กิจกรรมจิตสาธารณะของโรงเรียนวิทยสัมพันธ์  ได้เริ่มเรียนเริ่มสอนกันมาตั้งตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๗  พบว่าการทดลองจัดกิจกรรมกับกลุ่มเล็ก ๆ คือเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓ โดยครูคนเดียว   เพียงสัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมงเป็นกิจกรรมการเติมเต็มและแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ผลการประเมิน  รวมทั้งการแสดงข้อคิดเห็น  ข้อเสนอแนะของเด็ก ๆ ส่วนการปฏิบัติกิจกรรมนั้นเป็นไปอย่างสม่ำเสมอทุกวัน 

             ต่อมาเด็กกลุ่มทดลอง และเป็นผู้นำนักเรียนอย่างเข้มแข็งได้จบการศึกษาภาคบังคับไปเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  รุ่นน้อง ๆ ขึ้นมาแทนที่  ซึ่งโรงเรียนเห็นว่ากิจกรรมนี้น่าจะสานต่อ  จึงมีนโยบายให้มีการจัดกิจกรรม "นักเรียนจิตสาธารณะ" ขึ้นทุกชั้นในโรงเรียน 

            ปัญหาอุปสรรคจึงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน  เนื่องจากนักเรียนกลุ่มใหญ่ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง  ครูผู้รับผิดชอบแต่ละชั้นเรียนขาดการดูแลติดตามอย่างต่อเนื่อง   ปล่อยให้นักเรียนทำกิจกรรมตามรุ่นพี่ ๆ และการติดตามผลขึ้นอยู่กับครูผู้รับผิดชอบนักเรียนชั้นนั้น ๆ

            ผลการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน  จากการดูแลกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนของนักเรียน  พบว่านักเรียนที่ถูกฝึกจากกลุ่มเล็ก ๆ จะทำหน้าที่ได้ดีกว่า  และมีความตระหนักในการเป็นผู้มีคุณลักษณะจิตสาธารณะที่สามารถมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้ในระดับดี 

           ภายหลังกิจกรรมการปฏิบัติได้ลดลง   เพราะการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้เรื่องจิตสาธารณะ  แม้ว่านักเรียนส่วนมากจะรู้และเข้าใจในการทำหน้าที่จิตสาธารณะ  แต่ทำให้นักเรียนลืมและมองข้ามสิ่งที่นักเรียนเคยปฏิบัติ  และนักเรียนที่ปฏิบัติไม่ได้ผลคือนักเรียนชั้นอนุบาล  นอกจากนั้นนักเรียนชั้นอนุบาลจะเป็นผู้ทำความสกปรกเลอะเทอะมากกว่า

           วันนี้เวลาพักรับประทานอาหาร  ฉันเดินลงไปห้องน้ำ  พบว่ามีเศษกระดาษห่อขนมเล็ก ๆ อยู่ที่บันได ๒ ชิ้น  ฉันไม่เก็บชิ้นส่วนนั้น  และเดินกลับขึ้นมา  ยืนมองลงไปอีกครั้งได้มีนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เดินขึ้นมา ๑ คน  แต่เศษขนมยังอยู่เหมือนเดิม ฉันจึง "ให้นักเรียนคนนั้นเดินกลับลงไปและขึ้นมาใหม่และไม่บอกว่าให้ทำอะไร"  นักเรียนคนนั้นเดินลงไปหยุดที่ขั้นบันไดและเก็บเศษขยะ ๒ ชิ้นกลับขึ้นมาใส่ถังขยะพร้อมด้วยรอยยิ้มและบอกว่า "ผมขอโทษครับ" ซึ่งกระดาษห่อขนมชิ้นนั้นคาดว่าเป็นของนักเรียนชั้นอนุบาลที่มีห้องเรียนอยู่ใกล้ ๆ และมาเล่นบริเวณนั้นเป็นประจำ ได้ทิ้งเศษกระดาษห่อขนมไว้

            การอบรมหรือการฝึกจิตสาธารณะ  เป็นการสร้างความตระหนัก  และทำให้คนมีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม  เช่นเดียวกับปรัชญาการจัดการศึกษาที่กล่าวว่า "การเรียนรู้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม" แต่ในด้านจิตสาธารณะบุคคลนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงมาจากภายในและเป็นไปทีละน้อย 

          บุคคลที่ไม่ได้สัมผัสหรือมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้  อาจจะมีคำถามในใจว่า "นักเรียนทั้งโรงเรียนเป็นผู้มีจิตสาธารณะสักกี่คน  หรือมีบางท่านอาจจะบอกว่าควรจะฝึกให้มีคุณลักษณะเช่นนี้ทั้งโรงเรียนได้ไหม"  ฉันในฐานะผู้ปฏิบัติ  ขอยืนยันว่าสามารถทำได้ไม่ยาก  แต่ผลของการเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน  จะต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป  จะให้นักเรียนชั้นอนุบาลหรือชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เป็นผู้มีจิตสาธารณะเหมือนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ที่ถูกฝึกมาเป็นเวลาหลายปีนั้นคงเป็นไปไม่ได้  เพียงแต่บอกว่าเราได้เริ่มแล้ว 

           เพียงได้ยินคำว่า "ผมขอโทษครับ" จากนักเรียนที่เดินลงไปเก็บขยะ และตนเองไม่ได้ทิ้ง  ก็สามารถประเมินได้ว่า"นักเรียนมีคุณลักษณะจิตสาธารณะ" สำหรับความหมายของฉัน เพราะจิตสาธารณะเป็นศูนย์รวมของคุณธรรมและจริยธรรม

 

ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นคุณลักษณะของผู้มีจิตสาธารณะ