ทั่วฟ้าดินนี้ ไม่มีใครที่ฉันไม่รัก

        เมื่อ 21 มกราคม 2553  ได้มีให้มีเวทีเรื่องเล่าเร้าพลังเป็น ครั้งที่ 3  เล่าโดยผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 10  อาจารย์กรรณิการ์  บางสายน้อย ( อาจารย์หมอก๋า) เนื่องจากท่านได้ไปดูงานที่ใต้หวัน  และมีโอกาสแวะไปชมกิจกรรมของมูลนิธิฉือจี้  ได้พบเห็นและเก็บเกี่ยวเรื่องราวดีๆมามากมาย  และอยากเอามาแบ่งปันให้พี่ๆน้องๆชาวศูนย์ฯเราได้ฟัง  โดยหวังว่า... เมื่อได้ฟังแล้วเมล็ดพันธ์แห่งความดีในตัวของแต่ละคน  น่าจะเบ่งบานและพร้อมที่จะช่วยให้องค์กรของเราพัฒนาให้ยิ่งๆขึ้นไป...

อาจารย์หมอก๋ากำลังเล่าเรื่องอย่างมีความสุข

         เริ่มแรกอาจารย์ก๋า  ก็แนะนำให้พวกเรารู้ว่า..ไต้หวันให้เสรีภาพแก่ประชาชนในการเลือกนับถือศาสนา ลัทธิ หรือความเชื่อได้อย่างอิสรเสรี ทำให้เกิดการพัฒนาการขององค์กรและขบวนการทางศาสนาอย่างไม่ขาดสาย   ปัจจุบันส่วนใหญ่ชาวไต้หวันนับถือพุทธ (นิกายมหายาน) แต่ก็มีส่วนน้อยที่นับถือศาสนาอื่น  เช่น ขงจื๊อ  เต๋า และคริสต์  ในพุทธศาสนาก็มีองค์กรพุทธเป็นสิบแห่ง แต่ที่นับว่าเป็นสำนักใหญ่  เช่น  ฉือจี้   ก่อตั้งโดยท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน  ซึ่งท่านจะเน้นด้านการปฏิบัติตนและชักนำผู้คนประกอบกิจกรรมสาธารณประโยชน์ สร้างสรรค์สังคม ส่งเสริมจริยธรรม เช่น เรื่องความกตัญญูในครอบครัว เสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่สังคม  การเคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และเผยแพร่ธรรมะ แนวคิดให้แพร่ขยายออกไป      ต้นไม้แห่งคุณธรรมและจิตวิญญาณจึงเกิดและเติบโตในดินแดน   นั้นก็คือ ฉือจี้

                   พิพิธภัณฑ์ฉือจี้ที่ฮั่วเหลียน


         เริ่มซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๙ เป็นองค์กรแกนกลางในการดำเนินงาน โดยภารกิจหลักขององค์กรมีด้วยกัน ๔ ภารกิจ คือ

๑. การทำกิจกรรมสังคมสงเคราะห์

 ๒. การจัดบริการรักษาพยาบาล

๓. การจัดการศึกษา

๔. การส่งเสริมวัฒนธรรม

          อาจารย์หมอก๋าเล่าว่า   ข้อมูลที่ท่านำมาเรื่องเล่าของมูลนิธิฉือจี้นี้ได้จากการเล่าบนรถของอาสาสมัคร 2 ท่าน ที่มารับไปเยี่ยมชมโรงพยาบาล    เขาเล่าให้ฟังว่าการดำเนินงานของมูลนิธิก็อาศัยจากเงินบริจาคอย่างสม่ำเสมอจากสมาชิก   มีระบบบริหารจัดการที่ดีมาก ฉือจี้ได้ขยายงานต่างๆ ออกไปมากมาย  ทั้งยังมีอาสาสมัครที่เป็น “มืออาชีพ” ในสายงานหลายแขนงเข้ามาร่วมบริหารงานด้านต่างๆ ของมูลนิธิฯ ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ   เติบโตมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เราคงต้องย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้น 
          เมื่อท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน    อายุได้ ๒๐ ปี บิดาของท่านก็ล้มป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ท่านอาจารย์เสียใจมาก และสินใจปลงผมตนเองไปบวช เร่ร่อนไปทางแถบตะวันออกของไต้หวันซึ่งเป็นเขตกันดารแห้งแล้ง  มีแต่คนยากจน  จึงไม่ออกรับบิณฑบาตจากชาวบ้านเพราะไม่ต้องการไปทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน    อาศัยเก็บถั่วลิสงและมันเทศที่หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยวเอาไปขายของชาวบ้านมาเป็นอาหาร

ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน

 

           ต่อมาได้เดินทางมาพำนักที่เมืองฮั่วเหลียน และได้พบกับพระอาจารย์ยิ่นซุ่นซึ่งรับเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ โดยได้สั่งสอนหลักสั้นๆ ว่า “เมื่อบวชแล้ว จงทำทุกอย่างเพื่อพุทธศาสนาและมวลมนุษย์”   ไม่นานท่านอาจารย์ประสบเหตุอันทำให้กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง เมื่อไปเยี่ยมอุบาสกผู้หนึ่งที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง  ท่านอาจารย์ไปพบกองเลือดกองใหญ่นองอยู่บนพื้น สอบถามได้ความว่าเป็นกองเลือดของผู้หญิงชนบทแท้งลูก ญาติวางบนแคร่ไม้ไผ่หามพามาโรงพยาบาลใช้เวลาเดินทาง ๗-๘ ชั่วโมง แต่ต้องพากลับไปรักษาที่อื่นเพราะไม่มีเงินพอสำหรับจ่ายค่ามัดจำก่อนที่แพทย์จะลงมือผ่าตัดช่วยชีวิต

            เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านอาจารย์ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องทำงานเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ขาดที่พึ่งพิง   เริ่มด้วยการชักชวนสานุศิษย์ที่เป็นแม่บ้านธรรมดา ๓๐ คนให้ออมเงินเพื่อการนี้คนละ ๕๐ เซ็นต์ต่อวัน เก็บไว้ในกระปุกไม้ไผ่ โดยมีคำขวัญว่า “แม้เงิน ๕๐ เซ็นต์ ก็ช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้” 

        จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในความดีงาม ความเมตตากรุณาอย่างสูงส่ง รวมทั้งความมุ่งมั่นจากจิตใจของท่านอาจารย์และแม่บ้านสานุศิษย์เพียง ๓๐ คน การออมเงินวันละเล็กละน้อยเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองฮั่วเหลียน และมีผู้คนสมทบทุนมากขึ้นตามลำดับ

           มูลนิธิฉือจี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่นั่น ถึงวันนี้ เวลาผ่านไป ๔๐ ปี มูลนิธิฉือจี้ได้ขยายกิ่งก้านสาขามีสมาชิกทั่วโลกราว ๑๐ ล้านคน มีอาสาสมัครหลายแสนคน มีเงินบริจาคมาทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเหรียญ  มีกิจกรรมทางมนุษยธรรมและทางจิตวิญญาณแพร่กระจายไปทั่วเกาะไต้หวันและกระจายไปทั่วโลก ประเมินเป็นมูลค่าและคุณค่ามิได้  สำหรับประเทศไทยอาจารย์หมอก๋าบอกว่า  มีชุมชนฉือจี้ ที่อำเภอฝาง  เชียงใหม่   ผู้เขียนคงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชมสักครั้ง

สมณาราม (วัด) จิ้งซือ ที่พำนักของ

ท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน

        
           

        วัดที่ท่านธรรมาจารย์พำนักตั้งอยู่ที่เมืองฮั่วเหลียนชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันอันเป็นเขตกันดาร  ก็ยังคงดำรงอยู่อย่างสมถะเช่นเดิม  ไม่รับบิณฑบาต บริหารจัดการโดยยึดหลักการพึ่งพาตนเองทั้งหมด ภิกษุณี อาสาสมัคร และผู้มาฝึกฝนที่นั่น  ต้องทำงานหารายได้เล็กๆ น้อยๆ มาใช้จ่ายในกิจการของสมณารามเอง เมื่อ ๔๐ ปีก่อนปฏิบัติอย่างไร ปัจจุบันก็ปฏิบัติอย่างนั้น   นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฉือจี้ยังคงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของผู้คนอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

         และเบียดเบียนโลกให้น้อยที่สุด แต่ทำงานหนักเสมอ ผักหญ้าที่ใช้ประกอบอาหารมาจากแปลงผักในบริเวณวัดนี้เอง ผักเหล่านี้ภิกษุณีและอาสาสมัครฉือจี้จะช่วยกันปลูก เก็บ และนำมาประกอบอาหารเลี้ยงกันเองในวัด รวมทั้งเลี้ยงผู้มาเยือนซึ่งมีมาตลอดเวลา การทำงานทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม

 

          มูลนิธิฉือจี้เติบโตด้วยพลังศรัทธา มีทุนทรัพย์หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล ทว่านั่นไม่สำคัญเท่าพลังจิตอาสาอันยิ่งใหญ่จากสมาชิกและอาสาสมัครที่ทำให้การงานด้านต่างๆ ของมูลนิธิสำเร็จลุล่วงไปได้ 


          ในภาพอาสาสมัครของมูลนิธิฉือจี้

           


         การดำเนินงานของมูลนิธิฯ อาศัยอาสาสมัครฉือจี้ แต่งกายด้วยเสื้อน้ำเงิน กางเกงขาว หรือบางกรณีก็เป็นชุดสีน้ำเงิน ฝรั่งขนานนามว่า “Blue angel” ที่มีการคัดเลือกและพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง บนความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีความเมตตากรุณา  อาสาสมัครฉือจี้มีลักษณะร่วมที่สำคัญคือ มีจิตใจดี สุภาพอ่อนน้อม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ให้เกียรติคนอื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นสุขเสมอเมื่อได้บริการใครๆ

อาสาสมัครกำลังคัดแยกขยะ

 

           อาสาสมัครฉือจี้ที่ไปทำงานอาสาไม่ว่าที่ไหน ล้วนมีบุคลิกไม่แตกต่างจากนี้ ด้วยว่าเขาสอนให้รักเพื่อนมนุษย์ทุกคนโดยไม่แยกรวยแยกจน ไม่แยกฐานะ เชื้อชาติ ฝึกให้ทุกคนมีจิตใหญ่ ที่จะรักเพื่อนมนุษย์เหมือนกับว่าทุกคนบนโลกนี้เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ในหมู่ชาวฉือจี้เองก็ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นกรรมกร ชาวนา ครู นายจ้าง ลูกจ้าง หมอ พยาบาล ฯลฯ ทุกคนต่างเป็นชาวฉือจี้เหมือนกันหมด ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยหัวใจและความรัก อย่างที่เพลง “รักทั่วฟ้าดิน” ของชาวฉือจี้กล่าวไว้ แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า

ทั่วฟ้าดินนี้ ไม่มีใครที่ฉันไม่รัก
ทั่วฟ้าดินนี้ ไม่มีใครที่ฉันไม่เชื่อใจ
ทั่วฟ้าดินนี้ ไม่มีใครที่ฉันไม่ให้อภัยในใจกังวล เศร้าหมอง เสียใจ โยนทิ้งไป

 

โรงพยาบาลที่สร้างขึ้นอย่างมั่นคงสวยงาม

          อาจารย์ก๋า  เล่าว่าได้ไปเยี่ยมโรงพยาบาลซึ่งสร้างใหญ่โตมาก    ตั้งขึ้นตามภารกิจหลักของฉือจี้ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากตามปณิธานของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน  และมีโรงเรียนแพทย์ด้วย   จุดมุ่งหมายสำคัญคือเพื่อผลิตแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ มีจิตวิญญาณ ควบคู่ไปกับการมีองค์ความรู้ทางเทคนิค  ใช้ “พรหมวิหาร ๔"  อันเป็นแนวทางพระโพธิสัตว์ที่ชาวฉือจี้ยึดถือมาเป็นคำขวัญประจำ คือ

เมตตา    ฝึกการมีจิตใจต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข
กรุณา    ฝึกลงมือทำเพื่อช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา     ฝึกเรียนรู้ เข้าใจ และกตัญญูในสรรพสิ่ง
อุเบกขา ฝึกเข้าใจความเป็นธรรมชาติธรรมดาสามารถลดตัวตนและปล่อยวาง

 

 

             ภาพภายในโรงพยาบาล

           

         ปัจจุบันมีโรงพยาบาลรวม ๕ แห่ง ทั้งที่อยู่ในต่างจังหวัดและชานเมืองไทเป เป็นโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นอย่างมั่นคงสวยงามและน่าจะใช้งานได้เป็นร้อยๆ ปี ทั้งยังป้องกันแผ่นดินไหวไว้พร้อมสรรพ  บรรยากาศในโรงพยาบาลจัดได้ดีมาก สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ผู้คนที่ทำงานในโรงพยาบาลมีทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรวิชาชีพ ทำงานร่วมกับอาสาสมัครฉือจี้เป็นร้อยๆ คน (ซึ่งต้องแจ้งความจำนงเข้าคิวรอเป็นเดือนๆ กว่าจะได้มาทำงานอาสาสมัครในโรงพยาบาลครั้งละวันสองวัน) ทุกคนให้บริการแก่ผู้ป่วยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ แนะนำ และให้บริการตามบทบาทหน้าที่ของตน

         ในวันนั้นอาจารย์ก๋า  ยังได้เชิญชาวศูนย์ฯ ของเราที่ท่านเห็นว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความดีของเขาเหล่านั้นงอกงามและเติบโตอยู่ตลอดเวลาควรแก่การนำมาชื่นชม

        จากเรื่องเล่าเร้าพลังครั้งนี้  ผู้เขียนเห็นว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จของมูลนิธิ  คือ ...

  • ความศรัทธาต่อผู้นำในการทำความดีเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน

  • การให้แนวคิดของความเสมอภาคของแต่ละคนว่าทุกคนล้วนมีความดีงามในตัวเอง  และต้องมีการเสริมแรงหนุนให้คนดีและความดีนั้นเบ่งบานมากๆขึ้น

  • มีการวางระบบการทำงานที่เชื่อมโยงโดยอาสาสมัครมืออาชีพ  ทั้งในด้านความรู้  เทคโนโลยีสมัยใหม่  เข้ามาปรับใช้เพื่อสานความฝันอย่างมุ่งมั่นตลอดเวลา       ที่ไม่หวังผลตอบแทน 

        และผู้เขียนยังเห็นว่า  คนดีในองค์กรของเราที่มีเมล็ดพันธ์แห่งความดีเหมือนคนในมูลนิธิฉือจี้ยังมีอีกมากมาย  เพียงแต่เขาเหล่านั้นอาจจะรอโอกาสหรือแรงหนุนดีๆ  เพื่อให้เมล็ดพันธุ์นั้นงอกงามและเติบโต

ธรรมชาติ         ธรรมชาติ         ธรรมชาติ

          
ขอบคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมจาก SARAKADEE.COM

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจาก  ที่นี่ค่ะ

                                                   ขอบคุณค่ะ