มหาวิทยาลัยที่มาตรฐานสูง เขาตัดสินให้ปริญญาเอกโดยมองที่คนทั้งคน มองที่ความสามารถด้านวิชาการหลากหลายด้าน ไม่ใช่แค่มีเอกสารวิจัยมาเสนอ และตอบคำถามในการสอบวิทยานิพนธ์ได้ ก็ให้ผ่าน
นักศึกษาปริญญาเอก : ๑. สอบอะไร
คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์
จึงมีความสำคัญมากในการรักษาคุณภาพของปริญญาเอก
ผมมีข้อสังเกตว่า นศ. มักเข้าใจผิด
ว่าจะต้องแสดงว่าตนได้ไปอ่านหรือมีรายการเอกสารอ้างอิงครบถ้วนมากมาย
บางคนอาจเขียน reference โดยไม่ได้อ่าน หรืออ่านก็อ่านลวกๆ
เช่นอ่านเฉพาะ abstract
ไม่ได้สาระที่แท้จริงเอามาเขียนเหตุผลที่ทำวิจัยเรื่องนี้
แค่นี้ก็สะท้อนการเรียนปริญญาเอกที่คุณภาพต่ำ
มาตรฐานต่ำแล้ว
คือไม่มีการป้องกันการเขียนวิทยานิพนธ์แบบขาดจริยธรรมในการวิจัย
คืออ้างโดยไม่ได้อ่าน หรืออ้างแบบเน้นปริมาณ
เพียงแค่ให้มี reference จำนวนมาก
ไม่ได้อ้างอย่างมีคุณภาพ คือเอาสาระจาก publication
คุณภาพสูงมาเขียนอย่างมีเหตุมีผล
และมีวิจารณญาณ
การอ้างอิงอย่างมีวิจารณญาณ คือ รู้ว่าบาง paper
ที่ตีพิมพ์มีจุดอ่อน
แม้จะได้รับการตีพิมพ์ก็ยังไม่น่าเชื่อถือ นศ. ป.
เอก ต้องแสดงความสามารถนี้
จึงจะสมควรได้รับปริญญาเอก
วิญญาณของนักวิจัย นักวิชาการที่แท้จริงคือ ไม่เชื่อง่ายๆ
โดยไม่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด (critical appraisal) นศ. ป.
เอก ต้องแสดงคุณสมบัตินี้ จึงสมควรได้เป็น
ด็อกเตอร์
ข้อมูล
ต้องนำเสนอให้ตรวจสอบข้อมูลได้ ให้ผู้อ่าน
(ที่จริงจังมาก) เอาไปวิเคราะห์เองได้
เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของผลการวิเคราะห์
หรือเพื่อให้ตรวจสอบความแม่นยำของการเก็บข้อมูลได้
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ก็ต้องนำเสนอเพื่อให้ทนต่อการตรวจสอบ
เช่นเดียวกันกับการนำเสนอข้อมูล
หัวข้อของบันทึกนี้คือ สอบอะไร
คำตอบแรกคือ
สอบวิทยานิพนธ์
โดยที่ในการสอบวิทยานิพนธ์
คณะกรรมการไม่ได้มองเฉพาะที่ตัวผลการวิจัย
แต่ได้ใช้เอกสารวิทยานิพนธ์และการนำเสนอ การตอบคำถาม
เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินด้วย
คำตอบที่ ๓ คือ
สอบความสามารถทางวิชาการโดยรวม
กรรมการสอบจะมีความสามารถในการใช้วิจารณญาณประเมินข้อนี้
โดยอ่านจากข้อเขียนวิทยานิพนธ์และจากการโต้ตอบในการสอบ
มหาวิทยาลัยที่มีมาตรฐานสูงจะคำนึงถึงทั้ง ๓ ข้อนี้
ซึ่งจะทำให้การจ้างทำวิทยานิพนธ์ทำไม่ได้เลย
และการเตรียมตัวสอบแบบลวกๆ โดยไม่ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำ
ก็ไม่ได้ผล
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นายศราวุฒิ · 21 ม.ค. 2553
จัน หนองคาย · 21 ม.ค. 2553
AAA@@***@@WWW · 21 ม.ค. 2553
ครูแป๊ว กัลยาณี · 21 ม.ค. 2553
วิยะรักษ์ · 21 ม.ค. 2553
อ่านบันทึกอาจารย์แล้วรู้สึกขัดใจอย่างยิ่งค่ะ
ที่ว่าขัดใจนั้นคือ อะไร...นั่นก็คือ ว่า...ในสภาวะที่เป็นจริง ความไม่สัมพันธ์กันระหว่างผู้นำพาเรา (adviser) และหลักสูตร... จริงๆ แล้วหากว่า ประเทศไทยสามารถเข้าสู่สาวะแห่งความเอาจริงในการทำสิ่งนี้ได้น่าจะดี
ขอบพระคุณค่ะ
กะปุ๋ม
มีข้อจำกัดมากมายที่ไม่พร้อมจะทำอย่างที่อาจารย์เสนอ (ซึ่งก็เห็นดีอย่างยิ่ง)
แต่ในภาพรวม-โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นปัญหาอย่างมาก
ส่วนหนึ่งก็บ้ารับกันจำนวนมาก
เราจึงมี ดร.ชั้น 2-3 เต็มไปหมด
จะหาที่มีคุณสมบัติอย่างที่อาจารย์ต้องการมีน้อยมาก
ไม่พอ ขาดแคลนอย่างยิ่งครับ
เอาแค่จะหาอาจารย์ที่ปรึกษาให้ครบตามระเบียบก็เต็มกลืนแล้วละครับ
เราผลิตดร.ที่เป็นนักวิจัย หรืออาจารย์ที่ดีได้น้อยมาก
ไม่รู้จะกะเตงกันไปได้อีกกี่น้ำ
หลายแห่งอยู่ในสภาพ "จ่ายครบหาทางให้จบจนได้แน่ๆ"
ครับผม
ครับผม
คิดว่ามีแต่ป.โท..ลามไปถึงป.เอกแล้วหรือคะ..
..เคยเรียนถามผู้ที่กำลังศึกษา ว่า เรียนดร.ยากไม๊ ได้รับคำตอบว่า ..
"ถ้ายากก็คงไม่ใช่ดร. ถ้าง่ายก็ไม่ใช่ ดร."..ถูกต้องนะคร๊าบ...
เรียน ป.โท กำลังจะจบ
เตรียมเขียนเล่มและเตีรยมสอบค่ะ
ได้อ่านแนวทางอาจารย์แล้วชอบมากๆค่ะ
เอามาเป็นแนวทางในการเขียนเล่มได้ชัดเจนขึ้นเลยค่ะ
ถ้ามีคนริเริ่มที่จะทำและพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพแล้ว
เด๋วก้อมีคนทำตามกันเองล่ะค่ะ
ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร
แต่อนาคตเริ่มจากปัจจุบัน
ปัจจุบันก้อทำให้ดีที่สุดค่ะ
หนูเชื่อว่าแนวคิดที่ดีถ้าได้รับการเผลแพร่วันนึงออกดอกออกผล
มันจะขยายไปเองค่ะ
ตอนนี้ห่วงแต่จิตวิญญาณของความเป็นครูบาอาจารย์มากกว่าค่ะ
กลัวจะเหลือแต่"ผู้บรรยาย"....
เห็นด้วยกับครูบาค่ะ ตอนเรียนป.โท ก็ยังยากกว่าจะได้พบอาจารย์ที่ปรึกษา