองหาปัญหาสังคมที่เกิดจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยตนเอง วางแผนสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง กำกับและควบคุมตนเอง ประเมินผลที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ภายใต้การชี้แนะ จัดเตรียมของครู พฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันสร้างความรู้ขึ้น เกิดเป็นการเรียนรู้ที่เรียกว่า Active Learning

3. และด้านจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of Mind) ครูผู้สอนควรสอนให้รู้ประวัติวิทยาศาสตร์(History) ว่าเป็นมาอย่างไร ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy) และ สังคมวิทยา (Sociology) ให้กับผู้เรียนเพื่อให้เห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ ผู้สอนต้องชี้ให้เห็นว่าการเรียนประวัติของนักวิทยาศาสตร์และประวัติของความรู้วิทยาศาสตร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ดังจะเห็นได้จาก เมื่อ 200 ปีก่อน ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) มีการนำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แต่ไม่ได้รับความสนใจ แต่เมื่อเขาเสียชีวิตไปแล้ว 80 ปี จึงมีการกล่าวถึงและหยิบยกขึ้นมาพูด อภิปรายกันใหม่ จนถึงปัจจุบันกลายเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะการกลายพันธุ์(mutation) เนื่องจากดีเอ็นเอ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กว่าจะได้รับการยอมรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดังนั้นในการที่จะสอนการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy)การใช้ การตัดสินใจ ความมีเหตุมีผล การคิดแบบวิทยาศาสตร์ และการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ เกิด Culture of Science แบบใหม่ คือ เปลี่ยนวัฒนธรรมการสอนวิทยาศาสตร์จากการสอนแบบบอกเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เป็นการสอนเนื้อหาพร้อมกับชี้ให้เห็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีการอภิปราย ขบคิดเกี่ยวกับความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย นอกจากนั้นยังช่วยในการนำเอาทักษะวิทยาศาสตร์มาใช้อีกด้วย เช่น การสื่อสาร การใช้ภาษา การสังเกต การจัดการ การประเมินค่า การคำนวณ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนตระหนักและตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม สมเหตุสมผล คำนึงถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม (Impact of science and technology on society) เพื่อให้เกิดการสำนึก ตระหนัก รู้สึกรับผิดชอบ ให้ผู้เรียนทราบว่ากว่าจะได้ความรู้วิทยาศาสตร์มา นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ความเพียรพยายาม ความอดทน อดกลั้นความรอบคอบ การดำเนินกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง มโนมติ หลักการ และจิตวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง

นอกจากนั้น การสอนให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) จากที่เคยรอรับความรู้เพียงฝ่ายเดียว ให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดที่จะค้นหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อเจอปัญหาสามารถศึกษา และหาสาเหตุของปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ สรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างเป็นความรู้ของตนเองได้ (constructivist practice in science) การได้แสดงออกถึงการรับรู้ การมีความรู้ โดยการคิดเป็นภาพ สัญลักษณ์ แผนผังมโนมติ ผังความคิดอุปมาอุปไมย การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ หรือเปรียบเทียบกับสิ่งของรอบตัว ที่เรียกว่าตัวแทนความเข้าใจ (Represented Understanding) นอกจากนี้ การสอนในเวลาอาจไม่เพียงพอในการทำกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การได้ตกลง ทำความเข้าใจ พูดคุยกับเพื่อนครู ผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษาเกี่ยวกับเวลาเรียน ที่ไม่เป็นคาบ ไม่เป็นชั่วโมง แต่ขอใช้ระยะเวลายาวๆ เพื่อให้กิจกรรมต่อเนื่อง การจัดห้องเรียนที่พร้อมรองรับความแตกต่างกันตามความถนัด ความสนใจ ของผู้เรียนก็เป็นเรื่องสำคัญ การสอนวิทยาศาสตร์พื้นฐานแบบองค์รวม(holistic) หรือแบบบูรณาการ ไม่แยกฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงความรู้ จะทำให้เกิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เกิดคงทนของความรู้ และอาจได้วิธีการหาความรู้แบบใหม่เกิดขึ้น ดังนั้นครูวิทยาศาสตร์ต้องมองให้กว้างและลึก แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เรียน ร่วมกันเรียนรู้กับนักเรียน ครูวิทยาศาสตร์สามารถทำอะไรได้มากกว่าในชั้นเรียนและมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ .