


ภาพการประชุมชมรมสมัยที่ผมเข้าไปใหม่ๆ ยิ่งนานภาพยิ่งเก่าคนยิ่งแก่
ต่อจากภาค 1
เมื่อก่อนค่ายเดือนตุลายังไม่มีชื่อที่แน่นอน ชื่อค่ายสามารถเปลี่ยนได้เรื่อยๆ(ตอนนี้ก็เปลี่ยนกันได้นะ) พี่ๆ เลยให้โหวดชื่อค่าย ซึ่งก็เป็นกระผมอีกครั้งที่ได้รับการโหวดเช่นเคย โดยตั้งชื่อว่า ค่ายตุลาอาสาปันน้ำใจ ปี 49 ค่ายนี้ไปกันที่โรงเรียนบ้านโป่งเกตุ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ไอ้อัวได้เป็นโครงงานหลัก ซึ่งจะไปทำเวทีให้โรงเรียน ไอ้ต้าเป็นพัสดุ กระผมเป็นสันทนาการ ซึ่งพี่เจียก็บอกว่ามันไม่ยากแล้วจะสอนให้เช่นเดิม ค่ายนี้มีเพื่อนผมเข้ามาทำค่ายอีกคนคือ ไอ้คม มันได้เป็นฝ่ายอาหารร่วมกับพี่ลำยอง
ฝ่ายสันทนาการของผม มันยากตรงที่ผมไม่เคยไปค่ายเลย ได้แต่ถามพี่ และก็ทำตามพี่บอก ต้องเตรียมนั่นนะ นี่นะ ตอนนั้นชมรมเริ่มจะเปิดมากขึ้น เพราะต้องมาเตรียมงานกัน ผมกับเพื่อนๆก็มาล้วงเอากุญแจมาเปิดมากขึ้น บางวันก็ซ้อมกระบองไฟ บางวันก็นั่งดูรูปเก่าๆ บางวันก็นั่งดูสาว
ค่ายนี้งบน้อย เงินไม่พอ จึงต้องไปหาเงินโดยการเปิดหมวก ผมได้เรียนรู้และได้สัมผัสกับการขอตังค์ชาวบ้านแบบฟรีๆ ก็ครั้งนี้และ โดยพี่เจียพาไป กับ ต้า อัว คม และพี่ๆ คนอื่นๆ ตอนแรกผมก็อายที่จะไปเปิดหมวก ยิ่งให้พูดก็อย่าหวังเลย พี่เจียพูด ไอ้อัวพูด ผมไม่กล้าพูด บ่อยๆ มันเริ่มด้านไปเอง ทั้งพูดทั้งเล่นกีตาร์ไปในตัว
ผม ไอ้อัว ไอ้ต้า ไอ้คม ไปเตรียมค่ายกับพี่ทราย พี่แอน น้องเจิ้น น้องพงษ์ น้องเอ็กซ์ และน้องที่จำชื่อไม่ได้แล้ว งานหนักเริ่มทันเมื่อพวกเราไปถึงโรงเรียน และหนักต่อๆ ไป จนคนค่ายใหญ่มาก็ยังหนัก ในค่ายผมไม่ค่อยทำงานสันทนาการเท่าไหร่ ทุกๆคนก็ช่วยกันสันฯ ผมทำแต่โครงงานหลัก เพราะกลัวว่ามันจะไม่เสร็จ จนถึงจวนจะถึงวันสันทนาการ ผมก็ตกใจกลัวทันทีเพราะวันสันทนาการเป็นวันที่ผมต้องรับผิดชอบแบบเต็มๆ เพราะผมไม่รู้ว่าจะทำกันแบบไหน ผมไม่เคยไปค่าย ต้องขอบคุณพี่เจษ พี่พล พี่เจีย ที่ให้คำปรึกษา โดยเฉพาะพี่เจษ ผมได้เรียนรู้อะไรจากแกเยอะมาก ทำให้ผมไม่กลัวและพร้อมที่จะทำหน้าที่ต่อไป
ในที่สุดงานสันทนาการก็ผ่านไปได้ ผมก็ดีใจที่มันผ่านไปได้ ตกดึกประชุมกัน เป็นวันที่ตึงเครียดมาก ใครไปค่ายจะรู้ว่ามันตึงขนาดไหน แต่ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี จบค่ายแล้ว ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
หลังวันกลับจากค่าย ชมรมไม่มีใคร ผมมานั่งอยู่คนเดียว ผมคิดถึงค่าย อยากย้อนเวลาไปค่ายใหม่ เด็กๆที่โรงเรียนจะเป็นอย่างไรบ้าง คงเหงากันน่าดู ผมก็เหงา นั่งดูรูปเก่าๆ ค่ายก่อนๆ นึกถึงแต่ที่ค่าย เมื่อวานนี้ยังก่อปูนกันอยู่เลย รู้สึกว่าเวลาเดินเร็วมาก ค่ายนี้เป็นค่ายแรกของผม ซึ่งประทับใจผมอย่างรุนแรง ผมภูมิใจที่ร่วมสร้างรอยยิ้มและสีสันให้กับเด็กๆที่ยากจะมีโอกาสดีๆ ผมจึงคิดอยากทำค่ายขึ้นมาอีก และอยากทำค่ายต่อๆไป เรื่อยๆ
หลังจากนั้นผมก็เข้าประชุมตลอด และทำให้ผมได้มีโอกาสไปค่าย เทางามสัมพันธ์ ซึ่งเป็นค่ายของ 5 มหาลัยที่เคยเป็น มศว. มาก่อน มาจัดค่ายร่วมกัน ปีนั้น ม.มหาสารคามเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเขาจะพาไปประเทศลาวด้วย ชมรมอาสาเราได้โควตาไป 5 คน ได้แก่ พี่เจีย อัว คม พี่ตูน และผมเอง ผมตื่นเต้นที่จะได้ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ในค่ายเทางามนั้นนับเป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างมาก ได้ไปเปิดหูเปิดตา รู้จักคนนั้นคนนี้ เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของเขา ฯลฯ และตอนจบค่ายนั้นผมก็ได้ซื้อของฝากมาจนตังค์เกือบหมด ของมึนเมาทั้งนั้น..
ช่วงต่อมาก็เป็นงานวันลอยกระทง ที่ม.นั้นจัดงานทุกปี และเขาก็เปิดล็อกให้ชมรมขายของด้วย ปีนั้นขายข้าวไข่เจียว และไอติมปั่น ผมก็ได้มีโอกาสไปช่วยพี่ๆเขาขายด้วย ไปทุกวันทำจนคล่อง ทำรายได้เข้าชมรมเป็นกอบเป็นกำ
ช่วงปีใหม่ผมไม่ได้กลับบ้าน เพราะควงกระบองไฟโชว์ที่ร้านฮาเล็มหารายได้พิเศษ ผมทำมาประมาณสองสามเดือนแล้ว ควงห้าวันต่ออาทิตย์ๆนึงก็ตกประมาณ 700 บาท แต่ช่วงปีใหม่ได้เล่นหลายรอบ ทำให้ผมเห็นแก่เงินมากกว่าที่จะกลับบ้าน
ค่ายต่อไปเป็นค่ายวันเด็ก พี่เย่แกเป็นประธาน ผมไม่รู้จะเป็นอะไร แต่พี่ทรายให้เป็นเลขา ผมรู้สึกว่า ณ ตอนนั้น เป็นอะไรก็ได้ ใจมันอยากทำ การเป็นเลขาค่ายวันเด็ก ถึงจะเป็นค่ายหนึ่งวัน แต่ก็ต้องทำเรื่องมากมายพอๆกับค่ายใหญ่เลย ต้องไปเซอร์เวย์โรงเรียนก่อน ไปแถว อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ใกล้ๆบ้านผมเอง ผมได้เรียนรู้งานเลขาจากพี่ทราย พี่รุ้ง พี่เล็ก แรกๆผมก็เขียนโครงการเองเลย เขียนอยู่หลายวัน เอาไปให้พี่ตรวจดูว่าใช้ได้ไหม พี่ก็บอกว่าใช้ได้ แต่แฟลชไดร์ฟชมรมก็มีนะ ก๊อบไปเลย ไม่ต้องเขียนเองก็ได้ (แล้วทำไมพี่ไม่บอกผมตั้งแต่แรก…)
การเป็นเลขาต้องเดินเอกสารไปยังสถานที่สำคัญของม. ผมก็เริ่มรู้จักพี่คนนั้น พี่คนนี้ พี่ๆกองกิจ พี่คนขับรถ ฯลฯ นับเป็นผลพลอยได้ที่ได้รู้จักคนสำคัญๆเพิ่ม ทำให้รู้เรื่องอะไรๆ มากขึ้น และได้รู้จักอาจารย์วิโรจน์ อ.ที่ปรึกษาชมรม รู้สึกว่า อ.แกใจดีมากๆ และเป็นอ.ที่ปรึกษาชมรมมานานแล้ว
ชมรมเริ่มเปิดทุกวัน เพราะผมจะมานั่งเล่นบ่อยๆ และก็ประชุมทุกสัปดาห์ ผมเองเริ่มงานหนัก เพราะต้องโทรตามประธานค่ายมาประชุม และคณะกรรมการบางคนมาประชุมอยู่บ่อยๆ ยังกับเป็นประธานเสียเอง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ตามก็ตาม เพราะผมอยากทำค่ายให้เสร็จด้วยดี
ในที่สุดค่ายวันเด็กก็เริ่มขึ้น แต่กระผมติดสอบวิชาอังกฤษตอนแปดโมงถึงสิบโมง ตอนนั้นผมเซ็งมาก จะสอบวันอื่นก็ไม่ได้ แต่ผมอยากไปมาก ตัดสินใจว่าสอบเสร็จแล้วจะตามไป เพราะโรงเรียนนั้นอยู่ไม่ไกลนัก พอที่จะเดินทางได้ประมาณสองชั่วโมง
ผมไปถึงค่ายช่วงเที่ยงพอดี ชาวค่ายกำลังกินข้าว พอที่จะมีอะไรทำอยู่บ้าง ผมก็ไปเฮฮากับเด็กๆ จนจบค่าย ประมาณเย็นๆ เราก็เดินทางกลับมอ

จบค่ายวันเด็กผมรู้สึกว่าผมเริ่มทำอะไรๆเป็น หมายถึงว่ารู้งานอะไรๆเยอะขึ้น ช่วงนั้นมีการเลือกประธานชมรม ผมได้รับการโหวดจากพี่ๆ ก็เลยได้มีโอกาสเป็นประธานชมรม ตอนนั้นผมตื่นเต้นแต่ก็อยากทำมันอยู่แล้ว ผมตั้งใจว่าจะสานต่อรุ่นพี่ ทำให้ชมรมเดินต่อๆไปได้ ก็ต้องขอบคุณพี่รุ้งประธานชมรมคนก่อน ที่มาแนะนำอะไรๆที่ผมไม่รู้
ช่วงก่อนปิดเทอมซัมเมอร์ เขาจัดงานปิดโลกกิจกรรม ชมรมอาสาได้รางวัลชมรมดีเด่น งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้ประธานนั่นคือเจ้รุ้ง แต่ผมก็ยังงงว่าได้มาได้ยังไง
มาถึงค่ายซัมเมอร์ ไอ้ต้าเพื่อนผมเป็นประธานค่าย ซึ่งมันก็พึ่งอยู่ปีสองก็ปีกกล้าขาแข็งมาเป็นประธานค่ายซะแล้ว เพื่อนผมคนนี้มันตั้งใจและไฟแรงจริงๆ ช่วงนั้นพี่ปีสี่ก็จะจบกันไม่ค่อยจะว่าง พี่ปีสามก็ไม่ว่าง เหลือแต่รุ่นปีสองนั้นก็คือรุ่นผม กระผม ไอ้ต้า ไอ้คม ไอ้อัว มีแค่นี้ คณะกรรมการค่ายก็มีน้อย เลยไปดึงเอาน้องๆปีหนึ่งมาเป็น สังเกตุให้ดีว่าค่ายนี้มีแต่ปีหนึ่งปีสองทำค่ายกัน และผมก็ไปชวนไอ้นัทเพื่อนผมมาเป็นคณะกรรมการค่ายนี้ด้วย ตอนนั้นงบไม่พอ ต้องพากันไปขอสปอนเซอร์ เปิดหมวก เดินหาด ช่วงนั้นคนน้อย เดินหาดกันทีนึงสี่ห้าคน เปิดหมวกสี่คนก็ยังไปมาแล้ว
ค่ายซัมเมอร์ผมเป็นสาราณียกร และต้องตามไปค่ายทีหลังเพราะติดโปรเจคและสัมมนาประธานชมรมของกองกิจฯ แต่ยังดียังได้ไปสามสี่วัน รู้สึกไม่ดีเพราะช่วยงานเพื่อนไม่ได้มากในค่ายนี้
จบค่ายมาผมไม่ได้กลับบ้าน มาทำงานผมต่อ นั่นคือเขียนโครงการค่าย ช่วงแรกผมวุ่นกับการร่างโครงการค่ายทั้งสี่ค่ายในหนึ่งปี ผมต้องร่างเอาเองทั้งหมด มีการก๊อปมาบางส่วน ผมได้ไปเปิดตู้เหล็กในชมรม ค้นเอกสารค่ายเก่าๆและสมุดเลขามานั่งอ่านดู อยากรู้ว่ารุ่นพี่เขาทำค่ายกันยังไง นั่งดูที่ชมรมยังไม่พอ ยังขนกลับไปดูที่หอ เลยได้รู้อะไรๆหลายอย่าง รู้เรื่องราวการออกค่ายสมัยก่อนๆ รู้ว่ารุ่นก่อนๆเขาทำงานกันยังไง
การเขียนโครงการที่สำคัญคืองบประมาณ ต้องกำหนดงบอย่างนั้นอย่างนี้ และต้องไปเถียงกับองค์การว่าจะตัดงบให้เท่าไหร่ พี่รุ้งบอกตอนแรกต้องกำหนดงบไว้ให้มากๆ เพราะองค์การมันก็จ้องจะตัดให้น้อยที่สุดอยู่แล้ว มันก็ยกเอาไอ้นั่นไอ้นี่มาอ้าง เราก็มีเหตุผลของเรา ผมไปกับพี่รุ้ง ขนาดพี่รุ้งเถียงมันทัน มันยังตัดไปซะเยอะ ที่ได้มามันก็ไม่พอหรอก ยังไงเราก็ต้องหาสปอนเซอร์กันอยู่ดี

และผมก็ได้มีโอกาสทำเว็บของชมรม ซึ่งเป็นคำแนะนำจากพี่ชัยว่าน่าจะมีเว็บของชมรม เพื่อที่จะให้รุ่นพี่หรือว่าทุกคนมาพูดคุยกัน ผมเองคิดว่าน่าจะดีก็เลยทำเรื่องขอโฮสสำนักคอม และศึกษาการใช้เว็บสำเร็จรูป จนทำเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ผมก็ใส่ประวัติชมรม ประวัติค่าย เพลง รูปค่าย ฯลฯ เข้าไปในเว็บ ช่วงแรกคนเข้าเว็บกันเยอะมาก โดยเฉพาะรุ่นพี่ แต่พักหลังเงียบกริบ แทบกลายเป็นเว็บร้าง จนตอนนี้ถูกสำนักคอมล้างทิ้งไปเรียบร้อย ทำให้รูปที่หายากจากพี่ๆได้โพสไว้ และข้อความที่มีค่าอื่นๆได้หายไปกับอากาศเรียบร้อยแล้ว
ช่วงขึ้นปีสาม เปิดเทอมใหม่ๆ ผมก็ประชุมชมรม ตอนนั้นจำได้ว่าตื่นเต้นเพราะจะได้นั่งบัลลังก์ประธานครั้งแรก บัลลังก์นี้ใช้งานมานาน ไม่กี่คนหรอกที่จะมีโอกาสมานั่งที่นี่ ตอนนั้นผมรู้สึกขาดอะไรสักอย่าง เพราะรุ่นพี่ๆ คนที่เคยให้คำปรึกษา ได้จบกันหมดแล้ว พี่เจีย พี่ทราย พี่เอก พี่อ๊อด พี่เย่ จำได้ว่าผมจะทำอะไรก็ต้องปรึกษาพี่ๆ ก่อนเสมอ ตอนนี้ไม่มีใครให้ปรึกษาแล้ว แต่มันคงต้องถึงเวลาแล้วที่จะยืนด้วยขาของตัวเองสักที ตอนนั้นผมยังงงกับตัวเองอยู่ว่าจะพาชมรมไปรอดหรือเปล่า นับว่าเป็นเหมือนภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ผมกำลังแบกอยู่ แต่ผมก็สมัครใจและตั้งใจที่จะทำมัน
ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองกำลังไฟแรง อยากทำอะไรให้มันเต็มที่ เพราะรู้สึกว่าแป๊บเดียวก็ขึ้นปีสาม เดินมาครึ่งทางแล้ว ช่วงนั้นได้เพื่อนชื่อไอ้คุเข้าชมรมมาอีกหนึ่ง เพื่อนผมคนนี้ก็ไฟแรงไม่เบา ยังไม่ทันไปค่ายก็สมัครเป็นคณะกรรมการค่ายแล้ว
งานเปิดโลกกิจกรรมได้ผ่านไป รู้สึกว่ามีคนมาสมัครค่อนข้างเยอะ มีน้องๆมาเยือนชมรมอยู่บ่อยๆ ตอนนี้ชมรมเปิดทุกวัน และเปิดเกือบ 24 ชม. ชมรมกลายเป็นบ้านหลังที่สองของพวกผมแล้ว ทั้งกิน ทั้งนอน เล่นเน็ต เล่นเกม เล่นกีตาร์ อ่านหนังสือ ฯลฯ ทุกวันผมต้องมาชมรม เรียนเสร็จก็มา ไม่มีเรียนก็มา ค่อนนึงของชีวิตอาศัยอยู่ที่ชมรม ไฟชมรมเปิดตลอด เสมือนล่อให้น้องๆเข้ามา และก็มีน้องๆหลงเข้ามาจริงๆ...
"พักก่อน เมื่อย มือหงิกแล้ว ต่อภาค 3 ละกัน"
คิดถึงชมรม...