นี่คือผลงานของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่น่าชื่นชมมาก คุ้มกับการใช้เวลา The Longest Day ของผม ในการชมรอบปฐมทัศน์ ค่ำวันพุธที่ ๒๐ ม.ค. ๕๓ โดยละครเลิกเกือบสี่ทุ่ม เลยเวลานอนของผมไปนาน
ละครเรื่องนี้แสดงที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ศาลายา เพียงระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๓ ม.ค. ๕๓ นี้เท่านั้น และรอบที่ผมชมนั้น ผู้ชมแน่นเต็มห้อง
อำนวยการสร้าง และควบคุมการผลิต โดยสาขาธุรกิจดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ผู้ทำงานเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ ๓
ผู้คนทั่วไปคงจะไปชมเพื่อความบันเทิง ทางโสต จักษุ อารมณ์ และสังคม คือนอกจากความบันเทิงส่วนตนแล้ว ยังได้พบปะเพื่อนฝูง สร้างมิตรภาพด้วย ผมเองก็อยู่ในฐานะนั้น คือไปชมในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเชิญเป็นแขกพิเศษ การไปชมเป็นการแสดงท่าทีชื่นชมอยู่ในตัว แต่ผมขอบันทึกความรู้สึกชื่นชมในผลงานในฐานะผู้ชมธรรมดาๆ คนหนึ่งที่จริงๆ แล้ว ผมเข้าใจว่าตนเองดูละครเพลงไม่เป็น
ทั้งชีวิตผมเคยดูละครเพลงอยู่ไม่กี่เรื่อง เรื่องแรก ผมประทับใจมาก ดูเมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้วที่อังกฤษ และดูเสีย ๒ รอบ ในต่างวาระกัน คือเรื่อง เลอ มิสเซอร์ร้าบส์ (Le Miserables) เรื่องที่ ๒ คือ Phantom of the Operaดูที่นิวยอร์ก ซึ่งผมบันทึกไว้ที่นี่ เรื่องที่ ๓ ฟ้าจรดทราย และเรื่องที่ ๔ ลูกคุณหลวง ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๕ ในชีวิต
ผมเป็นคนที่ความบันเทิงในชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป เมื่อไปในบรรยากาศนี้จึงตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า การจัดแสดงละครเพลงนั้น ผู้จัดเขาจัดสิ่งอำนวยความบันเทิงหรือความพึงพอใจหลายอย่างมาก ได้แก่นิทรรศการเรื่องชีวิตของอิน-จัน เอกสารให้ข้อมูลประกอบการชม เล่าเรื่องราวของการสร้างละคร ผู้เกี่ยวข้องกับการผลิต ตัวละคร และให้ข้อมูลประวัติของเรื่องอิน-จัน ผมสังเกตว่า หากมีเวลาละเลียดสุนทรียจากสิ่งเหล่านี้ ก็จะได้รับสุนทรียารมณ์เพิ่มขึ้นได้มาก มีคุณค่ามากกว่าการชมแบบเร่งรีบลวกๆ อย่างมาก นอกจากนั้น นักศึกษายังมีบริการถ่ายรูปการเข้าชมเป็นที่ระลึกอีกด้วย ภายใต้เทคโนโลยีปัจจุบัน ถ่ายแล้วพริ้นท์ได้เลย
ผมจึงมีข้อสังเกตวัฒนธรรมการดูละคร ว่าเป็นวัฒนธรรมของสังคมที่ผู้คนมีเวลาว่าง ต้องการกิจกรรมมาช่วยให้ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ ไม่เหงา ผู้คนมาร่วมกิจกรรมกัน เกิดความเป็นประชาคม เป็นการออกงานสังคม และเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายจัด ฝ่ายแสดง และฝ่ายชม ผ่านหลายช่องทาง ไม่ใช่เรื่องความบันเทิงแบบลวกๆ ไม่ทราบว่าผมคิดมากไปหรือเปล่า
นอกจากบันเทิงแล้ว ก็มีการเรียนรู้ด้วย หรืออาจกล่าวว่า เพื่อให้ดูรู้เรื่อง จะได้ยิ่งทั้งบันเทิงทั้งประเทืองปัญญา เขาจึงทำเอกสารหรือสูจิบัตรให้ความรู้ จากเอกสารนี้ผมจึงได้รู่ที่มาที่ไปของการจัดทำ ได้แก่ผู้กำกับและเขียนบท ผู้ออกแบบท่าเต้น ผู้ออกแบบเสื้อผ้า ผู้ออกแบบแสง ผู้ออกแบบฉาก ผู้อำนวยเพลงและเรียบเรียงเสียงดนตรี ผู้ประพันธ์ดนตรี นักดนตรี และผู้แสดง ได้เห็นร่องรอยของการเรียนโดยการลงมือปฏิบัติ ได้เห็นร่องรอยของกิจกรรมพัฒนาเยาวชน ที่ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับการเรียนในหลักสูตร
ผมยังได้ปิ๊งแว้บว่า หากอาจารย์ในหลักสูตรนี้ รู้จัก KM และใช้เครื่องมือนี้ดึง Explicit Knowledge ออกจาก Tacit Knowledge ในประสบการณ์ โดยใช้เครื่องมือง่ายๆ คือ BAR และ AAR ก็จะทำให้นักศึกษาได้ความรู้ที่หนักแน่นขึ้นอย่างมากมาย
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ม.ค. ๕๓